เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 เศษเสี้ยวความจริง

บทที่ 43 เศษเสี้ยวความจริง

บทที่ 43 เศษเสี้ยวความจริง


หากความคิดของเซินถังสามารถแสดงเป็นภาพได้ ก็คงเป็นภาพตัวนางกำลังกุมหัวตะโกนลั่น

ทำไมไม่ให้ระบบช่วยเหลือผู้ทะลุมิติติดตัวมาด้วยเล่า!!!

(╯‵□′)╯︵┻━┻ (ล้มโต๊ะ)

ไม่ให้ความทรงจำร่างเดิมก็แล้วไปเถอะ แต่ดันส่งคนรู้จักของร่างเดิมมาให้เจอแบบวันเว้นวันนี่มันอะไรกัน

ก่อนหน้านี้ก็เถียนโส่วอี้ที่เข้าใจผิดว่าเป็น 'หลานสะใภ้' มาคราวนี้กงเฉิ่งก็โพล่งคำว่า 'พี่ภรรยา' ออกมาจนน่าตกใจ

หากเป็นผู้อื่น คงถูกสองคนนี้ลากลงคลองไปแล้ว

เซินถังกำหมัดแน่น ขบกรามจนแก้มตอบ สีหน้าเคร่งเครียดมืดมนจนแทบจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำได้

ในสายตาคนนอก นี่คืออาการของคนที่กำลังข่มกลั้นโทสะที่พร้อมจะระเบิดออกมา และเชื้อเพลิงของโทสะกองนี้ก็มาจากกงอวิ๋นฉือเพียงผู้เดียว

นายโลมเห็นดังนั้น จึงก้าวเข้ามาขวาง เขาใช้ร่างกายกั้นกลางระหว่างเซินถังและกงเฉิ่ง ก่อนจะหันไปถาม "พี่อวิ๋นฉือ ท่านนี้คือพี่ภรรยาของท่านหรือ?"

เขารู้ดีว่าในวันมงคลสมรสของกงเฉิ่ง ตระกูลกงประสบภัยพิบัติ ถูกเนรเทศยกตระกูล หญิงสาวถูกส่งเข้าสำนักสังคีต ซึ่งนั่นย่อมรวมถึงเจ้าสาวหมาดๆ ที่ยังไม่ทันได้กราบไหว้ฟ้าดินด้วย

ได้ยินว่าตระกูลเซินของเจ้าสาวนั้นโชคร้ายยิ่งกว่า ถูกเจิ้งเฉียวสั่งประหารเก้าชั่วโคตร คนนับร้อยในตระกูลต้องหลั่งเลือดชโลมลานประหาร

กงเฉิ่งตอบว่า "น่าจะใช่"

เซินถังขึ้นเสียงสูงทันที "กงอวิ๋นฉือ คำว่า 'น่าจะใช่' หมายความว่าอย่างไร?"

นางแทบอยากจะหัวเราะทั้งน้ำตากับชายผู้นี้ จะแต่งภรรยาเข้าบ้านทั้งที บ้านของอีกฝ่ายมีกี่คนยังไม่รู้อีกหรือ? ต่อให้เป็นการคลุมถุงชน ก็ไม่ใส่ใจเกินไปแล้ว!

เซินถังไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิ แต่ผู้พูดไม่ตั้งใจ ผู้ฟังกลับคิดไปไกล ประโยคนี้เมื่อเข้าหูกงเฉิ่ง ความหมายจึงแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

กงเฉิ่งเข้าใจว่าทุกถ้อยคำของเซินถังแฝงคำถามประชดประชัน คล้ายจะถามเขาว่า 'ตระกูลเซินประสบภัยถูกประหารเก้าชั่วโคตร ส่วนตระกูลกงแค่ถูกเนรเทศ บัดนี้ความสัมพันธ์ของสองตระกูล ในปากเจ้ากลับกลายเป็นแค่คำว่า 'น่าจะ' ไม่คิดจะนับญาติกันแล้วหรือ?'

ดังนั้น กงเฉิ่งจึงละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ร่างที่ยืนหยัดได้อย่างยากลำบากเซถลาไปมาเกือบล้มลง

ชายหนุ่มและนายโลมตาไวรีบยื่นมือเข้าประคองซ้ายขวา ทว่าการขยับตัวรุนแรงก็ทำให้แผลปริแตก เลือดสดๆ ซึมเปื้อนผ้าพันแผลจนแดงฉาน

นายโลมรีบเอ่ยเตือน "พี่อวิ๋นฉือ ใจเย็นก่อน!"

ชายหนุ่มเสริม "เจ็บซ้ำเจ็บซ้อน ต่อให้หมอเทวดามาก็คงยื้อชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไว้ไม่ได้ มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันเถิด"

เซินถังผู้ไร้บทละครและไร้ความทรงจำ "......"

เพราะเนื้อเรื่องบ้าบอไม่ดำเนินตามพล็อตที่ควรจะเป็น นางจึงต้องงัดทักษะการแสดงออกมาใช้ เดาสุ่มผสมมั่ว ด้นสดไปตามสถานการณ์

บ่าวรับใช้ผู้ชาญฉลาดพาเถ้าแก่ออกไปตั้งแต่แรกแล้ว และเมื่อคนนอกออกไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงพวกเขาสี่คน มีสิ่งใดก็พูดกันได้อย่างเปิดอก

นางแค่นเสียงเย็น มือขวาไพล่หลัง "กงเฉิ่ง เห็นแก่ที่เจ้าบาดเจ็บ ข้าจะไม่ถือสาหาความเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น"

ความคิดแล่นเร็ว ทักษะการแสดงทำงานทันที

เวลานี้กงเฉิ่งคือผู้ที่รู้สถานะของร่างเดิมดีที่สุด ในฐานะผู้ประสบเหตุการณ์ถูกยึดทรัพย์และฆ่าล้างตระกูล ข้อมูลที่เขามีย่อมละเอียดและน่าเชื่อถือกว่าข่าวลือข้างถนนของฉีซ่าน

เซินถังเตรียมจะหลอกถาม อย่างน้อยก็ต้องรู้ให้ได้ว่าร่างเดิมเป็นใคร มีสถานะอะไร และบางทีอาจได้รู้ความลับบางอย่างจากปากของกงเฉิ่ง

"ขอบคุณพี่ภรรยา" กงเฉิ่งได้ยินคำพูดของเซินถัง สีหน้าซีดเผือดก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย เขาทรุดนั่งลงบนเบาะรองนั่งอย่างหมดแรง แล้วประสานมือคารวะเซินถัง

เซินถังไม่หลงกล ท่าทียังคงเย็นชา "ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่า 'พี่ภรรยา' เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า แล้วนางเล่า?"

คำว่า 'นาง' หมายถึงผู้ใด ก็จงเข้าใจเอาเองเถิด แต่เมื่อได้ยินคำว่า 'พี่ภรรยา' เซินถังก็ปวดฟันตุบๆ

สีหน้าของกงเฉิ่งที่เพิ่งจะดีขึ้นกลับซีดเผือดลงอีกครั้ง

เขากำลังจะเอ่ยปาก นายโลมด้านข้างก็แทรกขึ้น "ข้ากับท่านอาจารย์กู้ช่วยพี่อวิ๋นฉือไว้ ตามคำไหว้วานของเขา ข้าได้ส่งคนไปตามหาน้องสะใภ้ที่สำนักสังคีตแห่งนั้นทันที เพียงแต่... เพียงแต่ไปช้าเกินไป ในกลุ่มนักโทษหญิงกลุ่มนั้นไม่มีน้องสะใภ้ ว่ากันว่า..."

"คนผู้นั้นสิ้นใจระหว่างทางเนรเทศแล้ว"

ชายหนุ่มเอ่ยต่อจนจบประโยคแทนนายโลม แล้วเสริมอีกประโยค "เดินเท้าสวมโซ่ตรวนร่วมเดือนเศษ สำหรับชายฉกรรจ์ยังถือว่ารอดมาได้ยากยิ่ง นับประสาอะไรกับสตรีบอบบางที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น..."

อันตรายของการเนรเทศไม่ได้มีเพียงการเดินเท้าสวมโซ่ตรวน การขาดแคลนอาหารและน้ำ หรือสัตว์ร้ายและแมลงมีพิษ แต่ยังรวมถึงผู้คุมที่ทำหน้าที่คุมขังนักโทษ

โอกาสรอดชีวิตของนักโทษหญิงจึงต่ำกว่านักโทษชายมากนัก และการตายกลางทางจึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้

"หากกล่าวเช่นนี้ กลายเป็นว่าข้าตีโพยตีพายไปเองสินะ?" เซินถังอาศัยจังหวะเปลี่ยนอารมณ์ แสร้งหันหลังให้ทั้งสามคน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดจับสังเกตสีหน้าที่อาจแสดงอารมณ์ไม่สมจริงได้

เห็นเพียงแผ่นหลังของอีกฝ่าย ไหล่ที่สั่นเทาน้อยๆ และการหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้งจนกระดูกสะบักขยับไหว บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

การแสดงละครต้องอาศัยความเชื่อมั่นอันแรงกล้าจริงๆ!

นายโลมอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้น "ตระกูลเซินถูกเจิ้งเฉียวสั่งประหารเก้าชั่วโคตร เรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับพี่อวิ๋นฉือ?"

ขาดแค่พูดใส่หน้าเซินถังว่า 'เจ้ามันตีโพยตีพาย' เท่านั้นแหละ

ถ้อยคำที่เซินถังกล่าวกับกงอวิ๋นฉือ ล้วนเต็มไปด้วยหนามแหลมคม เขาในฐานะผู้ฟังยังรู้สึกระคายหู ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบ

เซินถังแค่นเสียงย้อนถาม "เจ้าเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือ?"

นายโลมถูกย้อนจนพูดไม่ออก

กงเฉิ่งเองก็เอ่ยห้ามเสียงเบาด้วยความละอาย "เวิงจือ เรื่องนี้แม้ข้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ตระกูลกงกลับเกี่ยวข้อง..."

เซินถังหลับตาลง พยายามทำจิตใจให้ว่างเปล่า บังคับตัวเองไม่ให้คิด ไม่ให้วิเคราะห์สิ่งใด ซึ่งการมีคนอ่านใจได้อยู่ด้วยนี่มันน่ารำคาญจริงๆ

นายโลมทำตามความต้องการของเซินถัง ถามต่อ "มีจริงๆ หรือ?"

กงเฉิ่ง "มี ไม่เช่นนั้นงานมงคลสมรสจะจัดขึ้นอย่างรีบเร่งปานนั้นหรือ?"

ความสงสัยในใจเซินถังเริ่มกระจ่างชัดขึ้นจากบทสนทนาเหล่านี้ นางตัดสินใจวางเดิมพัน พูดมั่วๆ ไปว่า "หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าเคยเห็นสตรีสูงศักดิ์ตระกูลใดแต่งงานทั้งที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นบ้าง? อายุน้อยเพียงนั้น จะรีบแต่งออกไปด้วยเหตุใด? ไปเป็นสะใภ้เลี้ยงเด็กหรือ?"

นายโลมถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก คำถามนี้ช่าง… แต่เจ้าสาวก็อายุน้อยเกินไปจริงๆ

เขาใช้สายตาถามกงเฉิ่ง ฝ่ายหลังอธิบายเสียงเบา "ปีนั้นเจิ้งเฉียวต้องการกลับแคว้น ท่านพ่อแสร้งทำเป็นสนับสนุนเขา ทำให้เขาตายใจ แต่ลับหลังกลับติดต่อขุนนางในราชสำนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือท่านพ่อตาเซิน"

"ท่านพ่อตาร่วมมือกับท่านพ่อ ท่านพ่อดำเนินแผนการในราชสำนัก ส่วนท่านพ่อตาก็ใช้สายลับที่ฝังตัวในฝ่ายใน ร่วมมือกับพระสนมฉู่จีที่กำลังได้รับความโปรดปรานในขณะนั้น เตรียมประสานนอกในสังหารเจิ้งเฉียว"

"แต่ผู้ใดจะรู้ว่าสุดท้ายจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่เพียงแม่ลูกฉู่จีต้องตายตกไปอย่างน่าเวทนา ข่าวยังรั่วไหลออกไป..."

พระสนมฉู่จีที่ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนถูกใส่ร้ายจนแท้งบุตรเสียชีวิตกะทันหัน แคว้นบ้านเกิดก็ถูกเจ้าแคว้นซินที่โกรธเกรี้ยวส่งทหารไปทำลายสิ้น

ส่วนนางกำนัลและบ่าวไพร่ที่ติดตามพระสนมฉู่จีมายังแคว้นซิน รวมถึงกองกำลังส่วนตัวและแขกเหรื่อที่ช่วยนางดูแลทรัพย์สิน รวมแล้วกว่าสองร้อยชีวิต ต่างถูกลดสถานะเป็นทาสและถูกนำออกขาย

เจิ้งเฉียวเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น พระสนมฉู่จียังมีจุดจบเช่นนี้ แล้วจะปล่อยตระกูลเซินที่ถลำลึกในเรื่องนี้ไปได้อย่างไร?

ชายหนุ่มเกิดความสงสัย "หากกล่าวเช่นนี้ ตระกูลเซินเป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ใช่ตัวการหลัก ไฉนจึงลงเอยด้วยการถูกประหารเก้าชั่วโคตรเล่า?"

เพราะตัวการหลักคือตระกูลกงไม่ใช่ตระกูลเซิน

กงเฉิ่งส่ายหน้า "เรื่องนี้ข้าก็ไม่ค่อยรู้แจ้งนัก"

หากท่านพ่อไม่ได้เกลี้ยกล่อมครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านพ่อตาเซินผู้เก็บตัวและยึดถือทางสายกลางมาตลอดคงไม่ออกหน้า และคงไม่ไปล่วงเกินเจิ้งเฉียว จนนำหายนะมาสู่ตระกูล

เมื่อรู้ว่าเจิ้งเฉียวยกทัพกลับมา ท่านพ่อรู้ว่าสถานการณ์เลวร้าย จึงปรึกษากับท่านพ่อตา เตรียมให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเซินแต่งเข้าตระกูลกง

ท่านพ่อยังไม่ถูกซัดทอด ภายนอกยังคงเป็น 'ผู้มีพระคุณ' ของเจิ้งเฉียว และหากเจิ้งเฉียวแก้แค้นตระกูลเซิน อย่างน้อยก็ยังพอรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขไว้ได้บ้าง

แต่ผู้ใดจะรู้กันเล่า! ---

เจิ้งเฉียวผู้นั้นไม่เล่นตามกฎเลยสักนิด

จบบทที่ บทที่ 43 เศษเสี้ยวความจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว