- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 41 ยอดฝีมือผู้เร้นกาย (ตอนกลาง)
บทที่ 41 ยอดฝีมือผู้เร้นกาย (ตอนกลาง)
บทที่ 41 ยอดฝีมือผู้เร้นกาย (ตอนกลาง)
เซินถังเข้าใจว่าครานี้คงเป็นเช่นวันวาน จึงยืนรออยู่เบื้องหน้าหอเย่ว์หัวอย่างว่าง่าย พลางป้อนตังเมให้เจ้ามอเตอร์ไซค์กินเล่นเป็นระยะ
'จะว่าไปแล้ว... เหตุใดเจ้ามอเตอร์ไซค์ถึงกินตังเมได้เล่า?'
เซินถังเก็บความสงสัยไว้ในใจ พลางลูบไล้ขนอันมันขลับลื่นมือของเจ้ามอเตอร์ไซค์ ยิ่งมองล่อตัวนี้ก็ยิ่งรู้สึกชอบใจ
ฝ่ายเจ้าล่อเมื่อเลียตังเมในฝ่ามือจนเกลี้ยงเกลา ก็ยังทำท่าเหมือนไม่อิ่มหนำ มันใช้หัวดุนดันท้องของนางเบาๆ ดวงตาจ้องมองถุงพกที่เอวของเซินถังตาละห้อย
เจ้ามอเตอร์ไซค์แสนรู้ยิ่งนัก มันรู้ว่าตังเมซ่อนอยู่ที่ใด
เซินถังประคองใบหน้าใหญ่โตของเจ้ามอเตอร์ไซค์ไว้ด้วยสองมือ แล้วอบรมสั่งสอนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ไม่ได้ เจ้าจะกินอีกไม่ได้! เจ้าเป็นล่อ ไยจึงติดรสหวานปานนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติ... ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ออเซาะก็ไม่ได้ เลียหน้าข้ายิ่งไม่ได้ใหญ่... มารดามันเถอะ! เพลาๆ หน่อย อย่าแลบลิ้น ข้าไม่อยากล้างหน้าด้วยน้ำลายเจ้า หากเจ้ายังเลียอีกระวังจะถูกจับไปทำ 'เนื้อล่อย่าง'!"
นางพยายามหลบหลีกพัลวัน แต่เจ้ามอเตอร์ไซค์กลับรุกไล่ไม่ลดละ หมายจะใช้ลิ้นที่พลิ้วไหวนั้นตวัดเลียใบหน้าเซินถังให้จงได้
เถ้าแก่เดินออกมาจากหอเย่ว์หัว พอดีเห็นหนึ่งคนหนึ่งล่อยอกล้อกัน นอกจากจะอมยิ้มขบขันแล้ว ยังไม่ลืมเตือนเซินถังว่ามีธุระสำคัญ
เขาเอ่ยว่า "แม่นางน้อย เชิญด้านบนเถิด"
เซินถังและเจ้ามอเตอร์ไซค์หยุดชะงักพร้อมกัน นางตบตัวมันเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ไปเล่นที่อื่นก่อน นางยังมีธุระสำคัญ ไว้เสร็จธุระแล้วค่อยกลับมาเล่นด้วยกันใหม่
เจ้ามอเตอร์ไซค์แสนรู้ยิ่งนัก มันคาบสายบังเหียนเดินไปยังเสาไม้ข้างเคียงอย่างว่าง่าย
เซินถังเอ่ยถาม "ข้าจำต้องเข้าไปข้างในหรือ? วันนี้ไม่ต้องไปรอคนในห้องส่วนตัวที่โรงน้ำชาแล้วหรือ?"
เถ้าแก่ตอบ "วันนี้ไม่จำเป็นแล้ว"
เซินถังไม่ได้ซักถามความต่อ เดินตามเถ้าแก่ก้าวเข้าสู่หอเย่ว์หัว
หากมองข้ามผ้าโปร่งบางเบาที่พลิ้วไหว บานหน้าต่างแกะสลักลวดลายชวนฝัน ภาพวาดสาวงามที่แขวนประดับผนัง รวมถึงกลิ่นแป้งที่ลอยอวลอยู่ในอากาศแล้วไซร้ แวบแรกก็ดูไม่แตกต่างอันใดกับเหลาสุราทั่วไปนัก
หอเย่ว์หัวยามกลางวันนั้นช่างเงียบสงบนัก ไร้ซึ่งเสียงนกกาและเสียงหยอกเย้าอย่างที่จินตนาการไว้ มีเพียงสาวใช้ยกอ่างน้ำร้อนเดินเข้าออกเป็นครั้งคราว และบ่าวไพร่ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดถูโต๊ะเก้าอี้และพื้นเรือน
ทุกสรรพสิ่งเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับแฝงความเงียบเหงาที่ยากจะเอื้อนเอ่ย มีเพียงกลิ่นแป้งหอมที่ยังคงตกค้างในอากาศ คอยบอกเล่าเรื่องราวความอึกทึกครึกโครมของสถานที่แห่งนี้เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาอย่างเงียบงัน
คราแรกเซินถังกวาดตามองรอบด้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่มองเพียงไม่กี่อึดใจก็หมดความสนใจ ดึงสายตากลับมา
ณ โถงหลักของหอเย่ว์หัว เด็กรับใช้หน้าตาหมดจดผู้หนึ่งยืนรอคอยอยู่นานแล้ว
เขานำทางทั้งสองขึ้นไปยังห้องรับรองด้านในสุดของชั้นสอง ก่อนจะค่อยๆ ผลักบานประตูไม้แกะสลักออกอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าหากทำเสียงดังอาจรบกวนบุคคลภายในห้อง
เขาเอ่ยเสียงเบา "คุณชายรออยู่ภายใน เชิญทั้งสองท่านเข้ามาขอรับ"
เซินถังเรียกสติที่ล่องลอยกลับคืนมา เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือฉากกั้นทรงกลมขนาดมหึมา บนฉากกั้นวาดลวดลายทิวทัศน์กว้างใหญ่ไพศาลของอาทิตย์อัสดงกลางทะเลทราย
เซินถังประหลาดใจเล็กน้อย 'สถานที่เช่นหอเย่ว์หัว ต่อให้วางฉากกั้นบังตา ก็สมควรเป็นภาพสาวงามไม่ใช่หรือ? ภาพอาทิตย์อัสดงกลางทะเลทราย? ช่างดูขัดแย้งกับบรรยากาศของที่แห่งนี้มาก'
สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจยิ่งกว่าคือกลิ่นหอมอันสงบเงียบภายในห้อง ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นแป้งฉุนจมูกในโถงหลักอย่างสิ้นเชิง
กลิ่นแป้งนั้นแม้นหอมฟุ้งทว่าดมนานไปกลับรู้สึกเลี่ยนเอียน ทว่ากลิ่นภายในนี้กลับประหนึ่งกล้วยไม้ในหุบเขาเปลี่ยว แม้นกลิ่นไม่ได้เข้มข้นรุนแรง แต่ผู้คนภายนอกก็ไม่อาจเมินเฉยต่อตัวตนของมันได้
หลังฉากกั้นคงเป็น 'ห้องหอ' ของนายโลมผู้นั้น และทั้งสองทำได้เพียงนั่งลงบนเบาะรองนั่งหน้าฉากกั้น
"ภาพนี้เจ้าเป็นผู้วาดหรือ?"
เซินถังเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลง สุ้มเสียงแปลกหูของชายหนุ่มก็ดังลอดผ่านฉากกั้นเข้ามา 'เอ๊ะ ไม่ใช่เสียงนายโลมหนุ่มน้อยเมื่อวานหรอกหรือ?'
นางหันไปมองเถ้าแก่ด้วยความเคลือบแคลง ส่วนเถ้าแก่เองก็ไม่ทราบความนัย ได้แต่ส่งสายตาบอกให้นางตอบไปตามความจริง
เซินถังแสร้งทำท่าเขินอายเอ่ยอึกอักว่า "ข้าไม่ได้วาดขอรับ เป็นพี่ชายของข้าวาด เมื่อวานพอกลับไปจะลงมือวาด กลับถูกเขาจับได้คาหนังคาเขา เขาตำหนิว่าข้าอายุยังน้อยไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง... เรื่องพรรค์นี้ อีกทั้งยังไม่ทันได้แจ้งแก่เถ้าแก่และนายจ้าง เขาจึงลงมือตวัดพู่กันวาดแทนข้าขอรับ"
หลังฉากกั้นเงียบงันไปชั่วอึดใจ ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงวางหมากรุกดังกริกใสกระจ่าง
ชายหนุ่มเอ่ยว่า "อืม วาดได้ไม่เลว"
เซินถังลอบก่นด่าในใจ 'ภาพวาดฝีมือฉีซ่านเนี่ยนะเรียกว่า 'วาดได้ไม่เลว'? ให้ตายเถอะ โลกนี้ไม่มีใครรสนิยมเดียวกับนางเลยหรือไง' ชั่วขณะนั้นนางพลันบังเกิดความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายประหนึ่งดนตรีไร้คนรู้ใจ
เซินถังเอ่ยถาม "เช่นนั้นนายจ้างพอใจแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?"
ชายหนุ่มตอบ "พึง..."
คำว่า 'พอใจ' ยังไม่ทันหลุดจากปาก ชายหนุ่มก็เริ่มไอโขลกอย่างรุนแรง เสียงไอถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ อาการหนักหนาสาหัสจนชวนให้กังวลว่าเขาจะไอเอาปอดออกมาด้วยหรือไม่
'สภาพร่างกายเยี่ยงนี้ พี่ชายท่านนี้ยังอุตส่าห์ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน... ช่างน่านับถือในความทุ่มเทจริงๆ' เซินถังเผลอไผลใจลอยไปอีกวาระหนึ่ง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เซินถังก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มที่เคยได้ยินเมื่อวานดังมาจากหลังฉากกั้น เขาเอ่ยว่า "ท่านอาจารย์กู้ ไหวหรือไม่ขอรับ?"
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย "ไม่เป็นไร"
สติที่เซินถังเพิ่งดึงกลับมาเริ่มเตลิดออกนอกลู่นอกทางอีกครา 'สรุปว่าพี่ชายคนนี้ไม่ใช่นายโลมของหอเย่ว์หัว แต่เป็นลูกค้าที่มาหาความสำราญหรอกเหรอ จุ๊ๆๆ นี่คงเป็นที่เขาเรียกกันว่า ตัวตายใต้ดอกโบตั๋น เป็นผีก็ยังสำราญสินะ? ไอโขลกๆ จนสภาพเหมือนขาข้างหนึ่งก้าวลงโลงไปแล้ว ยังจะมีอารมณ์สุนทรีย์มาเที่ยวหอนายโลมอีกเรอะ?'
ภายในห้องเงียบสงัดไปพักใหญ่ ผ่านไปเนิ่นนาน ชายหนุ่มจึงเอ่ยว่า "คุณชายน้อยเข้าใจผิดแล้ว"
เซินถังทำหน้างุนงง "......" 'เมื่อกี้มีใครพูดอะไรมั้ย?'
เถ้าแก่เองก็มีสีหน้ามึนงงไม่ต่างกัน
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "ถ้อยคำบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยจากปาก ผู้อื่นก็ได้ยิน..."
เซินถัง "......"
เถ้าแก่ยังคงทำหน้ามึนงงต่อไป
ทว่าเซินถังกลับรู้สึกเหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทงแผ่นหลัง ขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน นางมั่นใจอย่างยิ่งว่าประโยคเมื่อครู่ของชายหนุ่มนั้นกล่าวกับนาง
แต่ปัญหาคือ นางไม่ได้มีนิสัยพูดความคิดในใจออกมา และเมื่อครู่นางก็หุบปากสนิท เพียงแค่บ่นพึมพำในใจแค่ประโยคสองประโยคเท่านั้นเอง...
'แม่เจ้า เขาได้ยินสิ่งที่นางคิดในใจหรือ?'
ชายหนุ่มหลังฉากกั้นเงียบไปสามลมหายใจ จากนั้นก็ถามด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่ง "อาจารย์ผู้พร่ำสอนวิชาแก่เจ้าไม่ได้บอกหรือว่า ผู้เป็นกุนซือจำต้องเรียนรู้สิ่งใดเป็นสำคัญ?"
เซินถังมั่นใจแล้วว่าชายหนุ่มสามารถล่วงรู้ความคิดในใจของนาง จึงเลิกบ่นกระปอดกระแปดในใจ แล้วเอ่ยปากถามตรงๆ "สิ่งใดหรือ?"
ชายหนุ่มตอบ "เก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึก ไม่ให้ปรากฏทางสีหน้า"
กล่าวจบ หลังฉากกั้นก็แว่วเสียงเสียดสีของเสื้อผ้า พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา เงาร่างบนฉากกั้นค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น
เซินถังเงยหน้าขึ้นพอดี สบตาเข้ากับชายหนุ่มแปลกหน้าที่เดินออกมาจากหลังฉากกั้น นางรู้สึกคุ้นเคยกับรูปร่างของคนผู้นี้อย่างประหลาด
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผึ่งผาย เพียงแต่สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเจ็บป่วย
แม้เครื่องหน้าจะหล่อเหลาคมคาย แต่แก้มตอบซูบซีด ใต้ตาหมองคล้ำ ริมฝีปากขาวซีดอมเขียว ดูราวกับคนเป็นวัณโรคที่มีดวงชะตาอายุสั้นอย่างชัดเจน!
ยามที่เซินถังพิจารณาชายหนุ่ม ชายหนุ่มเองก็ใช้ดวงตาที่ดูเย็นชาคู่นั้นตรวจสอบเซินถังเช่นกัน
แตกต่างจากความขี้โรคของเขาที่มองปราดเดียวก็รู้ เบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มที่มีใบหน้างดงามติดหวานคล้ายสตรี คิ้วตาสดใส เครื่องหน้าคมเข้มกว่าคนทั่วไป ดูมีความเป็นชนต่างเผ่าแฝงอยู่จางๆ
หากให้ชายหนุ่มใช้คำสักคำมาเปรยเปรียบ คงไม่มีคำใดเหมาะสมไปกว่าคำว่า 'หนุ่มแน่นห้าวหาญ' อีกแล้ว และเป็นความ 'หนุ่มแน่นห้าวหาญ' ตามความหมายของตัวอักษรอย่างแท้จริง
ชายหนุ่มยังอยู่ห่างจากคุณชายน้อยผู้นี้ราวสามถึงห้าก้าว ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงปราณแก่นปราชญ์อันร้อนแรงที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของ 'เขา' อย่างต่อเนื่อง ราวกับลูกไฟเจิดจ้าที่ไม่อาจเมินเฉย
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ตัวข้านั้นมีโรคภัยรุมเร้ามาช้านานจริงดังว่า ทว่ามีคนทำนายทายทักว่าข้ายังพอจะยื้อลมหายใจต่อไปได้อีกสักยี่สิบถึงสามสิบปี"