เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 การจัดทัพบนแผ่นกระดาษ

บทที่ 39 การจัดทัพบนแผ่นกระดาษ

บทที่ 39 การจัดทัพบนแผ่นกระดาษ


บทที่ 39 การจัดทัพบนแผ่นกระดาษ

เซินถังถามด้วยความใคร่รู้ "นี่คือวาจาสิทธิ์เข้ารหัส…ไม่ใช่สิ วาจาสิทธิ์ซ่อนเงื่อนหรือ?"

'ยามมองขวางเห็นเป็นทิวเขา ยามมองข้างเห็นเป็นยอดสูง ใกล้ไกลสูงต่ำล้วนแตกต่าง'

นางเคยเห็นในตำราของฉีซ่าน ดูจากหมายเหตุแล้ว น่าจะเป็นวาจาสิทธิ์ประเภทค่ายกลทหารที่ใช้เล่นงานคนทีเผลอ มีความลวงตาอย่างยิ่ง

ใจความสำคัญของวาจาสิทธิ์บทนี้อยู่ที่วรรคหน้า หากผู้เผชิญหน้ามีประสบการณ์น้อยมองไม่ออกถึงกลไก เพียงประมาทเลินเล่อก็อาจตกหลุมพรางได้ เป็นของโปรดของพวกจอมลอบกัด

ทว่าวิธีแก้ทางก็เรียบง่าย

หัวใจสำคัญของการทำลายค่ายกลอยู่ที่วรรคหลัง 'มิอาจล่วงรู้โฉมหน้าแท้จริงของเขาลู่ซาน เพียงเพราะตัวข้านั้นยืนอยู่กลางขุนเขา' หากตั้งสติได้ทันท่วงที เพียงแค่รักษาระยะห่าง เคลื่อนไหวสลับซับซ้อน คอยระวังหัวท้ายของฝ่ายตนไม่ให้ถูกศัตรูฉวยโอกาสตีโอบตัดขาด ก็จะสามารถมองเห็นโฉมหน้าแท้จริงของค่ายกลได้

นอกจากนี้ ยังมีวิธีกำปั้นทุบดินที่ง่ายกว่านั้นอีกหนึ่งวิธี คือใช้วิทยายุทธ์ที่เหนือกว่าฝ่าวงล้อมสังหารศัตรูจนทะลุ ก็สามารถทำลายค่ายกลได้เช่นกัน

ฉีซ่านสีหน้าเคร่งขรึม "ดูท่าจะเป็นเช่นนั้น"

เซินถังถามอีก "แล้วจะแก้ทางเยี่ยงไร?"

ใครจะรู้ว่าฉีซ่านกลับย้อนถามว่า "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?"

ปากกล่าวเช่นนั้น แต่แววตาและสีหน้าชัดเจนว่าไม่ได้หมายความตามที่พูด

เซินถังถูกเขาย้อนถามจนจุกอก "หากหยวนเหลียงไม่รู้ ข้ายิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ พวกเราต้องมานั่งจ้องตากันปริบๆ เช่นนี้หรือ?"

จ้องตากันปริบๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉีซ่านเองก็ไม่ได้ว่างงานขนาดนั้น เขาเพียงแค่มองเซินถังอย่างเงียบงัน ฝ่ายหลังจึงเป็นฝ่ายหลบสายตา

เนิ่นนานผ่านไป เซินถังเอ่ยเสียงเบาอู้อี้ น้ำเสียงฟังดูไม่ค่อยมั่นใจนัก "หยวนเหลียง... หรือว่าข้าจะหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว"

บรรยากาศไร้เสียงไหลผ่านภายในห้องอย่างเงียบเชียบ

ฉีซ่านไม่พูดจา นางก็อดไม่ได้ที่จะคิดมาก 'นางนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าโชคของตัวเองจะบัดซบเพียงนี้ แค่ออกไปหางานทำเพื่อหาเงินยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ยิ่งคิดไม่ถึงว่ากระดาษวาดภาพที่นายโลมมอบให้จะซุกซ่อนความลับเอาไว้ แถมยังเป็นวาจาสิทธิ์เข้ารหัสที่หาได้ยากยิ่ง'

นางใช้หัวแม่เท้าคิดยังรู้เลยว่าตัวเองถูกดึงเข้าไปพัวพันกับปัญหาที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ฉีซ่านสนิทสนมกับนาง เกรงว่าคงยากที่จะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา

ที่สำคัญฉีซ่านยังจงใจปิดบังอะไรบางอย่าง… 'หงุดหงิดโว้ย!'

"เหอะ นี่นับเป็นปัญหาด้วยหรือ?" ฉีซ่านเลิกเปลือกตาขึ้น วาจาที่พ่นออกมากลับทำให้เซินถังประหลาดใจ เขาเปลี่ยนจากท่าทีเกียจคร้านในยามปกติ สีหน้าแฝงความเฉียบคมขึ้นมาหลายส่วน

เขาจัดระเบียบกระดาษวาดภาพอย่างเชื่องช้าเอาใจใส่ ทิ้งไว้เพียงภาพวาดมนุษย์กิ่งไม้ของเซินถังที่ไม่ได้แตะต้อง

พลางยิ้มเยาะแล้วเอ่ยว่า "ข้ารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเมืองเซี่ยวคือน้ำโคลนขุ่นแต่ยังกล้ามา ย่อมไม่เกรงกลัวปัญหาเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ไม่กลัวที่จะก้าวเข้าสู่กระดานหมาก กลัวแต่จะหาทางเข้าไม่เจอต่างหาก"

พูดให้ชัดก็คือ เขามาเพื่อหาเรื่อง ไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตสงบสุข การเผชิญหน้าของเซินถังในคราวนี้นับว่าเข้าทางเขาพอดี

คุณชายน้อยเซินร้ายกาจสมคำร่ำลือ นี่เพิ่งจะวันที่สอง ก็มอบเรื่องประหลาดใจใหญ่หลวงให้เขาถึงเพียงนี้!

"โย่วหลี รีบเข้านอนเถิด พรุ่งนี้ค่อยมารับภาพวาด"

เซินถังมองฉีซ่านด้วยความมึนงง ทันเห็นเพียงชายเสื้อของอีกฝ่ายที่สะบัดพลิ้วจากไป อ้าปากค้างอยู่นานไม่รู้จะเอ่ยคำใด

ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงตะโกนด่าไล่หลัง "ไอ้บ้าเอ๊ย!"

'รู้มากแล้ววิเศษนักหรือไง?' ทันใดนั้นก็เหมือนเรี่ยวแรงทั่วร่างถูกสูบออกไป

'เออ ก็ได้ รู้มากย่อมวิเศษจริงนั่นแหละ!' นางทิ้งตัวไปด้านหลัง นอนแผ่หงายบนพื้นไม้ ดวงตาเบิกโพลง จ้องมองคานไม้เหนือศีรษะเหม่อลอย ความคิดฟุ้งซ่าน

'โคตร-จะ-ไม่-สบ-อารมณ์-เลย!' เพลิงโทสะที่ไร้ที่มาปะทุพล่านกลางอก หาที่ระบายไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งโมโห ยิ่งโมโหไฟยิ่งลุกโชน วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

ในที่สุด นางก็เกร็งเอวดีดตัวลุกขึ้นนั่งพรวด

คว้าภาพวาดมนุษย์กิ่งไม้แผ่นนั้นขึ้นมา ไม่มีเวลามาชื่นชมผลงานชิ้นเอกของตนเอง จ้องเขม็งไปยังพื้นที่ว่างบนกระดาษ หลับตาหวนนึกถึงวิธีการของฉีซ่านเมื่อครู่ รวบรวมปราณแก่นปราชญ์ไว้ที่ฝ่ามือ

ชั่วขณะที่ปราณแก่นปราชญ์สัมผัสกระดาษ สภาพแวดล้อมรอบด้านก็เปลี่ยนจากชัดเจนเป็นพร่ามัว

นางรู้สึกว่าจิตสำนึกของตนบุกรุกเข้าไปใน 'มิติต่างแดน' ที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก ฟ้าดินเงียบเหงาอ้างว้าง หยินหยางสับเปลี่ยน ในขณะที่นางเตรียมจะถอนตัวออกจากสถานที่แห่งนี้ ใต้เท้าพลันปรากฏแสงสว่างวาบเป็นตารางหมากรุก เบื้องหน้าไกลออกไปปรากฏเงาร่างเลือนรางสายหนึ่ง

คนผู้นี้คือผู้ใด?

เซินถังเพิ่งจะเกิดความคิดนี้ ร่างกายก็พลันหนักอึ้ง จิตสำนึกถูกดึงกลับเข้าร่าง บนกระดาษภาพวาดตรงหน้าปรากฏประโยควาจาสิทธิ์นั้นขึ้นมา

'ยามมองขวางเห็นเป็นทิวเขา ยามมองข้างเห็นเป็นยอดสูง ใกล้ไกลสูงต่ำล้วนแตกต่าง'

"นี่หมายความว่าอย่างไร..." เซินถังตั้งสติ แล้วลองอีกครั้ง

เมื่อเตรียมใจไว้แล้ว ยามที่กระดานหมากปรากฏขึ้นอีกครั้ง นางจึงมองไปยังเงาร่างสีดำนั้นอย่างไม่ตื่นตระหนก

อาศัยสายตาดีเลิศ พอมองเห็นลางๆ ว่าเงาดำนั้นคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผอมบาง ดูผิวเผินรูปร่างคล้ายคลึงกับฉีซ่าน แต่กลิ่นอายมีความหม่นหมองและร่วงโรยมากกว่าฉีซ่านหลายส่วน

ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ในความมืด ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด และเมื่อเห็นเซินถังปรากฏตัว เขาเพียงยกมือขวาขึ้น สะบัดพัดจีบหนึ่งครา

เซินถังเกร็งประสาทเตรียมชักกระบี่มารดาออกมาทันที ใครจะรู้ว่าหมากสีดำขนาดมหึมาก่อตัวขึ้นเหนือกระดาน ตามจังหวะการเคลื่อนไหวของชายหนุ่ม เสียง 'แปะ' ดังสนั่น หมากตกลงอย่างเด็ดขาด

ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังระงม สองฟากฝั่งกระดานปรากฏเมืองใหญ่ตระหง่านฟ้าสีดำและขาว หมากดำและขาวบนกระดานกลายร่างเป็นกองทหารตัวจิ๋วนับหมื่นพัน เข้าห้ำหั่นกันไม่หยุดยั้ง

ดูจากสถานการณ์บนกระดาน การเข่นฆ่าดำเนินเข้าสู่ช่วงวิกฤต ใกล้จะรู้ผลแพ้ชนะเต็มที

เซินถัง "......" 'นางควรทำอย่างไรในตอนนี้?'

กระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง เซินถังลองวางหมากมั่วๆ ไปหนึ่งตา ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามวางหมากตามทันควัน

ทันทีที่หมากลงพื้นก็กลายเป็นทหารตัวจิ๋วสีดำเข้าร่วมวงสังหาร ทหารตัวจิ๋วสีขาวฝั่งเซินถังถูกกองทหารม้าสีดำตัดขาดแตกพ่าย กลายเป็นกลุ่มก้อนที่ถูกโดดเดี่ยวไร้กำลังหนุน

มาถึงขั้นนี้ ผลลัพธ์ไม่ต้องพูดให้มากความ

ผ่านไปไม่กี่อึดใจ นางก็ลืมตาโพลง สีหน้าสลับเปลี่ยนไปมาระหว่างสีดำ ขาว แดง เขียว ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงข่มกลั้นความอยากล้มโต๊ะลงได้

'นางนึกว่าวาจาสิทธิ์เข้ารหัสก็คือวาจาสิทธิ์เข้ารหัสจริงๆ ความสัมพันธ์เหมือนตู้เซฟกับรหัสผ่าน มีกุญแจวาจาสิทธิ์ก็ไขออก แต่ใครจะรู้ว่าวาจาสิทธิ์เข้ารหัสคือฝ่ายเข้ารหัสทำการจัดทัพวางค่ายกล ทิ้งกระดานหมากที่เล่นค้างไว้ ฝ่ายถอดรหัสต้องลงสนามไปแก้เกมให้ชนะ'

เซินถังกอดอกจ้องมองภาพวาดมนุษย์กิ่งไม้นั้นเขม็ง แทบจะจ้องจนกระดาษลุกเป็นไฟ หากครั้งเดียวไม่ได้ก็เอาใหม่อีกครั้ง

ห้องข้างๆ ฉีซ่านสัมผัสได้ถึงความผันผวนของปราณแก่นปราชญ์จากเซินถัง พู่กันในมือชะงักกึก หมึกหยดลงบนกระดาษเปื้อนเป็นวงเล็กๆ

เมื่อได้สติเขามองกระดาษวาดภาพแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย อดทนไม่เปลี่ยนกระดาษแผ่นใหม่ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มีความหมายลึกซึ้ง กาลก่อนเขาก็เคยรับจ้างวาดภาพในห้องหออยู่ไม่กี่ครั้ง มีทั้งแบบโจ่งแจ้งและแบบอ้อมค้อม ทั้งชายและหญิง

แม้จะร้างมือไปนานจนฝีมือฝืดเคืองไปบ้าง แต่ไม่นานก็เรียกความรู้สึกเดิมๆ กลับมาได้ และวาดได้อย่างคล่องแคล่วดั่งปลาได้น้ำ

จวบจนอาทิตย์อุทัยสาดส่อง ไก่ตัวผู้ขานขัน

ฉีซ่านบิดขี้เกียจ เก็บภาพในห้องหอที่หมึกแห้งแล้ว เตรียมจะมอบให้เซินถังนำไปส่งงาน ซึ่งผู้บงการเบื้องหลังมีเจตนาแอบแฝงไม่ได้สนใจสุรา วาดออกมาเป็นอย่างไรไม่สำคัญ แค่หลอกๆ ให้ผ่านไปก็พอ

แต่ทันทีที่เปิดประตู ก็เห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยขดเป็นก้อน

"คุณชายน้อยเซิน?" ผู้มาเยือนคือเซินถังนั่นเอง

ฉีซ่านถามขึ้นอีกครั้ง "วันนี้ตื่นเช้าปานนี้เชียวหรือ?"

เซินถังได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็หันขวับมา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "ทั้งคืนนี้ข้าได้นอนหรือไม่ หยวนเหลียงจะไม่รู้เชียวหรือ? ภาพวาดเล่า?"

ฉีซ่านยื่นภาพวาดให้ พลางเอ่ยประโยคที่ไม่มีต้นสายปลายเหตุ "คนวางค่ายกลเป็นยอดฝีมือ"

หากมือใหม่ความรู้ครึ่งๆ กลางๆ อย่างคุณชายน้อยเซินสามารถทำลายค่ายกลได้… ไม่รู้ว่ากุนซือผู้มีแก่นปราชญ์กี่คนจะต้องกุมอกกระอักเลือด

เซินถังถาม "ท่านทำลายค่ายกลได้แล้วหรือ?"

ฉีซ่านส่ายหน้า "ไม่เลย"

ดูขอบตาดำคล้ำของคุณชายน้อยเซิน ก็รู้ว่าเมื่อคืนผ่านไปได้ไม่ดีนัก ไฟโทสะพลุ่งพล่าน จนแก่นปราชญ์ยังปั่นป่วนตามไปด้วย

แก้ไม่ได้นั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องร้อนรนเช่นนี้ และคนหนุ่มสาวควรดูเขาเป็นเยี่ยงอย่าง เขาช่างสุขุมเยือกเย็นยิ่งนัก

—------------

ปล. ชมตัวเองไปแล้วหนึ่ง ท่านฉีซ่าน ยกนิ้วให้เลยเจ้าค่ะ (* ̄▽ ̄)b

จบบทที่ บทที่ 39 การจัดทัพบนแผ่นกระดาษ

คัดลอกลิงก์แล้ว