- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 38 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนปลาย)
บทที่ 38 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนปลาย)
บทที่ 38 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนปลาย)
บทที่ 38 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนปลาย)
"เกี่ยวข้องกับวาจาสิทธิ์ เกี่ยวข้องกับวาจาสิทธิ์... นี่นับเป็นจุดที่ใช้ทะลวงฝ่าทางตันได้"
ฉีซ่านเดินกลับไปกลับมาโดยที่ในอ้อมแขนยังกอดกระดาษแผ่นนั้นไว้ พลางพึมพำเสียงเบา "กาลก่อนข้าเคยได้ยินวิธีการซ่อนความลับทำนองนี้มาก่อน ใช้สำหรับส่งข่าวสาร เพียงแต่พบเห็นได้ยากยิ่ง และผู้ที่ทำเป็นก็มีน้อยมาก"
"ระดับสูงปานนั้นเชียวหรือ?"
เซินถังตะลึงงันไปครู่หนึ่ง 'นางเพียงแค่พูดไปส่งเดช ไม่คิดว่าจะมีวาจาสิทธิ์แบบเข้ารหัสอยู่จริงๆ'
เห็นเพียงฉีซ่านโคจรแก่นปราชญ์ รวบรวมปราณแก่นปราชญ์ไว้ที่ฝ่ามือ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง จนเซินถังรู้สึกรางๆ ว่าบรรยากาศเริ่มไม่ชอบมาพากล
"หยวนเหลียง หรือท่านจะคิดมากไปกระมัง? แค่นายโลมในย่านเริงรมย์ ต่อให้เขาเป็นว่าที่อันดับหนึ่งในอนาคต ก็ยากที่จะเข้าถึงวาจาสิทธิ์ที่หายากเพียงนี้ได้ไม่ใช่หรือ? ถอยออกมามองอีกก้าว ต่อให้เขาเข้าถึงได้จริง แล้วต้องเป็นข่าวใหญ่ระดับใดกันถึงจะคู่ควรกับระดับความปลอดภัยขั้นนี้?"
ฉีซ่านวางฝ่ามือลอยเหนือกระดาษ กลางฝ่ามืออัดแน่นด้วยปราณแก่นปราชญ์สีเขียว ค่อยๆ ตรวจจับสัมผัส แต่ก็ไม่ลืมแบ่งสมาธิมาตอบข้อสงสัยของเซินถัง
"เจ้าคิดว่าเมืองเซี่ยวคือสถานที่แบบใด?"
เซินถังส่ายหน้าอย่างซื่อตรง "ข้าไม่รู้"
คำถามของหยวนเหลียงเกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองอย่างเห็นได้ชัด แต่ความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ของนางในปัจจุบันล้วนมาจากฉีซ่าน ตำราวาจาสิทธิ์ของเขา และสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทาง ซึ่งนั่นเป็นเพียงมุมเล็กๆ ที่จำกัดมากของโลกใบนี้
ต่อให้นางพยายามทำความเข้าใจเพียงใด แต่ผู้คนที่นางได้สัมผัสด้วยส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านรากหญ้าชนชั้นล่างสุดเท่านั้น
คนเหล่านั้นส่วนมากแม้แต่ปากท้องยังเอาตัวเองไม่รอด ไม่สนใจหรอกว่าเจ้าเมืองหรือนายอำเภอท้องถิ่นมีชื่อแซ่ว่าอะไร มีผลงานอันใด ไม่ต้องพูดถึงแนวโน้มสถานการณ์ใต้หล้า ยิ่งไม่มีทางล่วงรู้
พวกเขารู้เพียงว่าโลกนี้ช่างอยู่ยากจนแทบจะไม่มีชีวิตรอดต่อไปแล้ว
คำตอบของเซินถังอยู่ในความคาดหมายของฉีซ่าน เขาไม่ได้ผิดหวังหรือมีอารมณ์อื่นใด หากคุณชายน้อยเซินจู่ๆ เกิดรู้แจ้งเห็นจริงไปเสียทุกเรื่อง เขาต่างหากที่จะต้องสงสัยว่าคนผู้นี้กำลังแกล้งทำตัวเป็นหมูเพื่อหลอกกินเสืออยู่หรือไม่
ดังนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยบางสิ่งแก่เซินถัง เกี่ยวกับส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งแห่งสถานการณ์ใต้หล้านี้
เขากล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ที่ข้าบอกว่าเจิ้งเฉียวปกครองแคว้นเกิง ภายในห้าปีจะต้องรนหาที่ตายด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงเพราะคนผู้นั้นมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต กระทำการชั่วช้าสามานย์ และถนัดใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้าเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือเขาต้องการกลืนหมาป่าเพื่อขับไล่พยัคฆ์ แต่กลับกลายเป็นการเจรจาขอหนังจากเสือ"
เซินถังขยับนั่งตัวตรงโดยสัญชาตญาณ ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เพียงขบคิดเล็กน้อยก็พอจะคาดเดาได้บ้าง
"ความหมายของหยวนเหลียงคือ... แคว้นซินในอดีตคือ 'หมาป่า' ตอนนี้ 'หมาป่า' ตายแล้ว 'พยัคฆ์' ตัวนั้นจึงกลายเป็นหอกข้างแคร่ของเจิ้งเฉียว? แล้ว 'พยัคฆ์' คือผู้ใด?" เซินถังนึกถึงแผนที่ชัยภูมิขนาดย่อมที่แทรกอยู่ในกองตำราของฉีซ่าน ซึ่งระบุตำแหน่งที่ตั้งของแคว้นต่างๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ทำเลที่ตั้งของแคว้นซินและแคว้นเกิงล้วนไม่อาจนับว่าดีนัก ซึ่งทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บริเวณชายขอบของแผ่นดิน ทว่า ก็เพราะเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองแคว้นหลีกเลี่ยงพื้นที่ใจกลางแผ่นดินที่มีการสู้รบเข่นฆ่ารุนแรงที่สุดมาได้
เมื่อเทียบกับแคว้นเกิงที่มีเพื่อนบ้านรายล้อมรอบทิศทาง ถูกรุมทุบตีสามวันดีสี่วันไข้ แคว้นซินนับว่าดีกว่าเล็กน้อย ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเทือกเขาสูงชันทอดยาวไม่สิ้นสุด ด่านอันตรายง่ายแก่การป้องกันยากแก่การบุกโจมตี
ฉีซ่านเฉลยว่า "พยัคฆ์ ตัวนี้คือสืออู"
เซินถังทวนคำ "สืออูหรือ?"
สืออูคือกองกำลังชนเผ่าอนารยชนที่อยู่นอกเทือกเขาของแคว้นซิน
พวกเขาเชื่อว่านกสามขาหรืออีกาทองคำร่วงหล่น ณ ที่แห่งนี้ และได้อาศัยแพร่พันธุ์อยู่ที่นี่ ทำให้ลูกหลานเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จึงเรียกตนเองว่า 'สืออู' กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ 'ทายาทของอีกาทองคำทั้งสิบ'
เซินถังสงสัยว่าพวกเขากำลังฝันเฟื่องว่าจะได้ข้ามน้ำข้ามทะเล คิดไปไกลถึงขั้นจะไป 'ตีกิน' เอาดวงอาทิตย์เป็นบรรพบุรุษเชียวหรือ เพราะก่อนหน้าที่ดาวมารจะร่วงหล่นลงมา สืออูไม่ได้ใช้ชื่อนี้เลยด้วยซ้ำ
พวกเขาเพียงแค่บังเอิญได้รู้นิทานปรัมปราเรื่องนี้จากวาจาสิทธิ์ที่แฝงมากับดาวมาร จึงฉวยโอกาสยกระดับฐานะ ด้วยการตีขลุมนับญาติกับดวงอาทิตย์เสียเลย
ประเด็นสำคัญคือผ่านไปร้อยสองร้อยปี ปากต่อปากเล่าลือกันไปมา ดันได้ผลจริงเสียด้วย คนนอกจะเชื่อหรือไม่เป็นเรื่องรอง แต่พวกเขาน่ะเชื่อไปแล้ว
ทายาทอีกาทองคำ สูงส่งเพียงนี้เชียวนะ!
เซินถังเพียงตรึกตรองเล็กน้อยก็คาดเดาความจริงบางส่วนได้ "หากสืออูคือ 'พยัคฆ์'... เช่นนั้นแล้ว การที่เจิ้งเฉียวตีแคว้นซินแตกพ่าย ไม่ใช่เพราะเขานำพาแคว้นเกิงจนมีกำลังรบที่น่าสะพรึงกลัวแต่อย่างใด"
"แต่เป็นเพราะอาศัยจังหวะเวลา ทำเล และโอกาส? ฉวยโอกาสตอนที่แคว้นซินประสบภัยธรรมชาติและเภทภัยจากมนุษย์ รวมถึงราชสำนักระส่ำระสาย แอบจับมือกับทางฝั่งสืออู ให้สืออูส่งทหารมาก่อกวน ดึงดูดกำลังพลของแคว้นซินไป จากนั้นแคว้นเกิงค่อยส่งทหารเข้าลอบโจมตี?"
แคว้นซินมีศึกในไม่ขาดสายอยู่แล้ว สืออูยังคอยก่อกวนสร้างเรื่องตามชายแดนไม่หยุดหย่อน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะละเลยการป้องกันทางฝั่งแคว้นเกิง ท้ายที่สุดจึงนำไปสู่สถานการณ์เช่นในปัจจุบัน
ฉีซ่านพยักหน้าอย่างชื่นชม
เซินถังถามต่อ "แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเมืองเซี่ยว?"
เมืองเซี่ยวเป็นเมืองเอกของเขตสี่หลังเปา ไม่ได้มีพื้นที่ติดกับเทือกเขาชายแดน จะว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวพันกับสืออูได้
ฉีซ่านตอบว่า "เพราะบิดามารดาของเจ้าเมืองสี่หลังเปาเป็นคนชนเผ่าสืออู ทั้งสองไม่พอใจการแย่งชิงอำนาจภายในเผ่า จึงตัดสินใจพาบุตรชายที่ยังเล็กหนีจากบ้านเกิดมา เปลี่ยนชื่อแซ่ปิดบังตัวตน"
"สุดท้ายมาลงหลักปักฐานที่แคว้นซิน แม้จะเติบโตในแคว้นซิน แต่ในใจของเด็กผู้นั้นยังคงระลึกถึงสืออู โอกาสบังเอิญครั้งหนึ่งทำให้ติดต่อกับขุมกำลังในเผ่าทางฝั่งบิดามารดาได้ จึงกลายเป็นหนึ่งในสายลับของสืออู"
เซินถังฟังจนตาค้าง ขณะเดียวกันก็มองฉีซ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนแทบระเบิด "ความลับระดับคอขาดบาดตายเช่นนี้ เจ้าเมืองผู้นั้นปิดบังไว้แทบไม่ทัน ท่านไปล่วงรู้มาได้อย่างไร?"
'นี่ไหนเลยจะเป็น เอ็นพีซีนำทางธรรมดาๆ? ความลับบนตัวเจ้าหมอนี่เหมือนแม่หมูใส่ยกทรง... ซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่าเชียวหนา และหากขุดลึกลงไป เกรงว่าจะเจอหลุมลึกถมไม่เต็ม'
เซินถังแอบใช้หางตาเหลือบมองสีหน้าของฉีซ่าน เห็นเขาไม่มีอารมณ์หวั่นไหวรุนแรงเป็นพิเศษ ลังเลอยู่ชั่วอึดใจก็เปลี่ยนคำพูด "หากไม่สะดวกบอกข้า เช่นนั้นข้าไม่ถามแล้วก็ได้"
ฉีซ่าน "ไม่ใช่ข้าไม่ยอมบอก แต่เรื่องมันยาว ไม่อาจอธิบายให้กระจ่างได้ในเวลาสั้นๆ เจ้าเพียงรู้ไว้ว่าเจ้าเมืองสี่หลังเปาผู้นั้นเป็นนกสองหัวหาใช่คนดีไม่ ฉากหน้าเป็นขุนนางกังฉินที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเฉียว ถนัดเรื่องประจบสอพลอ เพื่อเอาใจเจิ้งเฉียวแล้วทำได้ไม่เลือกวิธีการ แต่ในที่ลับกลับทำงานให้สืออู"
พูดไปพูดมา เขาก็ดึงหัวข้อที่เริ่มออกทะเลกลับมา
"ทำเลที่ตั้งของเขตสี่หลังเปาค่อนข้างพิเศษ รุกคืบโจมตีได้ ถอยร่นตั้งรับได้ เป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างแคว้นซินและแคว้นเกิง ทั้งยังเป็นเส้นทางที่แคว้นใกล้เคียงต้องผ่านหากจะลงใต้ มีครบทั้งทางบกและทางน้ำ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากคิดจะวางแผนยึดครองพื้นที่ใจกลางแผ่นดิน ต้องยึดเขตสี่หลังเปาให้ได้"
เซินถังสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ "สืออูมักใหญ่ใฝ่สูงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
'เทือกเขาที่ขวางกั้นการลงใต้ของพวกเขายังตีไม่แตก ก็คิดไปถึงก้าวต่อไปหลังจากยึดครองแคว้นต่างๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือได้แล้วหรือ? สมกับเป็นพวกที่กล้าตีกินดวงอาทิตย์จริงๆ'
"พวกเขาช่างกล้ามักใหญ่ใฝ่สูงจริงๆ กาลก่อนคือฝันกลางวัน แต่บัดนี้…"
สายตาของฉีซ่านกวาดมองเซินถังที่ก้มหน้าต่ำ เอ่ยเสียงเรียบเย็น "ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตราลัญจกรแผ่นดินของแคว้นซินสูญหาย เจิ้งเฉียวก็เป็นทรราชผู้โหดเหี้ยม ไม่อาจปลอบประโลมจิตใจราษฎร"
"ปราณแผ่นดินและโชคชะตาแผ่นดินที่รวบรวมอยู่ในตราลัญจกรในมือเขา เกรงว่าจะคงสภาพเกราะป้องกันพรมแดนทางฝั่งเทือกเขานั้นไว้ไม่อยู่ สืออูใจคอโหดเหี้ยมดั่งหมาป่า บางทีอาจฉกฉวยโอกาสทองพันปีนี้ ข้ามเทือกเขานั้นมาได้จริงๆ"
เมืองเซี่ยวก็คือหมากสำคัญที่พวกเขาวางซ่อนไว้อย่างลึกล้ำ
แน่นอน ต่อให้สืออูไม่ได้วางสายข่าวไว้ในเมืองเซี่ยว ฉีซ่านก็ต้องมาเยือนสักครา หนึ่งเพื่อแก้แค้น สองเพื่อวางหมาก
ชีวิตคนเรา มีชีวิตอยู่อย่างดาษดื่น ตายอย่างคับแค้น จะมีความหมายอันใด? ชัยชนะจะตกในมือผู้ใด ใครจะเป็นผู้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย ยังไม่อาจรู้ได้!
ชั่วขณะที่ทั้งสองสนทนากัน บนกระดาษที่เดิมทีขาวสะอาดก็ค่อยๆ ปรากฏแถวตัวอักษรจางๆ ขึ้นมา
'กระดาษแผ่นนี้มีปัญหาจริงๆ ด้วย!'
เซินถังอ่านออกเสียง "ยามมองขวางเห็นเป็นทิวเขา ยามมองข้างเห็นเป็นยอดสูง ใกล้ไกลสูงต่ำล้วนแตกต่าง?"