- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 37 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนกลาง)
บทที่ 37 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนกลาง)
บทที่ 37 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนกลาง)
บทที่ 37 นายโลมผู้นั้นมีปัญหา (ตอนกลาง)
เซินถังนึกอยากจะกระโดดขึ้นไปงัดกะโหลกของฉีซ่านออกมาดูเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน แต่เมื่อพิจารณาว่าระหว่างทั้งสองยังพอมีมิตรภาพหลงเหลืออยู่บ้าง จึงจำต้องข่มใจอดกลั้นเอาไว้
นางข่มกลั้นโทสะพลางเอ่ยว่า "หึ ไฉนจึงต้องโกรธกลบเกลื่อนด้วยเล่า? ข้าวาดได้งามถึงเพียงนี้"
ฉีซ่าน "......"
ในที่สุดเขาก็ยืนยันได้เสียที ว่าด้วยรสนิยมความงามของคุณชายน้อยเซิน แตกต่างจากคนปกติทั่วไปโดยแท้จริง
ทั้งสองจ้องตากันเขม็ง ต่างฝ่ายต่างมองหน้าเลิ่กลั่ก ไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อให้ใครก่อน
แต่สุดท้ายเป็นฉีซ่านที่ปวดเศียรเวียนเกล้าจนต้องนวดขมับ หลบสายตาเปี่ยมความมั่นใจอันล้นเหลือและเต็มไปด้วยความชอบธรรมของเซินถัง ซึ่งเขาเคยพบเห็นผู้มีความมั่นใจในตนเองมาบ้างแล้ว แต่ไม่เคยพบประเภทเดียวกับผู้อยู่ตรงหน้านี้มาก่อน
'เหตุใดทักษะการวาดภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ยังกล้ามั่นใจได้ขนาดนั้น?'
ด้วยรู้ซึ้งว่าอุปสรรคในการสื่อสารจะส่งผลกระทบต่อการเจรจา ฉีซ่านจึงจำต้องเลือกใช้วิธี 'อ้อมค้อม'
เขาใช้นิ้วเคาะลงบนผลงานชิ้นเอกของเซินถังบนโต๊ะ น้ำเสียงเคร่งขรึม เอ่ยถามคำถามสำคัญถึงแก่ชีวิต "ต่อให้เจ้าวาดได้งามเพียงใด หากนายโลมผู้นั้นไม่อาจเข้าถึงสุนทรียะ เจ้าจะได้รับค่าตอบแทนก้อนนั้นหรือ?"
เซินถังผู้ถูกคำพูดเดียวปลุกให้ตื่นจากภวังค์ 'ใช่สิ ถ้าคุณลูกค้าไม่พอใจก็จบกันเลย'
นางใช้สายตาสงสัยในชีวิตจ้องมองฉีซ่านเพื่อขอคำยืนยัน "ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเขามีรสนิยมเดียวกับท่าน... ที่เข้าไม่ถึงความงามนี้?"
เซินถังกลืนคำว่า 'รสนิยมวิบัติ' สี่คำลงท้องไป
นางไม่ได้เกรงกลัวฉีซ่านจนไม่กล้าโต้เถียง การยอมเก็บคำวิจารณ์กลับไปล้วนเป็นเพราะเห็นแก่หน้า (ค่าจ้าง) ของคุณลูกค้าเท่านั้นเอง
ฉีซ่านสูดลมหายใจเข้าลึก ยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "ดวงตาที่ใช้มองเห็นความงามของปุถุชนในโลก ล้วนคล้ายคลึงกัน"
ส่วนดวงตาคู่นั้นในเบ้าตาของคุณชายน้อยเซิน นับเป็นพวกนอกรีตโดยแท้
ใครจะรู้ว่าเซินถังกลับเมินเฉยต่อ 'ความนัย' ในวาจาของฉีซ่าน นางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด สีหน้าฉายแววเสียดาย พลางถอนหายใจยาว "บทเพลงยิ่งสูงส่ง ผู้ขับขานตามยิ่งน้อยนิด นี่กระมังที่เรียกว่าคนรู้ใจหาได้ยากยิ่ง"
กล่าวจบยังส่ายหน้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง
ฉีซ่านผู้ที่ภายในใจแทบจะไร้คำพูด "......"
เซินถังมองภาพวาดสองภาพบนโต๊ะด้วยอาการปวดศีรษะอยู่บ้าง พลางบีบหว่างคิ้ว "หากเป็นเช่นนี้... ผู้ว่าจ้าง ไม่สิ ทางฝั่งนายโลมผู้นั้นจะอธิบายเยี่ยงไร? ภาพวาดแบบที่ท่านว่ามาข้าวาดไม่เป็นเสียด้วยสิ"
ฉีซ่านเอ่ยถาม "เจ้าทำสัญญากับทางเถ้าแก่ไว้แล้วหรือไม่?"
หากยังไม่ได้ทำสัญญา ก็เพียงแค่ทิ้งงานไม่ทำดื้อๆ ก็สิ้นเรื่อง อย่างมากชื่อเสียงก็เสียหายเล็กน้อย วันหน้าจะรับงานประเภทนี้คงยากขึ้นหน่อย แต่คุณชายน้อยเซินก็ไม่ได้อาศัยการคัดลอกตำราหรือวาดภาพเลี้ยงชีพอยู่แล้ว เสียหายก็เสียหายไป ย่อมดีกว่าฝืนใจทำต่อไป
ทว่าเซินถังกลับตอบว่า "สัญญาได้เซ็นไปแล้ว"
มัดจำนางก็รับมาแล้วด้วย
เซินถังหยิบถุงเงินใบเล็กของนางออกมา เทก้อนเงินที่ถูกตัดแบ่งยี่สิบกว่าก้อนออกมา สายตาที่ฉีซ่านมองคนตรงหน้ายิ่งซับซ้อนขึ้นทุกที ใครมอบความกล้าให้คนผู้นี้รับงานรับมัดจำทั้งที่ไม่มีทักษะการวาดภาพเช่นนี้? ครานี้จบสิ้นแล้ว รอดูว่าอีกฝ่ายจะแก้ปัญหาเยี่ยงไร
"ทีนี้ควรทำอย่างไรดี?"
แม้เซินถังจะยังคงเชื่อมั่นว่าฝีมือการวาดของตนเป็นเลิศ เพราะถึงอย่างไรนั่นก็เป็นวิชาทำมาหากินของนางในอดีต ไฉนเลยจะถูกคำพูดไม่กี่คำของฉีซ่านทำลายความมั่นใจได้ แต่มีจุดหนึ่งที่นางกังวล นางคิดว่าตัวเองวาดได้งามเพียงใด แต่ถ้าลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงินก็จบกัน
นางเอ่ยอย่างลังเล "ไม่สู้ลองหยั่งเชิงนายโลมผู้นั้นดูหน่อยดีหรือไม่? บางทีเขาอาจเป็น 'คนรู้ใจ' ผู้หลุดพ้นจากกรอบโลกีย์ที่ค้นพบความงามนี้ก็เป็นได้!"
ฉีซ่าน "......" 'คนรู้ใจผู้หลุดพ้นจากกรอบโลกีย์??? หึ หึ หึ ฝันกลางวันยังจะเป็นไปได้เสียมากกว่า'
"หากไม่ไหวจริงๆ..." เซินถังกำลังจะเอ่ยว่า 'หากไม่ไหวจริงๆ ก็ลองดูสักตั้ง ถ้ามีนักเลงคุมบ่อนมาทุบตี สุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายถูกทุบก็ยังไม่แน่'
แต่ฉีซ่านกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาพร้อมกันว่า "หากไม่ไหวจริงๆ ข้าจะช่วยเจ้าวาดเพื่อส่งงานให้จบๆ ไป พวกเราอยู่ที่เมืองเซี่ยวสมควรทำตัวให้ต่ำต้อยเข้าไว้ เรื่องใดไม่ควรหาเรื่องก็อย่าไปหาเรื่อง"
"ก็ได้… งานนี้ท่านได้เงินหรือข้าได้เงินก็เหมือนกัน ทว่า ภายหลังยังต้องบอกกล่าวกับเถ้าแก่เสียหน่อยว่าเปลี่ยนผู้วาด จะเอาเปรียบเขาไม่ได้"
เซินถังไม่มีความเห็นขัดข้องกับเรื่องนี้ จึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย "เช่นนั้นข้าจะบอกเล่ารูปร่างหน้าตาและท่าทางของนายโลมผู้นั้นให้ท่านฟัง"
ฉีซ่าน "......" สวรรค์ย่อมรู้ว่าเขาไม่ได้ทำงานเช่นนี้มานานกี่ปีแล้ว ต้องรู้ว่าแม้แต่ในช่วงชีวิตที่ยากแค้นที่สุด เขาก็ทำไปเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ภายในใจก่นด่า แต่หูยังคงจับจ้องคำบรรยายของเซินถังอย่างละเอียด ไม่ยอมให้ตกหล่นแม้แต่รายละเอียดเดียว พร้อมกันนั้นก็ร่างโครงสร้างขึ้นในสมอง
ขอบคุณสวรรค์ขอบคุณผืนแผ่นดิน แม้ทักษะการวาดของคุณชายน้อยเซินจะเย้ายวนใจ แต่ความสามารถในการเรียบเรียงคำพูดกลับไม่ด้อยแม้แต่น้อย ลำดับความชัดเจนกระชับ สังเกตรายละเอียดได้ลึกซึ้งยิ่ง
เพียงฟังคำบรรยายของนาง ในสมองก็ปรากฏภาพรูปลักษณ์ สีหน้าท่าทาง จุดเด่น และนิสัยใจคอของนายโลมผู้นั้นขึ้นมา ในใจเริ่มคาดคำนวณได้แล้ว
เพียงแต่--- ฉีซ่านจับสังเกตรายละเอียดเล็กน้อยได้อย่างฉับไว "เจ้าบอกว่านายโลมผู้นั้นทีแรกไม่พอใจเจ้าหรือ?"
เซินถังรีบแก้ความเข้าใจผิดอย่างจริงจัง "คราแรกไม่พอใจก็จริง แต่นั่นไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของข้าหลอกตาคนเกินไปหรอกหรือ? อีกฝ่ายคงเห็นว่าข้าอายุน้อย ฝีมือวาดภาพคงสู้จิตรกรที่อาวุโสกว่าไม่ได้ แต่ภายหลังไม่ใช่ว่าค้นพบความไม่ธรรมดาของข้า จึงมอบงานให้ข้าหรอกหรือ?"
ฉีซ่าน "เขาค้นพบว่าเจ้ามีแก่นปราชญ์ต่างหาก"
มีแก่นปราชญ์จึง 'ไม่ธรรมดา' กับการยืนยันว่าคุณชายน้อยเซินมีฝีมือวาดภาพจึง 'ไม่ธรรมดา' ซึ่งทั้งสองเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อีกอย่าง คุณชายน้อยเซินมีสิ่งที่เรียกว่าฝีมือวาดภาพด้วยหรือ?
เซินถังโบกไม้โบกมือ "เหมือนกันนั่นแหละ เหมือนกัน"
ฉีซ่านส่ายหน้า "นายโลมวัยกำดัดผู้หนึ่ง ไฉนเพียงแค่พบหน้ากันครั้งแรกก็ดูออกว่าตราประทับของเจ้าคือตราประทับแก่นปราชญ์ จุดนี้ไม่ชอบมาพากลนัก ลำพังแค่เจ้ามีตราประทับแก่นปราชญ์ก็ยอมมอบงานสำคัญเช่นนี้ให้ โดยไม่แม้แต่จะทดสอบฝีมือวาดภาพ ยิ่งไม่ชอบมาพากลเข้าไปใหญ่"
ตราประทับแก่นปราชญ์กับฝีมือวาดภาพไม่ได้เท่ากันเสียหน่อย
เซินถังกลับไม่มีข้อสงสัยใดๆ "เรื่องนี้มีอะไรแปลกหรือ? เขาอยู่ที่หอเย่ว์หัวก็นับเป็นคนมีชื่อเสียง ว่าที่นายโลมอันดับหนึ่งในอนาคต ได้พบปะผู้คนมากมายรับไม่ถ้วน ในจำนวนนั้นมีแขกเหรื่อที่มีแก่นปราชญ์บ้างก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน? ท่านคงไม่ได้จะบอกว่านายโลมผู้นั้นก็มีแก่นปราชญ์ จึงดูข้าออกกระมัง?"
อาศัยอยู่ในโลกนี้มาสักระยะ ย่อมรู้ว่าต่อให้ครอบครองแก่นปราชญ์ขั้นต่ำสุด ก็ยังมีสถานะเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ตราบใดที่ไม่ได้ถูกทำลายวรยุทธ์หรือประสบหายนะร้ายแรงอื่นใด โดยปกติยากนักที่จะตกต่ำจนถึงขั้นต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
อีกทั้ง ท่วงท่าราศีของนายโลมผู้นั้นดูไม่เหมือนคนประเภทนั้น
ฉีซ่านนึกไม่ออกชั่วขณะว่ามีปัญหาตรงที่ใด จึงถามอีกว่า "เจ้าบอกว่าเงื่อนไขของเขาคือต้องใช้พู่กันหมึกและกระดาษที่เขาจัดหาให้เท่านั้นใช่หรือไม่?"
เซินถังตอบ "ถูกต้อง"
เขานวดขมับ ให้เซินถังบรรยายลักษณะของนายโลมผู้นั้นซ้ำอีกรอบ คำบรรยายทั้งสองรอบตรงกันทุกคำ แต่เขาก็ยังหาต้นตอของความสงสัยไม่พบ
เซินถังกอดอกมองท่าทางขมวดคิ้วครุ่นคิดของอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจอย่างยิ่ง "หยวนเหลียง ท่านกังวลเรื่องอันใดกันแน่?"
ฉีซ่าน "ไม่ใช่กังวล แต่ไม่ชอบความคลุมเครือ" หรือจะกล่าวว่าไม่ชอบความรู้สึกที่ตนเองอยู่ในกระดานหมากแต่กลับมองไม่เห็นภาพรวมทั้งกระดาน
สัญชาตญาณบอกเขาว่านายโลมผู้นั้นมีปัญหา หากจุดนี้ไม่ได้รับคำตอบก็จะค้างคาอยู่ในใจ ทำให้รู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่างยิ่ง
หากใช้ความเข้าใจของเซินถังก็คือโรคย้ำคิดย้ำทำกำเริบแล้ว
เห็นเขาจริงจังเช่นนี้ เซินถังจึงเอ่ยว่า "หากเขามีปัญหาจริง เบาะแสอาจอยู่ที่พู่กันหมึกและกระดาษที่เขาเน้นย้ำเป็นพิเศษเหล่านั้นก็ได้"
คำพูดเดียวปลุกผู้หลับใหลให้ตื่น ฉีซ่านพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้ จึงดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากปึกกระดาษนั้น บ้างนำไปอังเหนือเปลวเทียน บ้างสาดน้ำรอให้บางสิ่งปรากฏ
เซินถังได้แต่ยืนมองเขา 'บ้าคลั่ง' ไปเงียบๆ
ผ่านไปเนิ่นนานจึงเอ่ยเตือน "บางทีอาจเกี่ยวข้องกับวาจาสิทธิ์กระมัง?"
'หยวนเหลียง โลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว นี่เป็นโลกที่ไม่พูดเรื่องวิทยาศาสตร์ เขาไม่นิยมใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างไฟลนน้ำสาดหรอกนะ'