- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 35 หวนคืนอาชีพเก่า (ตอนปลาย)
บทที่ 35 หวนคืนอาชีพเก่า (ตอนปลาย)
บทที่ 35 หวนคืนอาชีพเก่า (ตอนปลาย)
บทที่ 35 หวนคืนอาชีพเก่า (ตอนปลาย)
การตกแต่งภายในห้องส่วนตัวของโรงน้ำชานั้นเรียบง่าย ทว่าแฝงไว้ด้วยความสง่างาม
เซินถังนั่งรอนายโลมผู้นั้นไปพลาง หมุนถ้วยชาบนโต๊ะเล่นไปพลาง ในฐานะที่เป็นเด็กมีอาการสมาธิสั้นเล็กน้อย นางไม่ค่อยคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดเกินไปนัก
เห็นเถ้าแก่หอตำราเองก็นั่งเหม่อลอยฆ่าเวลา นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามข้อข้องใจที่ค้างคาใจอยู่นาน "เถ้าแก่ ข้ามีข้อสงสัย ไม่ทราบว่าท่านจะไขข้อข้องใจให้ได้หรือไม่?"
เถ้าแก่ได้ยินเสียงคุณชายตรงหน้า สติที่ยังล่องลอยไปไม่ไกลนักก็รีบกลับเข้าร่าง เขาพูดติดตลก "มีสิ่งใดตอบได้หรือตอบไม่ได้กันเล่า ขอแค่คุณชายอย่าถามเรื่องบนเตียงของตาแก่กับภรรยาก็พอ"
เซินถัง "......" 'นางเองก็ไม่อยากจะเข้าใจความหมายแฝงได้รวดเร็วปานนี้หรอกนะ ใครเขาอยากจะรู้เรื่องในมุ้งของท่านกับฮูหยินกันเล่า!'
เถ้าแก่เห็นสีหน้าพิกลและกระอักกระอ่วนของอีกฝ่าย ก็พลันรับรู้ได้ทันทีว่าจิตรกรตรงหน้านี้แท้จริงแล้วคือแม่นางน้อยวัยเพียงสิบเอ็ดสิบสองปี หาใช่คุณชายน้อยแต่อย่างใด และต่อให้มีฝีมือวาดภาพล้ำเลิศ สามารถวาดภาพในห้องหอได้ช่ำชองเพียงใด เขาก็ไม่ควรกล่าววาจาแฝงนัยเยี่ยงนี้
เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว ถามกลับว่า "เมื่อครู่แม่นางน้อยว่าอย่างไรนะ? มีข้อสงสัยใช่หรือไม่? เชิญถามมาได้เลย ข้าย่อมตอบทุกอย่างที่รู้โดยไม่ปิดบัง"
เซินถังชะงักไปเล็กน้อยเมื่อคำเรียกของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป แต่นางก็หาได้สนใจไม่จึงถามว่า "เหตุใดที่ว่าการเมืองจึงสนับสนุนกิจการประเภทนี้? ตามหลักแล้วข้าราชการควรหลีกเลี่ยงข้อครหาไม่ใช่หรือ?"
ถึงขั้นออกหน้าส่งเสริมกิจการพวกนี้ให้เฟื่องฟู ช่างเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ
เถ้าแก่ก็นึกว่าเป็นคำถามอะไร พอรู้ว่าเป็นคำถามพื้นๆ เขากลับประหลาดใจในความใสซื่อของเซินถัง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไป
แต่พอลองคิดดูอีกที แม่นางน้อยผู้นี้ใบหน้างดงาม รูปลักษณ์โดดเด่น มือทั้งสองไร้ร่องรอยการทำงานหนัก แถมยังมีฝีมือวาดภาพยอดเยี่ยม คาดว่าก่อนจะตกอับคงมาจากตระกูลร่ำรวย ญาติพี่น้องคงคอยปกป้องไม่ให้รับรู้เรื่องราวโสมพวกนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่มองเซินถังจึงเพิ่มความเวทนาขึ้นอีกหลายส่วน 'แม่นางน้อยท่านนี้คงจะลำบากแสนเข็ญ ถึงได้วิ่งเต้นออกมารับจ้างวาดภาพในห้องหอ'
'หากการเจรจาการค้านี้ราบรื่น วันหน้าหากหอตำรามีงานวาดภาพอื่นๆ ก็จะเก็บไว้ให้นางทำ'
เขาจิบชาคำหนึ่ง แล้วถอนหายใจยาว "เรื่องนี้... พูดไปแล้วก็ยาว หลายปีมานี้ภัยธรรมชาติรุมเร้า ซ้ำยังเกิดสงคราม ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก คนที่มีที่นาก็ไม่กล้าทำกิน เพราะกลัวโจรปล้น คนไม่มีที่นาก็ยิ่งอดตาย ท่านลองคิดดูสิ ผู้ใหญ่ยังกินไม่อิ่มนุ่งไม่อุ่น ลูกเต้าเต็มบ้านจะเลี้ยงไหวหรือ?"
เซินถังส่ายหน้า "ย่อมเลี้ยงไม่ไหว"
เถ้าแก่กล่าว "นั่นสิ ในเมื่อเลี้ยงไม่ไหว ถ้าไม่เอาไปทิ้ง ก็ต้องเอาไปขาย ทางที่ว่าการเมืองเห็นว่าปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ได้การ ก็เลยบอกว่าให้สร้างหอคณิกาโรงละครให้มากๆ ให้ร้องรำทำเพลงขายยิ้มขายความสำราญ"
"อย่างแรกจะได้ดึงดูดพ่อค้าต่างถิ่นเข้ามาหาเงิน อย่างที่สองจะได้เป็นที่พักพิงให้เด็กพวกนี้ อย่างที่สามภาษีพวกนี้แพงลิบลิ่ว จะได้เอามาอุดรูรั่วคลังหลวง มิฉะนั้นเบื้องบนบีบเอาเงินภาษี ที่ว่าการเมืองหามาให้ไม่ได้ก็มีความผิดไม่ใช่หรือ? พอทำเช่นนี้ เขาเรียกว่าอะไรนะ... ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว"
เซินถังฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที อดทนแล้วอดทนอีก ก็ยังรู้สึกสะอิดสะเอียน นางจึงถามต่อ "ที่ว่าการเมืองมีความหมายเช่นนี้จริงๆ หรือ?"
เถ้าแก่ชี้ไปทางใจกลางเมืองเซี่ยว พลางลดเสียงลงกระซิบ "ย่อมเป็นจริง ประกาศก็ติดหราอยู่แบบนั้น พวกคนใหญ่คนโตคิดสิ่งใด ชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราจะไปพูดอะไรได้?"
"พูดกันตามตรง ถ้าไม่รบราฆ่าฟันกันก็คงไม่มีเรื่องบ้าบอพวกนี้หรอก! ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวาย การขายบุตรชายบุตรสาวเข้าหอคณิกากลับกลายเป็นความเมตตาของคนใหญ่คนโตพวกนั้นไปเสียแล้ว"
เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ประกอบกับที่ว่าการเมืองสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า กิจการอื่นๆ ในเมืองเซี่ยวซบเซา มีเพียงกิจการหอคณิกาที่กอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกวี่วัน
ชาวบ้านที่อยู่ไม่ได้จำใจต้องขายลูกกินเงิน เงินที่ได้มายังไม่พอยาไส้ทั้งครอบครัวได้ถึงเดือน แต่กลับเป็นพวกค้ามนุษย์และผู้ดูแลหอคณิกาที่อิ่มหมีพีมัน
เมื่อมีเด็กถูกขายเข้ามามากหลาย พวกเขาย่อมสามารถคัดเลือกผู้ที่เลอเลิศได้มากยิ่งขึ้น จึงรวมหัวกันกดราคา บิดามารดาของเด็กทำได้เพียงกลั้นน้ำตาขายลูกในราคาถูกแสนถูก
เด็กหน้าตาดีผู้หนึ่ง อย่างมากก็ได้แค่หนึ่งถึงสองร้อยอีแปะ อนาคตจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็สุดแท้แล้วแต่เวรกรรม
เถ้าแก่เล่าจบด้วยความคับแค้นใจพลางถอนหายใจ หางตาเหลือบเห็นอีกฝ่ายนั่งเหม่อลอย ก็พลันตระหนักว่าตนเองเผลอพูดเรื่องไม่ควรพูดกับเด็กไม่เสียแล้ว จึงรีบแก้สถานการณ์ "เฮ้อ! เรื่องพวกนี้มันผ่านไปแล้ว ในยุคสมัยเช่นนี้ แค่มีชีวิตรอดได้ก็ไม่ง่ายแล้ว"
ส่วนเรื่องจะต้องอดมื้อกินมื้อ ร่อนเร่พเนจร หรือต้องไปอยู่ในหอคณิกาคอยต้อนรับแขก ทางเลือกไม่ได้อยู่ในมือของชาวบ้านตาดำๆ
ชีวิตคนต่ำต้อยกว่าต้นหญ้า จะมีสิทธิ์เลือกอะไรได้
การอยู่ในหอคณิกาอย่างน้อยก็ยังมีชีวิต หากสวรรค์เมตตาประทานรูปโฉมงดงามให้ ไต่เต้าจนก้าวขึ้นสู่ความเป็นหนึ่งในหอคณิกา ได้กินดีอยู่ดี ต่อให้ตายตั้งแต่อายุยังน้อยก็นับว่าเคยเสวยสุข
แต่ที่น่ากลัวคือถูกโจรฆ่าตาย ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเลวเป็นศพไร้ชื่อในสนามรบ หรือต้องก้มหน้าก้มตาทำนาบนผืนดินแห้งแล้ง หวังพึ่งฟ้าพึ่งฝนปีแล้วปีเล่า สุดท้ายทั้งครอบครัวก็ยังอดตายอยู่ดี
เซินถังรู้สึกว่าเรื่องนี้หนักหนาสาหัสเกินไป
เถ้าแก่เห็นแม่นางน้อยมีสีหน้าเศร้าหมอง คิดจะเปลี่ยนเรื่องคุย จึงถามว่า "ท่านลองทายดูสิ ถนนยาวห้าสายที่เต็มไปด้วยหอคณิกา มีหอนายโลมกี่แห่ง? หอนางโลมกี่แห่ง?"
เซินถังจะไปรู้ได้อย่างไร จึงตอบส่งๆ ไปว่า "ครึ่งต่อครึ่งกระมัง?"
เถ้าแก่ส่ายหน้า "หอนายโลมปาเข้าไปตั้งเท่านี้!"
เขาทำมือเป็นเลข 'เจ็ด' หมายถึงเจ็ดส่วน
เซินถัง "......"
เถ้าแก่เริ่มร่ายยาว ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ
"ท่านต้องสงสัยแน่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? คำตอบก็ไม่ยาก ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ที่อยู่เหนือหัวพวกเราในตอนนี้ เคยเป็น 'พระสนมคนโปรด' ของเจ้าแคว้นซินมาก่อน? เขามีชื่อเล่นว่า 'หนี่ว์เจียว' หรือจะเรียกว่าเจิ้งเฉียวก็ย่อมได้ พอเปิดตัวออกมาก็ทำให้ผู้คนอิจฉาตาร้อน หอนายโลมในหมู่บ้านก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด กิจการดีวันดีคืน ดูสิ ตอนนี้เป็นถึงเจ้าแคว้นแล้ว"
'อยากจะตบต้นขาฉาดใหญ่ ร้องว่า 'สุดยอดไปเลย!' ขาดแค่ยังไม่ได้มอบรางวัลชายบำเรอยอดเยี่ยมในประวัติศาสตร์ให้เจิ้งเฉียวเท่านั้น เป็นชายบำเรอได้ถึงขั้นนี้ ใครเห็นก็ต้องยกนิ้วให้ว่าเจ๋งเป้ง!'
เจิ้งเฉียวจึงกลายเป็นบุรุษต้นแบบที่เหล่านายโลมต่างเลื่อมใสศรัทธาไปโดยปริยาย
เซินถัง "......"
ไม่นานนัก ก็มีเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะดังขึ้นที่หน้าห้องส่วนตัว เถ้าแก่ลุกขึ้นไปเปิดประตู ด้านนอกมีคนแปลกหน้ายืนอยู่สามคน สูงสองเตี้ยหนึ่ง
คนตรงกลางสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าสีดำปิดบังใบหน้า ขนาบข้างด้วยผู้คุ้มกันรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาถแกทึงถึงสองคน เพียงปรายตามองก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ บุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางย่อมเป็นคนผู้นั้นหาใช่ใครอื่น
เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัว เขาจึงถอดหมวกคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าขาวผ่องประณีตที่ดูเย่อหยิ่งเล็กน้อย จะเรียกว่าเป็นชายหนุ่ม ก็ดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเสียมากกว่า
สายตากวาดมองเซินถังเห็นว่าไม่มีบุคคลที่สาม จึงหันไปถามเถ้าแก่ "จิตรกรเล่า?"
เซินถังยกมือ "อยู่นี่!"
เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า หันขวับไปตวาดใส่เถ้าแก่ทันควัน "ให้เงินน้อยไปหรืออย่างไร? ถึงได้เอาเด็กเช่นนี้มาให้ข้า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าภาพนั้นสำคัญเพียงใด?"
เถ้าแก่คาดไม่ถึงว่านายโลมผู้นี้จะเจ้าอารมณ์ถึงเพียงนี้ ทว่าเห็นแก่การค้าจึงจำต้องก้มศีรษะลงประจบเอาใจ ออกหน้าแทนเซินถัง "อย่าเห็นว่าท่านนี้อายุยังน้อย แต่ฝีมือวาดภาพไม่ด้อยไปกว่าจิตรกรคนก่อนๆ เลยนะขอรับ"
เซินถังพยักหน้าสนับสนุนอยู่ข้างๆ อย่างน้อยนางก็เคยใช้ฝีมือนี้หากินมาก่อน เชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของนางเถอะ!
เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้น จึงพินิจดูเซินถังอย่างละเอียด
เวลานี้เซินถังลุกขึ้นยืนแล้ว ตราประทับแก่นปราชญ์ที่ห้อยอยู่ที่เอวแกว่งไกวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ตราประทับใสกระจ่างสะท้อนแสงเป็นประกายเจ็ดสีวูบวาบ
เด็กหนุ่มชะงักไป เปลี่ยนท่าทีทันควัน "ก็ได้ ให้คนผู้นี้ลองดู หากข้าไม่พอใจต้องเปลี่ยนคนทันที! แต่ข้ามีข้อแม้หนึ่งข้อ!"
เซินถังมั่นใจเต็มเปี่ยม "เชิญว่ามา"
เด็กหนุ่ม "เจ้าต้องใช้พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกที่ข้าเตรียมให้เท่านั้น"
เซินถังได้ยินดังนั้นก็นับเป็นเรื่องดี จึงรับคำทันที
......
ท้องฟ้ามืดมิด ดวงดาวส่องสว่างระยิบระยับ
แต่ฉีซ่านรู้สึกว่าวันนี้ขาดสิ่งใดไปบางอย่าง ในชั่วขณะถัดมาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตึงตังดังขึ้นอีกครั้งจากห้องข้างๆ ก็รู้ว่าคุณชายน้อยเซินกลับมาแล้ว
เขาเหลือบมองตำราเล่มใหม่ที่รวบรวมมาวางอยู่บนโต๊ะ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหอบตำราเหล่านั้นไปเคาะประตูห้องเซินถัง
เซินถังเพิ่งร่างภาพเสร็จ กำลังเตรียมจะลงหมึก
"รอสักครู่ มาแล้ว" เซินถังลุกไปเปิดประตู
"หยวนเหลียงมีธุระหรือ?" พูดพลางเบี่ยงตัวให้ฉีซ่านเข้ามา
"ข้ายืมตำราคัดลอกมาจากสหายสองสามเล่ม เจ้าลองดูว่ามีที่เจ้าต้อ..." เสียงยังไม่ทันขาดคำ ตำรายังไม่ทันวางลง ก็เห็นผลงานที่กางอยู่บนโต๊ะของเซินถัง เขาร้องอุทานด้วยความตกใจ
"คุณชายน้อยเซิน วิชาวาดภาพในศาสตร์ทั้งสี่นี้ ยอดคนท่านใดเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้หรือ?"
บนกระดาษวาดรูป 'คน' ที่มีหัวกลมใหญ่สีดำ รูปร่างบิดเบี้ยวที่เกิดจากการขีดเขี่ยไม่กี่เส้น ดูเหมือนขนมเกลียวทอดที่บิดเป็นเกลียว กำลังนอนอยู่บนเครื่องเรือนที่อาจจะเป็นตั่งยาว
บนหัวมีก้อนนูนๆ แปะอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นมวยผมหรือดอกไม้ทัดผม มือขวาถือพัดกลม มือซ้ายห้อยลง...น่าจะเป็นคนกำลังนอนอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย ส่วนที่ควรนูนก็นูน ส่วนที่ควรเว้าก็เว้า
ลายเส้นหยาบกระด้างและพิสดาร แต่กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายยั่วยวนออกมาปะทะหน้าอย่างประหลาด
ความวิเศษอยู่ที่บนผืนกระดาษขาวไม่ได้มีเพียง 'เงาร่าง' เดียว ครั้นมองร้อยเรียงกัน ท่วงท่าของคนในภาพ ไล่เรียงตั้งแต่ยามปลดเปลื้องเสื้อผ้า กระทั่งก้าวขึ้นเตียงตั่งไป จัดระเบียบร่างกาย... ส่วนที่ยังวาดไม่เสร็จ คาดว่าเป็นเงาของผู้มาเยือนปริศนา ลำดับที่สอง... เพียงมองก็สัมผัสได้ถึง กลิ่นอายอันรัญจวนใจ อย่างยากจะเอื้อนเอ่ย"
ฉีซ่าน...
เขาทำใจลำบากเหลือเกินที่จะเรียกสิ่งนี้ว่า 'ภาพวาด'