- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 31 สภาพบ้านเมือง
บทที่ 31 สภาพบ้านเมือง
บทที่ 31 สภาพบ้านเมือง
บทที่ 31 สภาพบ้านเมือง
ด้วยความเข้าใจที่ฉีซ่านมีต่อเซินถัง เขารู้ซึ้งดีว่าคุณชายน้อยเซินไม่ใช่ผู้ที่จะยอมอยู่นิ่งเฉยในที่แห่งเดียว ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เขาจึงเร่งรีบจัดการภารกิจให้เสร็จสิ้น แล้วรีบรุดกลับมาทันที
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้--- แล้วคนเล่า?
คุณชายน้อยเซินตัวเป็นๆ หายไปไหนเสียแล้ว?
ฉีซ่านยืนนิ่งอยู่กับที่ ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำ ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าเซินถังถูกโจรลักพาตัวจับไป หรือเป็นฝ่ายลากคอโจรลักพาตัวไปกันแน่ ข้างหูก็พลันแว่วเสียงบุรุษทุ้มต่ำและหนักแน่นดังขึ้น
"ท่านผู้นี้คือฉีซ่าน คุณชายฉีใช่หรือไม่?"
"ท่านผู้เฒ่า ผู้น้อยคือฉีซ่านขอรับ"
ฉีซ่านเก็บงำความร้อนรนในใจ ประสานมือคารวะผู้มาเยือน
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการ เขายืดตัวขึ้นพร้อมลอบสังเกตผู้มาเยือนอย่างละเอียด... เส้นผมสีดอกเลาร่วงโรย ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความตรากตรำ คาดคะเนอายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปี สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบเก่าซีดสีเหลืองหมอง เท้าสวมรองเท้าฟาง
เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของฉีซ่าน สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือท่วงทีของคนผู้นี้ที่ดูสุภาพนุ่มนวลราวบัณฑิต คิ้วตาฉายแววสงบและเที่ยงธรรม ดวงตาสีดำคู่นั้นใสกระจ่างเกินกว่าจะเป็นแววตาของคนวัยนี้
เขาลดสายตาลง มองไปยังมือทั้งสองข้างของผู้มาเยือน
นั่นคือมือหยาบกร้านคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากความหนาวเหน็บ ในมือกำลังหิ้วของสดที่ห่อด้วยใบบัวหลายห่อ เจ้าของมือคู่นี้ควรเป็นผู้ที่ทำงานหนักตรากตรำมาเป็นเวลานานและมีฐานะยากจน
ข้อสันนิษฐานอันซับซ้อนแล่นผ่านจิตใจของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตกตะกอนจนชัดเจน เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ท่านผู้เฒ่าทราบชื่อของข้าได้อย่างไร?"
ผู้มาเยือนยิ้มบางอย่างใจดี "คุณชายน้อยแซ่เซินท่านนั้นเป็นผู้บอก"
ฉีซ่านได้ยินเพียงเท่านี้ก็รู้แจ้งทันทีว่า 'คุณชายน้อยแซ่เซิน' คือผู้ใด
ความกังวลที่อัดอั้นอยู่ในอกมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อได้รับข่าวนั้น เขาจึงเอ่ยถามต่อ "คุณชายน้อยท่านนั้นได้ฝากคำความอันใดไว้หรือไม่?"
"มีบอกว่า 'ออกไปทำธุระนอกเมือง ประเดี๋ยวจะรีบกลับ'"
ฉีซ่านถึงกับพูดไม่ออก คุณชายน้อยเซินผู้จำทิศทางไม่ได้ ทั้งยังไม่เคยมาเยือนเมืองเซี่ยวมาก่อน ออกไปนอกเมืองจะไปทำธุระอันใดได้?
ฉีซ่านถามอีกครั้ง "ได้บอกหรือไม่ว่าไปทำธุระเรื่องใด?"
คนผู้นั้นตอบว่า "แทนสวรรค์ผดุงธรรม ขจัดคนพาลอภิบาลคนดี"
ฉีซ่าน "...???" เขามีสีหน้าฉงนสงสัย ไม่สิ ถ้อยคำนี้ฟังดูไม่ถูกต้องนัก ราวกับหลักคำสอนงมงายของลัทธิมารที่พวกชาวบ้านหัวรุนแรงพร่ำบ่น
คนผู้นั้นกล่าวต่อ "คุณชายเซินเกรงว่าท่านกลับมาแล้วจะไม่เจอคน จึงไหว้วานให้ข้าน้อยรออยู่ที่นี่เป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้คุณชายฉีต้องเป็นกังวล"
ฉีซ่านถอนหายใจอย่างระอา "ข้าหรือจะไปห่วงเขา? ต่อให้ต้องห่วง ก็คงห่วงพวกโจรชั่วที่ไปตอแยเขาเสียมากกว่า"
ผู้มาเยือนเม้มริมฝีปากเล็กน้อยอย่างผิดสังเกต พยายามข่มรอยยิ้มรู้ทัน ต้องยอมรับว่า การคาดการณ์นั้นแม่นยำนัก
เมื่อฉีซ่านได้ฟังวีรกรรมอัน 'ยอดเยี่ยม' ของเซินถังตลอดหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมาจากการบอกเล่าของชายผู้นี้ การควบคุมสีหน้าของเขาก็หลุดลอยไปชั่วขณะ... เขาจากไปเพียงชั่วก้านธูปกว่าๆ คุณชายน้อยเซินก็เรียกแขกได้ขนาดนี้เชียวหรือ? แต่ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์
ฉีซ่านยืนสนทนาฆ่าเวลาระหว่างรอเซินถังกลับมา แม้ใบหน้าจะดูเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
ท่านผู้เฒ่าท่านนี้แต่งกายด้วยชุดชาวบ้านยากจน ทว่ากิริยาวาจาและท่วงท่าราศี กลับดูคล้ายผู้ที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาจากตระกูลขุนนางผู้ร่ำรวยที่คุ้นเคยกับกลิ่นกำยานหอม
แม้จะสวมชุดผ้าหยาบเก่าโทรม มือทั้งสองเต็มไปด้วยร่องรอยการทำงานหนัก ก็ไม่อาจกลบรัศมีอันโดดเด่นนั้นได้
คุยไปคุยมา ฉีซ่านก็วกเข้าเรื่องวาจาสิทธิ์
ช่วงนี้เขากำลังศึกษาวาจาสิทธิ์สำหรับค่ายกลทหาร... 'แมงเม่าบินเข้ากองไฟ' กับ 'สัตว์ติดจั่นยังดิ้นรน' อย่างแรกใช้สำหรับการจัดทัพล่อลวงให้ข้าศึกหลงกล ส่วนอย่างหลังมักใช้ปลุกปลอบขวัญกำลังใจยามฝ่ายตนเพลี่ยงพล้ำ ซึ่งเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
หากฉกฉวยโอกาสได้ ก็อาจมีหนทางพลิกสถานการณ์
ชายชราฟังฉีซ่านสาธยายอย่างฉะฉาน แววตาดูเหม่อลอยไปชั่ววูบ ไม่ทราบว่านึกถึงสิ่งใด ก่อนจะเอ่ยปากว่า "แมงเม่าบินเข้ากองไฟ รนหาที่ตาย... วาจาสิทธิ์ที่คุณชายฉีใช้คงจะเป็น 'มิเห็นนกกระจอกในรั้วหนาม พอเห็นเหยี่ยวถลาร่อนลงตาข่าย' กระมัง? นี่ไม่ค่อยดีนัก"
ฉีซ่านประหลาดใจเล็กน้อย ถามกลับว่า "เหตุใดจึงไม่ดีเล่า?"
"ถูกแก้ทางได้ง่าย หากกุนซือฝ่ายตรงข้ามมีแก่นปราชญ์แกร่งกล้ากว่าท่าน เพียงเอ่ยบท 'ชักกระบี่ตัดตาข่าย นกกระจอกเหลืองบินหนีไป' ก็สามารถทำลายค่ายกลได้แล้ว"
เมื่อตาข่ายถูกคมกระบี่ตัดขาด ยังจะขังนกกระจอกเหลืองได้อีกหรือ? ย่อมเป็นท้องนภาสูงส่งให้วิหคโผบิน ภัยพิบัติย่อมตามมาไม่สิ้นสุด
"เช่นนั้นในสายตาของท่านผู้เฒ่า เห็นว่าควรทำเช่นไรจึงจะดี?"
"ไม่สู้ใช้ 'จมน้ำเข้ากองเพลิง รนหาที่ตาย' เสียดีกว่า"
ฉีซ่าน "......"
'หากบอกว่า 'แมงเม่าบินเข้ากองไฟ' ยังเหลือทางรอดให้ศัตรูมีโอกาส 'ชักกระบี่ตัดตาข่าย' วาจาสิทธิ์ที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวก็นับเป็นกระบวนท่าสังหารที่ส่งศัตรูสู่ความตายอย่างแท้จริง เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น'
ฉีซ่านมองดูชายชราด้วยความประหลาดใจ ท่านผู้นี้ดูท่าทางใจดี แต่อ้าปากทีก็กะเอาให้ถึงตาย
"แล้ว... ในสายตาท่านผู้เฒ่า 'สัตว์ติดจั่นยังดิ้นรน' เล่าเป็นอย่างไร?"
ชายชราดูไร้ซึ่งความกระตือรือร้น สีหน้าเย็นชา ทว่าวาจากลับน่าตื่นตะลึง "ในสนามรบ ย่อมต้องมีฝ่ายหนึ่งอยู่ฝ่ายหนึ่งตาย หากมัวแต่ถือความคิดแบบ 'สัตว์ติดจั่นยังดิ้นรน' ลงมือโดยเหลือทางหนีทีไล่ เกรงว่าจะยากแก่การคว้าชัยในระยะยาว"
ฉีซ่าน "......" คนไม่อาจตัดสินที่หน้าตา คำกล่าวนี้เป็นความจริงแท้
เขาคิดว่าตนเองเป็นพวกชอบใช้กลอุบายพิสดารแล้ว แต่ไม่คาดว่าจะมาเจอคนที่พิสดารยิ่งกว่า เพียงแต่ท่านผู้เฒ่าท่านนี้... ยังไม่ทันที่ฉีซ่านจะมีความคิดอื่นใด เซินถังก็ขี่ล่อตัวนั้นวิ่งเหยาะๆ ดัง กุบกับ กุบกับ เข้ามา
นางกระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว พร้อมรอยยิ้ม "หยวนเหลียง รอนานหรือไม่?"
ฉีซ่านเก็บงำความคิดฟุ้งซ่าน เพ่งมองเสื้อผ้าและมือทั้งสองของเซินถังที่สะอาดสะอ้าน หรือว่าจะไม่มีคนตาย?
"เจ้าบอกว่า 'แทนสวรรค์ผดุงธรรม ขจัดคนพาลอภิบาลคนดี' แล้ว 'คนพาล' เล่า?"
เซินถังพิงมอเตอร์ไซค์ เลิกคิ้วอย่างลำพองใจ "พวกเขาน่ะหรือ ฝีเท้าไวปานนั้น ป่านนี้คงไปขอน้ำแกงยายเมิ่งกินแล้วกระมัง"
ฉีซ่าน "......" 'สรุปว่า 'คนพาล' ที่ว่า ไม่ได้มีแค่คนเดียว จริงๆ สินะ คุณชายน้อยแซ่เซินท่านนี้ก็มีรังสีอำมหิตไม่เบาเลย'
ชายชราเห็นเซินถังกับฉีซ่านมาสมทบกันแล้ว จึงเอ่ยปากขอตัวลา
ฉีซ่านรีบสอบถามว่าปัจจุบันท่านผู้เฒ่าพำนักอยู่ที่ใด เผื่อมีโอกาสจะได้ขอประลองหมากล้อมสักกระดานสองกระดาน ทว่าชายชรากลับปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
มองดูแผ่นหลังของชายชราที่หิ้วห่อใบบัวเดินจากไป ฉีซ่านขมวดคิ้วแน่น จนกระทั่งเซินถังยื่นมือมาโบกไปมาตรงหน้าเขาจึงได้สติ
"ทำอะไรน่ะ?" เขาปัดหลังมือเซินถังออกอย่างไม่สบอารมณ์
เซินถังกล่าวว่า "ท่านจ้องไปเขาก็ไม่หันกลับมาหรอกนะ"
ฉีซ่านพึมพำ "น่าเสียดายนัก"
เซินถังล้วงตังเมสองก้อนออกมาเคี้ยวพลางออกวิ่งเหยาะๆ ตามฝีเท้าของฉีซ่าน แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เสียดายสิ่งใด?"
ฉีซ่านกล่าว "คนผู้นี้ไม่ธรรมดา"
เซินถังนึกว่าเขาจะพูดเรื่องอะไรเสียอีก ถ้าไม่ใช่คนตาบอดใครๆ ก็ดูออก นางกล่าวว่า "โยนเข้าไปในฝูงคนก็ยังเด่นสะดุดตาออกมาเช่นนั้น แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา ดูจากรูปลักษณ์ก็ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตระกูลตกต่ำหรือประสบเหตุเปลี่ยนแปลงอื่นใด"
'ใช่ว่านางจะไม่เดาว่าตาแก่คนนั้นเป็นพวกยอดคนเร้นกายในเมือง หรือซ่อนตัวในป่าเขาอะไรเทือกนั้นหรอกนะ แต่ยอดคนเขาก็ต้องมีมาดของยอดคนสิ'
'ต่อให้ชีวิตขัดสนเพียงใด ก็ไม่น่าจะถึงขั้นกินเครื่องในสัตว์ที่ชาวบ้านทั่วไปยังรังเกียจ สวมชุดซอมซ่อ แล้วยังทำงานแบกหามหนักหนาสาหัสปานนั้น'
ฉีซ่านไม่ตอบคำ เซินถังจึงถามอีก "เห็นพวกท่านคุยกันถูกคอ ทำท่าทางเหมือนเสียดายที่เจอกันช้าไป คุยเรื่องอะไรกันหรือ?"
"วาจาสิทธิ์"
"เขามีแก่นปราชญ์หรือ?"
ฉีซ่านหลุบตาลง "บางที อาจจะเคยมี"
เซินถัง "???"
เคยมี หมายความว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว?
คนที่ทำให้ฉีซ่านยอมรับได้ ทั้งสองต้องเป็น 'คนคอเดียวกัน' อย่างแน่นอน เซินถังอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าท่านผู้เฒ่าผู้นั้นสูญเสียแก่นปราชญ์ไปเพราะเหตุใด? หรือจะเป็นเหมือนตระกูลกงที่ถูกยึดทรัพย์เนรเทศ ถูกบังคับทำลายตันเถียน บดขยี้แก่นปราชญ์?
ฉีซ่านเดินไปได้สักพัก ก็พบว่าเสียงฝีเท้าด้านหลังหายไป
พอหันกลับไป ก็เห็นเซินถังวิ่งไปยังแผงขายเนื้อที่กำลังจะเก็บร้าน สอบถามอะไรบางอย่างกับคนขายเนื้อ ไม่นานนักก็วิ่งกลับมา