- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 29 พนันขันต่อ
บทที่ 29 พนันขันต่อ
บทที่ 29 พนันขันต่อ
บทที่ 29 พนันขันต่อ
เถ้าแก่ร้านข้างๆ ได้ยินเข้าก็หูผึ่ง
ชะโงกหน้าเข้ามาเยาะเย้ยลูกค้าด้วยถ้อยคำดูถูก "เฮอะ ตาเฒ่าอย่างเจ้ามีปัญญาแยกแยะของที่พวกคนชั้นสูงเขามีกันด้วยหรือ?"
ลูกค้าอีกคนที่มาซื้อเนื้อก็ผสมโรงด้วย "สงสัยจะเจอคนชั้นสูงในหอนางโลมบ่อยกระมัง"
เมื่อเผชิญกับคำเหน็บแนมที่แฝงความประสงค์ร้ายจากผู้คนรอบข้าง ลูกค้าผู้นั้นกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนคู่นั้นหลงเหลือเพียงความสงบราบเรียบ
แต่คนขายเนื้อกลับฟังแล้วระคายหูยิ่ง ในมือคว้ามีดเลาะกระดูกทำท่าจะไล่คน
ใบหน้าถแกทึงดุดัน "ไปๆๆ อย่ามามุงบังหน้าร้านข้า ขัดขวางการทำมาหากินของข้า จะซื้อเนื้อหรือไม่? ถ้าไม่ซื้อก็ไปยืนที่อื่น"
บรรดาผู้ที่มามุงดูเห็นว่าหมดสนุกแล้ว จึงทยอยแยกย้ายกันไป
อย่าเห็นว่าคนขายเนื้อทำงานสกปรกและหนักหนาสาหัส แต่เขากลับเป็นผู้ที่มีฐานะดีที่สุดและมั่นคงที่สุดในถนนสายนี้ จึงทำให้คำพูดมีน้ำหนักอยู่บ้าง
ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปต้องรอถึงช่วงเทศกาลถึงจะตัดใจซื้อเนื้อสัตว์มาทานได้สักมื้อ แต่บ้านคนขายเนื้อได้กินเนื้อทุกสามวันห้าวัน อาหารการกินล้วนอุดมสมบูรณ์ เพื่อนบ้านในละแวกนี้จึงไม่กล้าล่วงเกินเขา
เมื่อเห็นคนมุงดูเรื่องสนุกแยกย้ายไปหมดแล้ว คนขายเนื้อจึงหันมาถามลูกค้าผู้นั้น "ตาเฒ่า ที่เจ้าพูดเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือ?"
ลูกค้าหัวเราะ "ย่อมเป็นเรื่องจริง"
คนขายเนื้อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม "เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
เขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าตาเฒ่าผู้นี้มองมาจากที่ไกลๆ ขนาดนั้น เหตุใดถึงดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นตราประทับแก่นปราชญ์ ไม่ใช่เครื่องประดับทั่วไป
ลูกค้าใช้นิ้วเคาะโต๊ะเขียงเนื้อเบาๆ เอ่ยกลั้วหัวเราะ "นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือถ้าเจ้าแพ้ ต้องยอมรับความพ่ายแพ้นะ"
"ได้ๆๆ ถ้าข้าแพ้ ก็นับเป็นเรื่องมงคล! เดี๋ยวข้าจะไปตักเหล้าเก่าสักสองจอกมาให้เจ้าซดแกล้มเนื้อ" คนขายเนื้อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เขาทำอาชีพรายได้งาม ไม่เสียดายเงินพนันเพียงแค่นั้นหรอก
ระหว่างที่รอคอย คนขายเนื้อก็เท้าแขนทั้งสองข้างกับโต๊ะไม้ ชวนลูกค้าคุยสัพเพเหระ "นี่ ตาเฒ่า ข้าฟังคำพูดคำจาของเจ้าแล้วราวกับเป็นบัณฑิตชอบกล เจ้าเคยศึกษาร่ำเรียนมาใช่หรือไม่?"
ลูกค้าตอบ "ก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง"
คนขายเนื้อได้ยินดังนั้นก็กระตือรือร้น ตบโต๊ะดังปัง "ตาเฒ่าเอ๊ย! เจ้าก็รู้ว่าไอ้หนูของข้ากำลังจะเริ่มเรียนอ่านเขียน"
ลูกค้าถามเสียงเรียบ "เจ้าอยากให้ลูกเจ้าร่ำเรียนหรือ?"
คนขายเนื้อพยักหน้า แล้วเอ่ยต่อ "ไม่ต้องสอนอะไรมากหรอก ข้าไม่ได้หวังให้ลูกข้าได้เป็นขุนนาง ซึ่งพื้นเพอย่างบ้านเราไม่มีวาสนาจะเป็นคนชั้นสูงได้หรอก เจ้าแค่สอนเขาให้อ่านออกเขียนได้ไม่กี่ตัวก็พอ วันหน้าเวลาคิดเงินกับผู้อื่นจะได้ไม่ถูกโกง ร้านนี้อย่างไรข้าก็ยกให้ลูกข้าอยู่ดี"
"หากลูกเจ้ามีแก่นปราชญ์หรือแก่นยุทธ์เล่า? เจ้าจะส่งเสียไหวหรือ? แก่นปราชญ์ต้องร่ำเรียนตำรา แก่นยุทธ์ต้องฝึกฝนร่างกาย ต้องใช้เงินทองจนหมดเนื้อหมดตัวเชียวนะ"
คนขายเนื้อคิดว่าตาเฒ่ากำลังเย้าแหย่ตน จึงเบะปาก ก้มหน้าก้มตาหั่นเนื้ออย่างคล่องแคล่ว "พื้นเพอย่างพวกข้าเนี่ยนะ? ลูกข้าจะมีวาสนาเช่นนั้นได้อย่างไร ให้เขาเรียนวิธีแล่เนื้อกับข้านี่แหละดีแล้ว..."
ในความทรงจำของเขา ผู้ที่มีตราประทับแก่นปราชญ์หรือตราพยัคฆ์แก่นยุทธ์ล้วนเป็นคนชั้นสูง ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตก็ต้องร่ำรวยมหาศาล สรุปสั้นๆ คือเป็นยอดคนเหนือคน
คนเหล่านี้เหาะเหินเดินอากาศได้ สร้างสิ่งของจากความว่างเปล่าได้ นั่นมันวิชาของ เซียนชัดๆ ซึ่งพวกเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่คลุกคลีอยู่กับดินโคลนเท่านั้น
เขาเป็นคนขายเนื้อ ลูกของเขาก็ต้องเป็นคนขายเนื้อวันยังค่ำ ส่วนเรื่องอื่น? ไหนเลยจะกล้าเพ้อฝันไปไกลเช่นนั้น
ลูกค้ามองคนขายเนื้อด้วยสายตาสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ เห็นอีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะฝันกลางวัน ภายในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก เขาพลันถอนหายใจแล้วเอ่ยประโยคหนึ่ง "กิจการสืบทอดบรรพชน..."
คนขายเนื้อไม่เข้าใจ "อันใดนะ?"
"หมายถึงลูกสืบทอดอาชีพของบิดาน่ะ"
ลูกค้าอธิบายต่อ "ลูกของช่างหลอมโลหะฝีมือดี ย่อมต้องเรียนรู้การเย็บเสื้อขนสัตว์ บุตรของช่างทำคันธนูฝีมือเยี่ยม ย่อมต้องเรียนรู้การสานตะกร้า"
คนขายเนื้อยิ่งฟังยิ่งงง แต่เขามั่นใจอยู่อย่างหนึ่ง 'ตาเฒ่าผู้นี้มีความรู้จริงๆ แถมยังรู้ไม่น้อยเสียด้วย!'
ดังนั้น เขาจึงยิ่งสับสน ยุคนี้สมัยนี้มีผู้ใดบ้างไม่เคารพผู้มีความรู้?
ตาเฒ่าผู้นี้แค่ออกไปรับจ้างสอนเด็กให้อ่านออกเขียนได้ก็ไม่น่าจะตกอับถึงเพียงนี้ ไฉนจึงถูกหอเย่ว์หัวซื้อตัวกลับไปเป็นเบื้องล่างในครัวเสียได้?
คนขายเนื้อเก็บความสงสัยไว้ในใจ แต่ลูกค้าไม่อยากพูดมากความ ประกอบกับมีลูกค้าเข้าร้าน จึงได้แต่เก็บความอยากรู้อยากเห็นกลับไป
เขาคิดว่าตกเย็นจะพาลูกไปหาตาเฒ่า จะพกเนื้อดีๆ ไปฝากสักสองชั่ง กินแต่เครื่องในทุกวี่ทุกวันเดี๋ยวก็ป่วยตายกันพอดี
ในขณะเดียวกัน อันธพาลผู้นั้นก็พาเซินถังออกไปไกล ทีแรกเขาพาเดินถนนใหญ่ พอความสนใจของเซินถังถูกเบี่ยงเบนและคลายความระวังตัวลง เขาก็แนะนำให้ใช้ทางลัดเลาะเข้าตรอกซอย
ยิ่งเดินยิ่งเปลี่ยว ยิ่งเดินยิ่งเงียบสงัด
ในที่สุดเซินถังก็เริ่มแสดงความกังวลออกมาให้เห็น นางถามชายผู้นั้น "อีกไกลเพียงใดกว่าจะถึงโรงเตี๊ยม?"
ชายผู้นั้นตอบ "ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว"
เดินเลี้ยวผ่านตรอกไปอีกสองแห่ง เซินถังจึงถามขึ้นอีกครั้ง "ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้มาผิดทาง?"
ชายผู้นั้นเริ่มหมดความอดทน ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงจุดหมายแล้ว เขาจึงรู้สึกว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า ขึ้นเสียงข่มขู่เซินถัง "บอกว่าใกล้ถึงแล้วอย่างไร แม่นางน้อยจะรีบร้อนไปไย?"
เซินถังสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงร้องอย่างตื่นตระหนก "ข้าจะกลับ..."
ชายผู้นั้นหัวเราะในลำคอ ไม่ยอมหยุดฝีเท้า "สายไปแล้ว!"
เขาถีบประตูเปิดออก แล้วตะโกนบอกคนในลานบ้าน "สินค้ามาแล้ว"
ที่นั่นเป็นลานบ้านที่สกปรกและห่างไกลผู้คนมาก รอยแตกตามกำแพงเต็มไปด้วยวัชพืช แว่วเสียงพูดคุยดังลอดออกมาจากข้างใน
เซินถังทำท่าจะปีนลงจากหลังเจ้ามอเตอร์ไซค์เพื่อหลบหนี เท้าเพิ่งแตะถึงพื้น ยังไม่ทันยืนให้มั่นคงก็ถูกชายผู้นั้นผลักอย่างแรงเข้าไปในลานบ้าน
นางเสียหลักเซถลา แล้วหันกลับไปมองชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินออกมาจากในบ้านด้วยความหวาดกลัว
ฝ่ายหญิงเอ่ยขึ้น "แม่นางน้อยหน้าตาหมดจดงดงามเชียว เจ้าไล่โถว ไปหลอกล่อมาจากที่ใดกัน ดูผิวพรรณขาวผ่องนี่สิ" พูดพลางยื่นมือจะมาหยิกแก้มเซินถัง
เซินถังหลบหลีกด้วยความหวาดกลัว จ้องมองชายที่ชื่อ "ไล่โถว" ด้วยความโกรธเคือง "จะ…จะ…เจ้าไม่ใช่คนที่หยวนเหลียงให้มาตามหรอกหรือ?"
ไล่โถวไม่สนใจเซินถัง ตอบกลับหน้าตาเฉย "พูดแค่สามประโยคก็เดินตามข้ามาต้อยๆ แล้ว หน้าตางดงามแต่สมองทึ่ม"
ชายที่อยู่ข้างกายหญิงสาวขยับเข้ามาพิจารณาใบหน้าของเซินถังใกล้ๆ เซินถังขยับถอยหลังหนีอย่างขี้ขลาด ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความกลัว
ชายผู้นั้นเลียริมฝีปาก หัวเราะในลำคอ "เด็กสาวเหตุใดต้องใช้สมอง? ถ้ามีสมองแล้วพวกเราจะทำมาหากินกันอย่างไร? เดี๋ยวค่อยพานางไปส่งหอเย่ว์หัว ทางนั้นเร่งเร้าว่าอยากได้สินค้าคุณภาพดี"
หญิงสาวทำเมินเฉยต่อวาจาดูแคลนสตรีของคนข้างกาย "หอเย่ว์หัว? ในหอนั้นมีแต่นายโลมไม่ใช่หรือ แล้วจะเอาเด็กสาวไปด้วยเหตุใด?"
ไล่โถวและชายผู้นั้นสบตากันแล้วยิ้ม ความหยาบโลนต่ำช้าไหลเวียนอยู่ระหว่างทั้งสอง ทุกอย่างเป็นอันรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
"เจ้าไม่เข้าใจหรอก ในเมื่อลูกค้ามาถึงที่และต้องการสินค้า พวกเราก็แค่จัดหาให้"
"นั่นสิ เป็นสตรีอย่าได้สอดปากให้มากความ"
ไล่โถวผลักไหล่เซินถัง เตรียมจะจับนางขังไว้ในห้องมืดเล็กๆ ที่สกปรกและส่งกลิ่นเหม็นเน่าจนเกินจะบรรยาย
เซินถังสับขาหลบฉาก นางกัดฟันกรอดด้วยความอับอายและโกรธแค้น "พวกเจ้ากล้าเอาข้าไปขายหรือ?"
หญิงสาวแค่นหัวเราะ แววตาพลันเปลี่ยนเป็นดุร้าย พุ่งเข้ามาจะจิกทึ้งเนื้อตัวเซินถัง ปากก็ข่มขู่ "อย่าว่าแต่นังหนูตัวเปี๊ยกอย่างเจ้าเลย ต่อให้เป็นภรรยาของเง็กเซียนฮ่องเต้มาเอง พวกข้าก็ขายให้หมด อยู่นิ่งๆ! ไม่อย่างนั้นเจ้าเจ็บตัวแน่!"
เซินถังวิ่งวนรอบเสาเพื่อหลบหลีก วิ่งไปพลางหางตาแดงระเรื่อ ด่าทอไปพลาง "พวกเจ้าทำแบบนี้ไม่กลัวฟ้าดินลงโทษหรือ?"
เมื่อเห็นเซินถังยิ่งวิ่งยิ่งคึก ทั้งสามคนจึงเตรียมจะช่วยกันจับตัวนาง แล้วซ้อมให้หนักสักยก จะได้หลาบจำ
"ฟ้าดินลงโทษ?" ไล่โถวถ่มน้ำลายด่า "บิดานี่แหละคือฟ้าดิน!"
"ฉีหยวนเหลียงช่วยข้าด้วย!"
ชายอีกคนเอ่ย "ร้องให้คอแตกก็ไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าหรอก!"
นังหนูตัวเปี๊ยกนี่ปราดเปรียวยิ่งนัก ลื่นไหลราวกับงูน้ำ จับอย่างไรก็ไม่ติดมือ!
"ข้ากลัวจังเลย!" น้ำเสียงของเซินถังสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
ลานบ้านมีพื้นที่แค่นั้น ไม่นานเซินถังก็ถูกทั้งสามคนต้อนจนมุม แม่นางน้อยที่แทบจะร้องไห้โฮห่อไหล่ด้วยความหวาดกลัว แต่พริบตาถัดมา สีหน้าหวาดกลัวบนใบหน้าก็มลายหายไป
"ซะเมื่อไรล่ะ!"
นางถีบกำแพงส่งแรง เหวี่ยงขายาวตวัดเตะกวาด