- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 28 แม่นางน้อย
บทที่ 28 แม่นางน้อย
บทที่ 28 แม่นางน้อย
บทที่ 28 แม่นางน้อย
อันธพาลเฉกเช่นชายผู้นี้ พบพานผู้คนมาแล้วมากหน้าหลายตา การหยั่งรู้จิตใจคนได้รับการเคี่ยวกรำจนแตกฉานจากการดิ้นรนเอาตัวรอดในโลกโลกีย์ เพียงปรายตามองแวบเดียวก็มองออกทะลุปรุโปร่ง ว่าคนผู้นี้ตอแยได้หรือไม่ และสมควรจะรับมือเยี่ยงไร
เช่นแม่นางน้อยผู้ไร้เดียงสาตรงหน้านี้ จิตใจอ่อนไหวที่สุด และความใจอ่อนเช่นนี้สามารถใช้ศีลธรรมมาบีบบังคับได้
ยิ่งเขาแสดงความใจกว้างว่า 'เสียเวลางาน' ก็ไม่เป็นไร ยอมอยู่เป็นเพื่อนนางคอยเพื่อความปลอดภัยมากเท่าใด แม่นางน้อยก็จะยิ่งรู้สึกผิดมากเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกผิดจะแปรเปลี่ยนเป็นความไว้วางใจอย่างท่วมท้น ทำให้กำแพงความระแวงต่อสภาพแวดล้อมแปลกถิ่นพังทลายลง และตกลงสู่หลุมพรางในที่สุด
เป็นไปตามที่ชายผู้นั้นคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน แม่นางน้อยตรงหน้าหลุบตาลง เอ่ยถามเสียงแผ่วอย่างขลาดกลัว "ไม่เป็นไรจริงๆ หรือ?"
ชายผู้นั้นทิ้งตัวลงนั่งข้างกายเซินถัง
เขาจงใจยืดขาทั้งสองข้างออกมา เผยให้เห็นนิ้วเท้าที่เป็นแผลพุพองจากความหนาวเย็นและเปรอะเปื้อนโคลนสีดำคล้ำ เพื่อให้อีกฝ่ายมองเห็นรองเท้าฟางที่สึกหรอคู่นั้นของเขา ปากก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเปิดเผยใจกว้าง
"ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่ถูกเถ้าแก่หักเงินไม่กี่อีแปะ หากคุณชายท่านนั้นไม่เห็นเจ้าเดินไปหา เขาก็น่าจะเดินกลับมาหาเจ้าที่นี่เอง"
สีหน้าของแม่นางน้อยเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาสั่นไหวคล้ายกำลังต่อสู้กับความคิดในใจ ชายผู้นั้นเห็นแล้วก็ลอบยิ้มกระหยิ่มในใจ
เหตุใดเขาถึงกล้าพูดเช่นนี้? เพราะเขารู้ดีว่าบุรุษชุดบัณฑิตผู้นั้นไม่มีทางกลับมาเร็วขนาดนี้แน่! จึงไม่กังวลว่าคำโกหกจะถูกเปิดโปงแต่อย่างใด
เขาใจเย็นพอ ในใจนับเลขไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนับถึงสิบห้า แม่นางน้อยที่นั่งเรียบร้อยอยู่บนตั่งตัวเล็กก็ลุกขึ้นยืน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ในเมื่อหยวนเหลียงให้ท่านมาตามข้า พวกเราก็รีบไปสมทบกับเขาเถอะ หากช้ากว่านี้ นอกจากจะทำให้ท่านเสียงานเสียการแล้ว เขาก็คงจะดุข้าอีก... รบกวนท่านนำทางด้วย"
'เข้าทางข้าแล้ว!'
ชายผู้นั้นลิงโลดในใจ แต่ปากรีบเอ่ยว่า "นี่เป็นสิ่งที่ผู้น้อยสมควรทำ ไม่รบกวนแม้แต่น้อย แม่นางน้อยอย่าได้เกรงใจเลย"
"แม่นางน้อย เชิญทางนี้"
ชายผู้นั้นผายมือชี้ไปยังทิศทางที่ฉีซ่านเดินจากไปเมื่อครู่ ทำทีเป็นเดินนำทางพร้อมกับถือวิสาสะรับเชือกจูงเจ้ามอเตอร์ไซค์จากมืออีกฝ่ายมาถือไว้อย่างมีน้ำใจ แล้วเอ่ยต่อ "โรงเตี๊ยมฟางหัวอยู่ห่างจากที่นี่พอสมควร แม่นางน้อยจะขี่มันไปหรือไม่?"
ตลอดทางชายผู้นั้นวางตัวได้อย่างเหมาะสมและรู้กาลเทศะ ซึ่งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือในฐานะ 'คนงานโรงเตี๊ยมฟางหัว' ให้กับแม่นางน้อยเซินถังโดยไม่รู้ตัว
แม่นางน้อยผู้นี้ไม่สงสัยเขาเลยสักนิด ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเจ้ามอเตอร์ไซค์อย่างทุลักทุเล
ชายผู้นั้นใช้หางตาเหลือบมองเจ้ามอเตอร์ไซค์ มือหนึ่งจูงเชือก อีกปากก็ชวนแม่นางน้อยคุยสัพเพเหระ "เจ้าตัวนี้ดูไม่เหมือนม้าเลยนะขอรับ?"
แม่นางน้อยผู้อ่อนโยน? ถามคำตอบคำ "เจ้ามอเตอร์ไซค์เป็นล่อ"
"ล่อหรือ?" ชายผู้นั้นลอบตีราคาเจ้าล่อตัวนี้ในใจ
ถึงแม้จะเป็นล่อไม่ใช่ม้า แต่เจ้าล่อที่ชื่อมอเตอร์ไซค์ตัวนี้หน้าตางดงาม ขนสีขาวปลอดตลอดตัว รูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับบุรุษตัวโตๆ ดูแล้วราคาน่าจะไม่เบา และหากหาช่องทางปล่อยขายต่อได้ ไม่แน่ว่าอาจขายได้ราคางาม
ยามนี้ชายผู้นั้นจูงเจ้ามอเตอร์ไซค์เดินนำอยู่ด้านหน้า หันเพียงแผ่นหลังให้อีกฝ่าย จึงไม่กลัวว่านางจะเห็นสีหน้าของเขาในตอนนี้ ความกระหยิ่มยิ้มย่องและความโลภแทบจะทะลักออกมาทางใบหน้า
บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่แอบสังเกตสถานการณ์อยู่เห็นดังนั้น ต่างพากันถอนหายใจบ้าง บ่นพึมพำบ้าง คนบางคนรนหาที่ตาย ต่อให้ห้ามก็คงไม่ฟัง
ตกอยู่ในมืออันธพาลเช่นนั้น แม่นางน้อยผู้นี้จบสิ้นแล้ว
มีร้านขายเนื้อร้านหนึ่งอยู่ห่างจากร้านสุราไปสองคูหา คนขายเนื้อเห็นแม่นางน้อยเดินตามอันธพาลไปอย่างซื่อบื้อ สีหน้าเปลี่ยนไปมาหลายตลบ กัดฟันกรอด กระแทกมีดเลาะกระดูกในมือลงบนเขียง แล้วคว้ามีดฆ่าหมูอีกเล่มขึ้นมา
ยังไม่ทันก้าวพ้นร้าน ก็ถูกบิดามารดาชราที่ช่วยงานอยู่ในร้านดึงตัวไว้ ส่งสายตาห้ามปรามอย่างดุดัน
คนขายเนื้อไม่ได้ขัดขืน เพียงแต่มองตามแผ่นหลังของแม่นางน้อยที่ค่อยๆ หดเล็กลงจนกลายเป็นจุดเล็กๆ สุดท้ายก็ถอนหายใจยาวเหยียด
"เวรกรรมแท้ๆ!" เขาใช้มือที่เปื้อนมันหมูลูบหน้า ข่มใจไม่ให้เข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน แล้วสบถด่า "โลกบ้าบออะไรกันเนี่ย!"
ไม่รู้ว่าด่าเจ้าอันธพาลนั่นหรือด่าตัวเอง เมื่อปรับอารมณ์ได้แล้ว เขาก็กลับไปทำงานหน้าเขียงเนื้อต่อ
ลูกค้าที่มาซื้อของจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง "คุณชายน้อยท่านนั้นจะไม่เป็นไร"
คนขายเนื้อชะงัก "หือ?"
ลูกค้าผู้นั้นยิ้มแล้วเอ่ยซ้ำ "คุณชายน้อยท่านนั้นจะไม่เป็นไร กลับเป็นคนที่ไปหลอกเขานั่นแหละ ที่ชะตาจะขาด"
คนขายเนื้อเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ในมือยังกำมีดไว้แน่น วาดไม้วาดมือด้วยความขุ่นเคือง "ตาเฒ่าอย่างเจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน?"
ลูกค้าผู้นั้นไม่มีท่าทีหวาดกลัว กลับยิ้มอย่างใจเย็น "ลองพนันกันดูหรือไม่เล่า?"
คนขายเนื้อได้ยินลูกค้าบอกว่าอีกฝ่ายจะปลอดภัย ก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย แต่พอลองคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่าลูกค้าคนนี้พูดมั่วซั่ว
คุณชายน้อยอันใด? คนที่ถูกพาตัวไปนั่นคือแม่นางน้อยหน้าตาสะสวยชัดๆ
เขาแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ "ตาเฒ่าไม่รู้จักแก่ แววตาฝ้าฟาง เลอะเลือนไปกันใหญ่ พูดจาเพ้อเจ้อหลอกลวงผู้คน เป็นชายเป็นหญิงยังแยกไม่ออก แล้วเจ้าบอกว่าจะพนัน เช่นนั้นจะพนันกันอย่างไร?"
ลูกค้า "คุณชายน้อยท่านนั้นจะกลับมาอย่างปลอดภัยภายในครึ่งชั่วยาม หากข้าชนะ เครื่องในของวันนี้เจ้าต้องยกให้ข้า"
คนขายเนื้อตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด ก็แค่เครื่องในสัตว์ไม่กี่ชั่งที่ไม่มีผู้ใดเอา เดิมพันแค่นี้ไม่เท่าไรหรอก
เขาคุ้นเคยกับลูกค้าคนนี้ดี เป็นคนงานในครัวที่ถูกหอเย่ว์หัวซื้อตัวไป และทุกครั้งที่มามักจะซื้อเครื่องในที่ไม่มีผู้ใดเอา คนขายเนื้อเห็นว่าเขาไม่เหมือนคนอื่นในหอเย่ว์หัว ไม่มีท่าทีประจบสอพลอแบบบ่าวไพร่ กลับดูเหมือนบัณฑิต มีความสุขุมนุ่มลึกที่บอกไม่ถูก ทำให้รู้สึกถูกชะตา ทุกครั้งที่ชั่งเครื่องในให้จึงมักจะแถมให้เสมอ
วันนี้ก็มาเหมือนปกติ ไม่นึกว่าจะมาพูดจาเลอะเทอะ
คนขายเนื้อถาม "แล้วถ้าข้าชนะล่ะ?"
ลูกค้า "ข้าจะซื้อเครื่องในเพิ่มอีกหนึ่งชั่ง"
คนขายเนื้อตอบอย่างเสียไม่ได้ "ไอ้ของพรรค์นี้ขายได้เพิ่มอีกชั่ง ข้าจะรวยขึ้นสักกี่อีแปะเชียว? เอาเถอะ พนันก็พนัน!"
ผ่านไปครู่หนึ่ง คนขายเนื้อก็หั่นกระดูกหมูครึ่งชั่งห่อด้วยใบบัว รวมไว้กับกองเครื่องในก่อนหน้านี้ นิ้วเคาะที่โต๊ะเขียงแล้วเอ่ยว่า "ถ้าคนกลับมาได้ กระดูกครึ่งชั่งนี่ข้าก็ยกให้เจ้าด้วย"
แม้กระดูกหมูจะไม่มีเนื้อหนังอะไร แต่ก็พอเอาไปต้มน้ำแกงถูไถได้
ลูกค้าผู้นี้ผอมจนหนังหุ้มกระดูก คนขายเนื้อก็อดใจอ่อนไม่ได้ ลึกๆ แล้วเขาก็หวังให้ลูกค้าชนะเช่นกัน แม่นางน้อยผู้นั้นจะได้ปลอดภัย ถือเสียว่าทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้ตัวเองสบายใจขึ้น
ลูกค้าประสานมือคารวะ "ขอบคุณมาก"
คนขายเนื้อบ่นพึมพำ "ช่างวางมาดได้สมจริงนัก"
หอเย่ว์หัวคือสถานที่แบบใด? ก็คือสถานที่ที่ชายหญิงมาหาความสำราญ และลูกค้าผู้นี้บอกว่าเป็นลูกมือทำงานหนักในครัว แต่ทาสที่ถูกหอเย่ว์หัวซื้อไว้ พูดให้ดูแย่หน่อยก็คือพวกชั้นต่ำของชั้นต่ำ
คนเช่นนี้กลับมาวางมาดบัณฑิต คงโดนคนอื่นหัวเราะเยาะมาไม่น้อย คนขายเนื้อเองก็รู้สึกว่าเขาไว้ท่า แต่คนขายเนื้อไม่ได้หัวเราะ เพียงเพราะท่วงทีของลูกค้าผู้นี้ดีจริงๆ คุยด้วยแล้วสบายใจ
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม คนขายเนื้อรอจนใจจดใจจ่อ ชะเง้อมองไปทางที่แม่นางน้อยผู้นั้นหายตัวไปเป็นระยะ แล้วถามลูกค้า "ตาเฒ่า เหตุใดเมื่อครู่เจ้าถึงเรียกว่าคุณชายน้อย? นั่นมันเด็กสาวชัดๆ"
ลูกค้าไม่ได้เก็บคำเรียกขานหยาบคายของคนขายเนื้อมาใส่ใจ เพียงแต่ยิ้มแล้วชี้ไปที่เอวของตนเอง
คนขายเนื้องุนงง "อย่างไร? เจ้าปวดเอวหรือ?"
ลูกค้าตอบ "ตราประทับแก่นปราชญ์"
คนขายเนื้ออึ้ง "ห๊ะ?"
ลูกค้า "ท่านผู้นั้นมีตราประทับแก่นปราชญ์พกติดตัวอยู่ แม้จะเทียบไม่ได้กับจอมยุทธ์ทั่วไป แต่รับมือกับคนธรรมดาสักคนไม่ใช่ปัญหาหรอก"
คนขายเนื้อ "......"
ในฐานะคนธรรมดา ต่อให้เขาไม่เคยเห็น 'ตราประทับแก่นปราชญ์' ก็ย่อมเคยได้ยินชื่อ และย่อมรู้ดีว่าการครอบครองสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
"แล้วเหตุใดข้าถึงไม่เห็น?" คนขายเนื้อพยายามนึกย้อนกลับไป จำได้แต่ใบหน้าที่งดงามหมดจดดวงนั้น
ลูกค้าอธิบาย "ตราประทับแก่นปราชญ์ชิ้นนั้นไร้สีโปร่งใสคล้ายผลึกแก้ว หากไม่ตั้งใจสังเกต ก็ง่ายที่จะถูกมองข้าม"
เนื่องจากมีแก่นปราชญ์และแก่นยุทธ์ สมัยนี้นิยมให้บุรุษพกตราประทับหรือเครื่องรางรูปทรงคล้ายตราพยัคฆ์ติดตัวเวลาออกไปข้างนอก
ตราประทับทั่วไปกับตราประทับแก่นปราชญ์นั้นแยกแยะได้ยาก คนธรรมดายากที่จะแยกออกในชั่วพริบตา