- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 27 เข้าเมือง
บทที่ 27 เข้าเมือง
บทที่ 27 เข้าเมือง
บทที่ 27 เข้าเมือง
ผิดปกติ!
ผิดปกติอย่างยิ่ง! เซินถังอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายแลขวา ขยี้ตาตนเองไปมา
เมื่อมั่นใจแล้วว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน นางจึงหันไปถามฉีซ่าน "หยวนเหลียง พวกเราไม่ได้มาผิดที่ใช่หรือไม่? ไม่ใช่ว่าเผลอก้าวเข้าไปในแดนมายาแปลกประหลาด หรือก้าวผ่านประตูมิติอันใดทำนองนั้นใช่หรือไม่... มะ มันดูไม่ชอบมาพากลแปลกๆ"
นางอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองประตูเมืองที่เพิ่งเดินผ่านมา แถวของฝูงชนที่ยาวเหยียดจนมองไม่เห็นปลายแถวยังคงขยับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ราษฎรเหล่านั้นส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น สภาพจิตใจย่ำแย่ ทว่าราษฎรภายในเมืองกลับหน้าตาสดใสมีเลือดฝาด สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านเหมาะสม
ความแตกต่างที่แปลกประหลาดจนน่าขันนี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางสายตาจนนางเริ่มสงสัยในชีวิต
ฉีซ่านมีสีหน้าเรียบเฉย "มีที่ใดดูแปลกหรือ?"
เซินถังชี้มือไปยังทิศทางของประตูเมือง "ท่านดูนอกเมือง แล้วดูในเมืองสิ มีที่ใดปกติบ้าง?"
เมื่อคุ้นชินกับภาพความแห้งแล้งรกร้างและเสื่อมโทรม พอมาเห็นความเจริญรุ่งเรืองคึกคักภายในเมืองเซี่ยว ก็พาลให้อดสงสัยไม่ได้ว่าภาพเหตุการณ์ทั้งสองนี้ดำรงอยู่ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกันจริงหรือ? แต่ความเป็นจริงก็คือ ทั้งสองฝั่งถูกกั้นขวางไว้ด้วยกำแพงเมืองเพียงผนังเดียวและคูเมืองเพียงสายเดียวเท่านั้น
ฉีซ่านได้ยินดังนั้นก็หลุบตาลง มุมปากยกยิ้มเยาะหยันสามส่วนโดยไม่รู้ตัว วางมาดราวกับผู้ผ่านโลกมามาก "คุณชายน้อยเซินเอ๋ย เจ้ายังต้องเดินทางอีกไกล ดูให้มากเข้าไว้ วันหน้าจะได้ไม่ตื่นตูมกับเรื่องพวกนี้อีก"
เซินถังไม่พอใจ "ท่านหาว่าข้าตื่นตกใจเกินเหตุหรือ?" ไม่ไว้หน้ากันสักนิดเลยหรือ?
"ในความหมายของข้าก็คือเช่นนั้น"
'ใช่ ไม่ไว้หน้าเลยสักนิด!'
เซินถัง "......" 'อยากจะกระโดดจับหมอนี่มาผ่าตัดเปิดกะโหลกดูสมองจริงๆ พับผ่าสิ'
เมื่อเดินผ่านร้านสุราแห่งหนึ่ง ฉีซ่านก็ชี้ไปที่ตำแหน่งข้างประตูร้าน กำชับอีกฝ่ายว่า "คุณชายน้อยเซิน เจ้าคอยอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปสืบข่าวเสียหน่อย ประมาณหนึ่งชั่วยามจะกลับมา เจ้าต้องเฝ้าอยู่ตรงนี้ ห้ามวิ่งเพ่นพ่านไปที่ใดเด็ดขาด"
"สืบข่าว? ตามหาร่องรอยเจ้าหนี้หรือ?" เห็นฉีซ่านไม่ตอบรับตรงๆ เซินถังจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "จะไปก็รีบไป รีบไปรีบกลับ พวกเรายังต้องหาที่ซุกหัวนอนคืนนี้อีก ข้าไม่อยากนอนข้างถนนหรือใต้สะพานหรอกนะ"
ฉีซ่าน "......"
เดิมทีความรู้สึกอัดอั้นตันใจประหนึ่งถูกเพลิงกาฬแผดเผา พอถูกวาจาของเซินถังขัดจังหวะเช่นนี้ ก็พลันมอดดับลงราวกับกองไฟที่ถูกน้ำสาด จะให้สานต่ออารมณ์อันใดก็ไม่ได้อีกแล้ว
ความอัดอั้นตันใจนั้นจะระบายออกก็ไม่ได้ จะกลืนลงก็ไม่เข้า สุดท้ายจึงได้แต่ปั่นป่วนรวมกันเป็นก้อนอยู่ในอก กลั่นออกมาเป็นเสียงถอนหายใจยาวเหยียด
เขาจำต้องย้ำอย่างจนใจ "อืม เจ้าเองก็เถอะ อย่าวิ่งเพ่นพ่าน"
เซินถังนั่งรออยู่ข้างประตูร้านสุราอย่างว่าง่าย สายตามองส่งแผ่นหลังของฉีซ่านที่ค่อยๆ เลือนหายไปจนสุดถนน จนกระทั่งมองไม่เห็นแล้ว ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกายวูบ ถึงจะบอกว่าทะลุมิติมาเกือบเดือนแล้ว แต่ทุกวันต้องตัวติดกับฉีซ่านตลอด แทบไม่มีเวลาส่วนตัวแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า นางยังไม่เคยได้มองดูโลกใบนี้อย่างจริงๆ จังๆ สักที เซินถังยืนรออยู่ที่เดิมได้สักพัก ก็หันไปขอยืมตั่งนั่งตัวเล็กจากเถ้าแก่ร้านสุรา ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์เองก็หมอบลงอยู่ข้างนางอย่างรู้ความ
"แม่นางน้อยผู้นี้ จะให้เรียกขานว่าอย่างไรดี?" ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ ก็มีเสียงบุรุษที่ดัดให้ดูสุภาพภูมิฐานดังขึ้นเหนือศีรษะ
เซินถังเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง แวบแรกก็เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วม เครื่องหน้าหยาบกร้าน กำลังจ้องมองนางตาไม่กะพริบ
นางชี้มาที่ตัวเอง ถามว่า "เรียกข้าหรือ?"
ตอนนี้มีเพียงอีโมติคอนเท่านั้นที่สามารถบรรยายความรู้สึกของนางได้ 'ขุ่นพระช่วย? (????) ทะลุมิติมาเกือบเดือน นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกมองว่าเป็นหญิง!'
ชาวบ้านพวกก่อนหน้านี้ ล้วนถูกฉีซ่านพาเข้ารกเข้าพงไปเสียหมด ช่างบาปหนาจริงๆ นะ ฉีหยวนเหลียง!'
ชายวัยกลางคนยิ้มพลางขยับเข้ามาใกล้ "ใช่แล้ว ใช่แล้ว"
แม่นางน้อยผู้นี้เกิดมาหน้าตาหมดจดงดงาม อายุเพียงสิบกว่าปี ก็พอจะมองเห็นแววความงามในอนาคต เลี้ยงดูอีกสักปีสองปีก็สามารถส่งขายทำเงินได้
ผิวพรรณขาวผ่อง กลิ่นอายสะอาดสะอ้าน เพียงแต่การแต่งกายไม่ได้ดูร่ำรวย คาดว่าคงไม่ใช่ลูกหลานตระกูลมหาเศรษฐีที่ใด
นางมองซ้ายมองขวา ท่าทางอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกสิ่งดูราวกับพวกบ้านนอกเข้าเมือง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเด็กน้อยอ่อนต่อโลกไร้ประสบการณ์…หลอกง่ายที่สุด
ตอนที่คนทั้งสองปรากฏตัว เขาก็สังเกตเห็นแล้ว
เดิมทีเขาก็ไม่ได้มีความคิดอะไร เพราะข้างกายนางยังมีบุรุษชุดบัณฑิตผู้นั้นอยู่ด้วย ต้องรู้ไว้ว่าในโลกใบนี้ บุคคลที่ห้ามไปตอแยด้วยที่สุด หนึ่งในนั้นก็คือบุรุษท่าทางสุขุมที่แต่งกายแบบบัณฑิต สวมหมวกกวนปักปิ่น ผู้ใดจะไปรู้ว่าคนพวกนี้มีแก่นปราชญ์หรือไม่? เตะโดนแผ่นเหล็กเข้าคงไม่ดีแน่ แต่ใครใช้ให้เจ้านั่นจากไปเหลือเพียงเด็กสาวทิ้งไว้ตามลำพังกันเล่า?
อีกทั้งสำเนียงของทั้งสอง เพียงได้ยินก็รู้ว่าเป็นคนต่างถิ่น แกะอ้วนพีเช่นนี้ถ้าไม่เชือดทิ้ง แล้วเมื่อไรเขาจะได้ประเดิมเหยื่อรายแรกกัน?
ขอเพียงล่อลวงคนไปซ่อนไว้ ต่อให้บุรุษชุดบัณฑิตผู้นั้นกลับมาก็ไร้ประโยชน์
ยามนี้เซินถังนั่งอยู่บนตั่งตัวเล็กอย่างว่าง่าย แววตาไร้เดียงสา ทั้งยังส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรไมตรีให้ชายผู้นั้น "มีธุระอันใดหรือ?"
ชายผู้นั้นยิ้มตอบ "คืออย่างนี้ คุณชายที่เดินทางมากับเจ้าเมื่อครู่นี้ วานให้ข้ามาพาเจ้าไปที่โรงเตี๊ยม"
เซินถังถาม "หยวนเหลียงให้ท่านมาเรียกข้าหรือ?"
"ใช่แล้ว ข้าเป็นคนงานของโรงเตี๊ยมฟางหัว คุณชายที่มากับเจ้า ใช่คุณชายรูปร่างสูงๆ ผอมๆ หน้าตาเกลี้ยงเกลา สวมชุดบัณฑิตสีขาวจันทร์กระจ่างหรือไม่ เขาบอกให้เจ้ารออยู่ที่หน้าร้านสุราแห่งนี้" ชายผู้นั้นพูดไปพลางทำไม้ทำมือประกอบ
เซินถังแสดงท่าทีไร้เดียงสาใสซื่อ ชายผู้นั้นบรรยายประโยคหนึ่ง นางก็พยักหน้าทีหนึ่ง "ใช่ๆ นั่นแหละหยวนเหลียง... แต่ว่า เขาบอกว่าจะไปสืบข่าว แล้วให้ข้ารออยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ"
ชายผู้นั้นรีบเอ่ยขัดจังหวะเซินถัง "อ้อ เรื่องนั้นน่ะหรือ ดูเหมือนคุณชายท่านนั้นจะบังเอิญเจอคนรู้จัก ก็เลยปลีกตัวมาไม่ได้ชั่วคราว"
เซินถังเห็นเขาดูท่าทางไม่เหมือนโกหก ก็ทำท่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ชายผู้นั้นถามอีก "แม่นางน้อยกังวลว่าข้าเป็นพวกต้มตุ๋นหรือ? ถ้าอย่างนั้นไม่สู้ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้ารอคุณชายท่านนั้นมารับไม่ดีกว่าหรือ? เจ้าเป็นเด็กสาวตัวคนเดียว นั่งอยู่ริมถนนแบบนี้อันตรายมาก"
เซินถังส่ายหน้าพัลวัน "ไม่ๆ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"
กล่าวจบ นางทำท่าครุ่นคิด แล้วถามชายผู้นั้นกลับ "ท่านมารออยู่ที่นี่ จะไม่เสียงานเสียการที่โรงเตี๊ยมหรือ?"
ชายผู้นั้นโบกมืออย่างใจกว้าง ตอบกลั้วหัวเราะอย่างเปิดเผย "ไม่เป็นไรหรอก เสียเวลาก็ช่างมันเถอะ จะให้ทนดูแม่นางน้อยอย่างเจ้ามานั่งตากลมอยู่ข้างถนนได้อย่างไร มันอันตราย"
พอเขาพูดเช่นนี้ สีหน้าของเซินถังก็ดูคล้ายจะลังเลเล็กน้อย ซึ่งภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมาเช่นกัน
เถ้าแก่ร้านสุราเงยหน้าขึ้นเหลือบมองชายผู้นั้น แล้วส่งเสียงหึ! ในลำคออย่างดูแคลน แต่กลับไม่ออกเสียงเปิดโปง ส่วนเถ้าแก่ร้านรวงอื่นๆ ก็คุ้นหน้าคุ้นตาชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นอย่างดี
ชายผู้นี้เป็นอันธพาลที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้ มักจะตระเวนไปตามหมู่บ้านรอบเมืองเซี่ยว เพื่อค้นหาเด็กชายเด็กหญิงที่หน้าตาดี แล้วนำไปเลี้ยงดูที่บ้านสักสองปี หากโตมาหน้าตาไม่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ ก็จะนำไปขายต่อในราคาสูง พวกคนต่างถิ่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็เป็นเป้าหมายที่เขาลงมือเช่นกัน
คราวนี้เห็นได้ชัดว่าหมายตาแม่นางน้อยผู้นี้เข้าแล้ว
เถ้าแก่ร้านสุราถ่มน้ำลายในใจ แต่ก็ยังคงวางตัวเป็นคนนอก ถือคติธุระไม่ใช่
ยุคสมัยนี้การทำมาหากินของใครก็ไม่ง่ายดายทั้งนั้น หากตัดทางทำมาหากินผู้อื่นก็เหมือนฆ่าบิดามารดาของอีกฝ่าย
หากไปล่วงเกินอันธพาลผู้นี้เข้า ก็อย่าหวังจะได้ทำการค้าในเมืองเซี่ยวอีกเลย ถือคติรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเสียก็สิ้นเรื่อง ในขณะเดียวกันในใจก็นึกขบขัน เยาะเย้ยว่าเซินถังช่างใสซื่อไร้สมอง
ชายผู้นี้กำเนิดมาพร้อมดวงตาเรียวเล็กเจ้าเล่ห์ราวกับหนู ยามที่เซินถังเผลอ สายตาของเขาก็กวาดมองใบหน้าและเสื้อผ้าของนางไปมา ผนวกกับท่าทางลอกแลกเจ้าเล่ห์ เห็นชัดๆ ว่าไม่ใช่คนดี
ก็มีแต่ลูกหลานเศรษฐีที่ไม่ประสีประสาต่อโลกเช่นนี้เท่านั้นที่จะหลงกล ถึงขั้นคุยโต้ตอบกับคนร้ายหน้ายิ้มแย้มได้เป็นเรื่องเป็นราว
หารู้ไม่ว่า ที่เซินถังมีความอดทนได้มากขนาดนี้ ก็มีสาเหตุอยู่ ใครใช้ให้เขาเป็นคนแรกที่มองนางเป็นหญิงถูกกันเล่า?
เซินถังยิ้มตาหยี ถึงได้ยอมคุยกับอีกฝ่ายมากความสักหน่อย
หลังจากนี้ หากเขาล้มเลิกความคิดชั่วร้ายก็แล้วไป แต่หากยังคิดจะทำเรื่องเลวทราม ก็ค่อยส่งเขาไปสู่สุขคติก่อนวัยอันควรก็แล้วกัน