เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 หน้าคุ้น

บทที่ 25 หน้าคุ้น

บทที่ 25 หน้าคุ้น


บทที่ 25 หน้าคุ้น

"ประหารเก้าชั่วโคตร... ไม่รู้ว่าสกุลเซินไปทำสิ่งใดให้เจิ้งเฉียวโกรธแค้น ถึงได้มีจุดจบเช่นนี้?" ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าเซินถังจะหาเสียงของตัวเองเจอ

อวี้สื่อจงเฉิงต่อต้านเจิ้งเฉียวถึงเพียงนั้น แถมตระกูลกงยังถูกสงสัยว่าซุกซ่อนตราลัญจกรแผ่นดิน จุดจบของทั้งสองตระกูลยังแค่ถูกเนรเทศ ไม่ใช่ประหารล้างตระกูล ซึ่งการเนรเทศนับว่าโหดร้ายก็จริง แต่อย่างน้อยก็ยังพอยื้อชีวิตรอดต่อไปได้อีกสักวันสองวัน

แต่พอถึงคราวสกุลเซินกลับโดนสั่งประหารเก้าชั่วโคตรทันที?

'นี่มันลบชื่อออกจากทะเบียนราษฎร์แบบยกครัวของจริง หากร่างนี้เป็น 'หลานสะใภ้' ของเถียนจงจริง ก็ไม่รู้จะพูดว่าแม่หนูน้อยคนนี้ดวงซวย หรือดวงกุดกันแน่ ถ้าอยู่ที่สกุลเซินก็ถูกฆ่าตาย ถ้าแต่งเข้าตระกูลกงก็ถูกเนรเทศส่งไปสำนักสังคีตเมืองเซี่ยว จุดจบส่วนใหญ่ก็คืออยู่มิสู้ตายเหมือนกัน'

ใครจะรู้ว่าเถียนจงกลับส่ายหน้า "เรื่องนี้ไม่มีใครรู้"

"ไม่รู้?" เซินถังขึ้นเสียงสูงเล็กน้อย "จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้? ท่านเถียนลองคิดดูดีๆ เช่นสกุลเซินเคยยื่นฎีกาถอดถอนเจิ้งเฉียว หรือสกุลเซินไปขัดขวางเส้นทางสู่อำนาจของเจิ้งเฉียว... ความแค้นเช่นนี้ก็ไม่มีหรือ? ถ้าไม่มีความแค้นแล้วจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตรทันทีได้อย่างไร?"

"นี่ก็เป็นสิ่งที่ผู้น้อยสงสัยเช่นกัน..."

สกุลเซินถูกประหารเก้าชั่วโคตร มิตรสหายเก่าแก่และลูกศิษย์ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเซินต่างพยายามช่วยเหลือ แต่คนที่กล้าออกหน้า ถ้าไม่ถูกตำหนิและลดตำแหน่ง ก็ถูกสั่งประหาร

วิธีการที่เจิ้งเฉียวใช้จัดการกับสกุลเซินนั้นโหดเหี้ยมเด็ดขาด ท่าทีแข็งกร้าว จนไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้าแทนสกุลเซินแม้แต่คนเดียว

เถียนจงกล่าวว่า "ตามหลักแล้ว สกุลเซินในแคว้นซินก็ไม่ได้นับว่าเป็นตระกูลใหญ่อะไร เหตุใดจึงไปสะดุดตาเจิ้งเฉียวได้?"

คำพูดนี้ถือว่าถนอมน้ำใจแล้ว 'ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือ ช่วงที่เจิ้งเฉียวก่อความวุ่นวายในแคว้นซิน สกุลเซินไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะหายใจแรงๆ ต่อหน้าเขาด้วยซ้ำ!'

คนทั้งตระกูลยึดถือวิถีสายกลาง หรือจะพูดอีกอย่างคือความสามารถมีจำกัด ไม่โดดเด่นจนคนอิจฉา และไม่ธรรมดาจนถูกมองข้าม ไม่วิ่งเต้นประจบสอพลอคนโปรด และไม่ไปล่วงเกินขุนนางเล็กๆ ที่ไหนสุ่มสี่สุ่มห้า

ไม่ว่าเถียนจงจะพยายามนึกย้อนอย่างไร เขาก็จำไม่ได้ว่าสกุลเซินเคยมีเรื่องขัดแย้งสิ่งใดกับเจิ้งเฉียว แต่ไฉนมีเพียงสกุลเซินที่ถูกสั่งประหารเก้าชั่วโคตร

อีกอย่าง--- ท่าทีของเซินถังทำให้เถียนจงรู้สึกสะกิดใจ

เขาจึงลองหยั่งเชิงถาม "คุณชายน้อยใส่ใจข่าวคราวของสกุลเซินเพียงนี้ หรือว่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลเซิน?"

'จริงๆ แล้วเขาอยากถามเรื่องอื่นมากกว่า เช่น ท่านเป็นพี่ชายหรือน้องชายฝาแฝดของคุณหนูใหญ่สกุลเซิน ที่ต้องปิดบังตัวตนเติบโตในหมู่ชาวบ้านด้วยเหตุผลบางประการหรือไม่? ซึ่งทั้งสองคนเหมือนกันเหลือเกิน'

เถียนจงเคยสงสัยว่าเซินถังคือคุณหนูใหญ่สกุลเซินผู้โชคร้ายผู้นั้น แต่พอเห็นตราประทับแก่นปราชญ์ที่เอวของเซินถัง ความสงสัยนั้นก็มลายหายไป 'อย่างอื่นอาจปลอมแปลงได้ แต่ความเป็นชายนั้นปลอมกันไม่ได้'

เขามั่นใจว่า ต่อให้คุณชายน้อยผู้นี้จะไม่ใช่พี่น้องร่วมอุทรของคุณหนูใหญ่สกุลเซิน ก็ต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวดองกับสกุลเซินอย่างลึกซึ้งแน่นอน

เซินถังไม่พยักหน้าและไม่ส่ายหน้า แม้เถียนจงจะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เรื่องน้อยดีกว่าเรื่องมาก คนรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น

เถียนจงเองก็รู้กาลเทศะ เมื่อเห็นเซินถังไม่มีทีท่าอยากจะสนทนาเรื่องนี้ต่อ จึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องของฉีซ่านแทน

พูดตามตรง เขาสนใจฉีซ่านมากทีเดียว ไม่รู้ว่าเซินถังมาจับคู่กับฉีซ่านได้อย่างไร แต่พอเขาไปถามเรื่องของฉีซ่านกับท่านพ่อ ท่านพ่อก็เอาแต่จ้องหน้าดุใส่… เฮ้อ!

เซินถังกล่าว "คงจะเป็นบุพเพกรรมกระมัง"

เถียนจงประหลาดใจ "บังเอิญเจอกันก็เลยร่วมทางกันหรือ?"

"แบบนี้ไม่ได้หรือ?"

เถียนจงรีบตอบ "ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ ผู้มีพระคุณมีความสามารถสูงส่ง อีกทั้งศักยภาพของแก่นปราชญ์และวาจาสิทธิ์ของเขา ในยุคนี้ยากจะหาคู่ต่อกร อย่างน้อยผู้น้อยก็มองเช่นนั้น วันหน้าหากพบผู้เป็นนายที่ดี ยอมสวามิภักดิ์รับใช้ การเติบโตของแก่นปราชญ์ย่อมไม่อาจดูแคลนได้ เพียงแต่---"

"เพียงแต่อะไรหรือ?" ประโยคนี้เซินถังไม่ได้เป็นคนถาม แต่เป็นเสียงทุ้มของชายที่คุ้นหูดังมาจากด้านหลังของทั้งสองคน

เซินถังและเถียนจงหันขวับไปพร้อมกัน สบเข้ากับดวงตาดำขลับลึกล้ำ ต่างฝ่ายต่างสงบปากสงบคำเงียบกริบ เถียนจงถึงกับดีดตัวลุกขึ้นยืน ตัวตรงแหน่ว มือไม้เกะกะไม่รู้จะวางไว้ที่ใด ความละอายใจแล่นจากลำคอขึ้นมาจนหน้าแดงก่ำ

'ผู้มีพระคุณอุตส่าห์ช่วยชีวิตเราสองพ่อลูกไว้ ตัวเองคุยไปคุยมาดันหลุดปากวิจารณ์ผู้มีพระคุณลับหลังเสียได้… ถ้าไม่กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายตกใจ เขาคงตบหน้าตัวเองไปแล้วสักสองฉาด ท่านพ่อพูดถูก ปากพล่อยๆ เช่นนี้ควรเย็บปิดเสียให้รู้แล้วรู้รอด!'

เขาอ้าปากจะขอโทษแต่ถูกฉีซ่านยกมือห้ามไว้ เขาไล่เถียนจงไปอย่างง่ายๆ "เมื่อครู่ตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงท่านอาจารย์เถียนไอโขลกเขลก..."

เถียนจงรีบลงบันไดที่อีกฝ่ายพาดให้อย่างรวดเร็ว "ท่านพ่อไม่สบายหรือ? ผู้น้อยจะรีบไปดูเดี๋ยวนี้"

ใส่เกียร์สุนัขวิ่งหายลับไปทันที

ฉีซ่านนั่งลงแทนที่ตำแหน่งเดิมของเถียนจง เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินบทสนทนาระหว่างเซินถังกับเถียนจง เขายิ้มพลางเขี่ยกองไฟ

"นึกไม่ถึงว่าฉีผู้นี้จะทายผิด คุณชายน้อยเซินไม่ใช่คนตระกูลกง แต่เป็นคนสกุลเซิน..."

เซินถัง "..." 'อย่าเพิ่งพูดอะไรให้มันเด็ดขาดนักเลย ลางสังหรณ์บอกนางว่า เดี๋ยวฉีซ่านก็คงหน้าแตกอีกรอบ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด นางเองก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าร่างนี้คือคุณหนูใหญ่สกุลเซินผู้นั้น'

เซินถังไม่พูดอะไร ฉีซ่านจึงกล่าวต่อ "ในเมื่อสกุลเซินถูกประหารเก้าชั่วโคตรไปแล้ว คุณชายน้อยเซินก็ไร้ญาติขาดมิตรในโลกใบนี้ เมืองเซี่ยวนั่นไม่ไปก็ย่อมได้ รีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปเมืองใกล้เคียง"

"ข้าบอกตอนไหนว่าจะไม่ไปเมืองเซี่ยว?"

ฉีซ่านมีแววตาตกตะลึง "เจ้าจะไปหรือ?"

ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าฉีซ่านใช้วิธีแสร้งถอยเพื่อรุก แต่เซินถังก็ยังยืนยัน "ไปสิ เหตุใดจะไม่ไป? ข้าติดตามหยวนเหลียงเพื่อเรียนรู้วิชา ในยุคสมัยเช่นนี้ การมีชีวิตรอดคือภารกิจอันดับหนึ่ง"

"ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้ว่ากันวันหลัง ข้าแค่สงสัย ข้ามีอะไรให้หยวนเหลียงให้ความสำคัญนักหนา? ท่านดูเหมือนอยากให้ข้าไปเมืองเซี่ยวมาก แต่ในมุมมองของข้า การพาตัวถ่วงไปด้วยดูจะไม่มีประโยชน์อะไรกับท่านแม้แต่น้อย"

เมื่อเห็นเซินถังพูดเปิดอกตรงๆ ฉีซ่านนอกจากจะแปลกใจเล็กน้อยแล้ว ก็ยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังที่หาได้ยาก "คุณชายน้อยเซิน เจ้าไม่ใช่ตัวถ่วง"

แน่นอนว่าเพราะมีแผนการบางอย่างถึงได้ทำเช่นนี้ นักวางแผน มักเป็นอาชีพใจดำที่ไม่ยอมตื่นเช้าถ้าไม่มีผลประโยชน์ ซึ่งจิตวิญญาณแบบนี้แม้แต่พ่อค้าหน้าเลือดยังต้องยอมแพ้

เซินถังเข้าใจความหมายที่เขาไม่ได้พูดออกมา ยิ้มรับแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

'นางมองฉีซ่านเป็นเครื่องมือเดินได้ฉบับสารานุกรม ตัวนางเองก็ถูกฉีซ่านมองเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง? ต่างฝ่ายต่างเป็นเครื่องมือให้กันและกัน ก็ยุติธรรมดี'

"หยวนเหลียง ข้ายังมีอีกหนึ่งคำถาม"

ฉีซ่าน "เชิญถาม"

เซินถังมองไปทางทิศที่เถียนจงจากไป "เมื่อครู่เถียนโส่วอี้พูดมาประโยคหนึ่ง ข้ารู้สึกสงสัยนัก เขาบอกว่า วันหน้าหากพบผู้เป็นนายที่ดี ยอมสวามิภักดิ์รับใช้ การเติบโตของแก่นปราชญ์ย่อมไม่อาจดูแคลนได้ นี่หมายความว่าอย่างไร?"

ลางสังหรณ์บอกนางว่า ในประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่

"ที่แท้ก็เรื่องนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก"

เซินถัง "???"

ฉีซ่านมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าซับซ้อนที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูด กล่าวว่า "คุณชายน้อยเซิน แก่นปราชญ์กับแก่นปราชญ์นั้นไม่เหมือนกัน คำพูดของเถียนโส่วอี้นั้นใช้ได้กับนักวางแผนและนักรบส่วนใหญ่ที่มีแก่นปราชญ์และแก่นยุทธ์ แต่ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในคนส่วนใหญ่นั้นจะไม่มีเจ้ารวมอยู่ด้วย"

เซินถัง "???" 'มาเล่นลิ้นอะไรกับนางอีกแล้ว?'

นางเปลี่ยนคำถาม "ข้าขอรู้ได้หรือไม่ว่าท่านไปเมืองเซี่ยวเพื่อสิ่งใด? อย่างน้อยให้ข้าได้เตรียมใจไว้บ้าง"

'ยังไงซะฉีซ่านคนนี้ก็ชอบขายสหาย คงต้องระวังตัวไว้หน่อย เดี๋ยวโดนหลอกไปตายโดยไม่รู้ตัว'

ฉีซ่านเงยหน้ามองดวงจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้า สายลมยามค่ำคืนพัดเส้นผมปลิวไสว ปกปิดแววตาครุ่นคิดของเขา

เซินถังได้ยินเพียงเสียงของเขาตอบว่า "เพื่อไปทวงหนี้ ฉีผู้นี้มีหนี้เก่าแก่ก้อนหนึ่ง ต่อให้ต้องเดินทางไกลนับหมื่นลี้ ก็ต้องไปทวงคืนให้ได้ แม้จะได้คืนมาแค่ดอกเบี้ยนิดหน่อยก็ยังดี"

เซินถัง "..."

นางแอบบ่นในใจ 'ทวงหนี้? เชื่อก็บ้าแล้ว! หนี้เก่าแบบใดกันที่ทำให้ฉีซ่านแผ่รังสีอำมหิตได้ถึงเพียงนี้?'

ราตรีกาลผ่านพ้น รุ่งอรุณมาเยือน

วันรุ่งขึ้น ทั้งสองก็แยกทางกับสองพ่อลูกตระกูลเถียน

ฝ่ายหลังต้องการไปพึ่งพาญาติมิตร ขืนยังอยู่ในเขตอำนาจของเจิ้งเฉียวไม่ช้าก็เร็วคงต้องตาย ส่วนเซินถังและฉีซ่านมุ่งหน้าสู่เมืองเซี่ยว

จบบทที่ บทที่ 25 หน้าคุ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว