เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 ท่านอาจารย์เถียน

บทที่ 23 ท่านอาจารย์เถียน

บทที่ 23 ท่านอาจารย์เถียน


บทที่ 23 ท่านอาจารย์เถียน

"รู้จัก ย่อมต้องรู้จักแน่นอน"

ฉีซ่านไม่แปลกใจกับการตอบสนองของอวี้สื่อจงเฉิง ยังคงยิ้มบางๆ "แต่น่าเสียดายที่มีวาสนาได้พบกันเพียงครั้งเดียว เกรงว่าท่านอาจารย์เถียนคงจำไม่ได้แล้ว แปดปีก่อน การสอบคัดเลือกพิเศษของแคว้นซิน ท่านอาจารย์เถียนรับหน้าที่เป็นขุนนางจงเจิ้งในครั้งนั้นพอดี"

แปดปีก่อน?... ขุนนางจงเจิ้ง?

คำใบ้สองคำนี้ทำให้อวี้สื่อจงเฉิงนึกออกทันที 'เริ่มคุ้นๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว'

สิ่งที่เรียกว่า 'การสอบคัดเลือกพิเศษ' คือการทดสอบที่จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากการคัดเลือกผู้มีความสามารถตามปกติ ขุนนางจงเจิ้งก็คือหัวหน้าผู้คุมสอบ เหล่าปัญญาชนสามารถใช้โอกาสนี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางได้

เนื้อหาการทดสอบมีสามหัวข้อ ภูมิหลังครอบครัว คุณธรรมและความสามารถ และที่สำคัญที่สุดคือระดับขั้นของแก่นปราชญ์

สองข้อแรกเป็นตัวกำหนดบรรทัดฐานขั้นต่ำ หรือธรณีประตูสู่แวดวงขุนนาง ส่วนข้อสุดท้ายเป็นตัวกำหนดเพดานสูงสุดที่สามารถไปถึงได้ในเส้นทางขุนนาง

ความจำของอวี้สื่อจงเฉิงดีมาก เขามีความทรงจำเกี่ยวกับบัณฑิตที่ถูกคัดเลือกในครั้งนั้นทุกคน แต่จำไม่ได้ว่ามีฉีซ่านรวมอยู่ด้วย ถ้าอย่างนั้นฉีซ่านก็น่าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่สอบตก?

ทันทีที่การคาดเดานี้ผุดขึ้นในหัว สีหน้าของอวี้สื่อจงเฉิงก็ฉายแววไม่เป็นธรรมชาติ 'เขาทำหน้าที่เป็นขุนนางจงเจิ้ง แต่กลับปล่อยให้ปลาตัวใหญ่อย่างนี้หลุดรอดไปได้ นับเป็นความผิดพลาดของเขาจริงๆ'

แต่พอลองคิดดูอีกที ตอนนี้แคว้นซินก็ล่มสลายไปแล้ว ขุนนางเก่าของแคว้นซินจำนวนมากยังถูกเจิ้งเฉียวกวาดล้างและสังหาร

เพียงไม่กี่เดือน ก็มีวิญญาณผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน และการที่ฉีซ่านไม่ได้เข้ารับราชการ กลับกลายเป็นเรื่องดี

เขาตบแขนบุตรชายเบาๆ บุตรชายเข้าใจความหมายทันที จึงช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้น สองพ่อลูกประสานมือคารวะฉีซ่านอย่างนอบน้อม "ขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของผู้มีพระคุณด้วย"

ฉีซ่านคารวะตอบทีละคน "แซ่ฉี นามซ่าน นามรองหยวนเหลียง"

อวี้สื่อจงเฉิงพึมพำ "ฉีหยวนเหลียง... ฉี?"

แซ่ฉีนั้นพบเห็นได้น้อยมาก เขาเริ่มคุ้นๆ ขึ้นมาลางๆ บนรายชื่อมีบัณฑิตหนุ่มน้อยคนหนึ่งชื่อ 'ฉีซ่าน' จริงๆ ตอนนั้นอายุเพียงสิบหกปี เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาบัณฑิตรุ่นนั้น

เพียงแต่ --- อวี้สื่อจงเฉิงหลุบตาลง สายตาลอบมองไปที่ตราประทับแก่นปราชญ์ที่เอวของฉีซ่านอย่างแนบเนียน 'หากจำไม่ผิด ระดับแก่นปราชญ์ของบัณฑิตผู้นั้นดูเหมือนจะเป็น…'

ยังไม่ทันที่เขาจะขุดความทรงจำส่วนนั้นออกมา ฉีซ่านก็มองทะลุการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของอวี้สื่อจงเฉิง และเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

"ระดับหกชั้นกลางค่อนล่างขอรับ"

อวี้สื่อจงเฉิงเม้มปากเงียบ เมื่อเบาะแสเพิ่มมากขึ้น เขาก็ค่อยๆ นึกถึงรายละเอียดที่ถูกฝังลืมไปนานได้

ตอนนั้นเอง บุตรชายของเขามองฉีซ่านที มองบิดาที แล้วพูดแทรกขึ้นมาว่า "แก่นปราชญ์ระดับหกชั้นกลางค่อนล่าง? เหตุใดถึงไม่ถูกเรียกตัวไปรับราชการล่ะ?"

แม้ว่าแก่นปราชญ์ระดับหกชั้นกลางค่อนล่างจะจัดอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางต่ำ หากไม่มีเหตุสุดวิสัย ชั่วชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาสไต่เต้าไปถึงตำแหน่งระดับสูงอย่างซานกงจิ่วชิงได้ แต่หากมีความสามารถจริง การหาตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ทำก็ไม่น่าจะมีปัญหา

ช่วงไม่กี่ปีก่อนแคว้นซินล่มสลาย ทุกหนทุกแห่งต่างขาดแคลนคนมีความสามารถ มาตรฐานไม่สูง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับฉีซ่านเข้าทำงาน

อวี้สื่อจงเฉิงไม่พูดสิ่งใด เพียงปรายตามอง ส่งสัญญาณเตือนให้บุตรชายเงียบเสียง ส่วนบุตรชายถูกจ้องจนตัวสั่น รีบหุบปากทันที

พอบุตรชายเงียบแล้ว เขาจึงหันไปขอคำยืนยันจากฉีซ่าน "ตอนนั้นผู้มีพระคุณไปล่วงเกินผู้ใดเข้าหรือ?"

ฉีซ่านถูกคัดออก แม้แต่ขุนนางเล็กๆ ในที่ห่างไกลยังไม่ได้เป็น ย่อมไม่ได้มีสาเหตุมาจากระดับแก่นปราชญ์ไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว

"ขอรับ ล่วงเกินจริงๆ" ดวงตาของฉีซ่านโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

"ท่านพ่อ ใครเป็นคนใส่ร้ายผู้มีพระคุณหรือ?" บุตรชายของอวี้สื่อจงเฉิงมีนิสัยเหมือนผู้เป็นบิดา ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาซื่อตรงและหัวอ่อนกว่าบิดาเสียอีก

พอได้ยินว่าฉีซ่านถูกกลั่นแกล้งเพราะไปขัดขาคนอื่นเข้า จนพลาดโอกาสรับราชการ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที แต่ใครจะรู้ว่าอวี้สื่อจงเฉิงไม่เพียงไม่ตอบ แต่ยังแอบบิดเนื้อที่ต้นแขนบุตรชาย

"ท่านพ่อ!"

"เงียบปากเสีย!" อวี้สื่อจงเฉิงตวาดสายตาใส่

บุตรชาย "..."

"คนผู้นั้นก็ไม่ได้ถือว่าใส่ร้าย เพียงแต่ความลับของข้าตกไปอยู่ในมือเขา ตอนนั้นสอบตกก็ยังดีกว่าได้เป็นขุนนางแล้วถูกคนข่มขู่" ฉีซ่านกลับมองโลกในแง่ดี แววตาไม่มีอารมณ์ขึ้นลงที่ชัดเจน ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง

"ความลับ?" บุตรชายจอมทึ่มยังคงซื่อตรง

ฉีซ่านหัวเราะร่าทันที "อื้ม ปลอมแปลงชาติตระกูลน่ะ"

บุตรชายจอมทึ่มบ้านจงเฉิง "..."

อวี้สื่อจงเฉิงที่รู้ความจริงบางส่วน "..."

'ปลอมแปลงชาติตระกูล' เมื่อเทียบกับความลับที่แท้จริงแล้ว ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยทีเดียว แต่แคว้นซินก็ล่มสลายไปแล้ว 'เรื่องใหญ่' ในตอนนั้นก็ไม่มีความหมายอะไรอีก

อีกอย่างชีวิตของพวกเขาสองพ่อลูก และบรรดาเหล่าญาติพี่น้องอีกหลายชีวิตก็เป็นคนช่วยไว้ จะไปเปิดโปงความลับเขาด้วยเหตุใด?

ฉีซ่านถามว่า "ท่านอาจารย์เถียนทราบหรือไม่ว่าคนผู้นั้นตอนนี้อยู่ที่ใด?"

อวี้สื่อจงเฉิงไม่รู้นึกถึงอะไรขึ้นมา สีหน้าพลันหม่นหมอง "อยู่ที่เมืองเซี่ยว..."

"เมืองเซี่ยวหรือ?"

"ตอนนี้เขาเป็นเจ้าเมืองสี่หลังเปา จวนเจ้าเมืองตั้งอยู่ที่เมืองเซี่ยว กองทัพแคว้นเกิงประชิดชายแดน เขาแอบสมคบคิดกับเจิ้งเฉียว ประสานนอกใน ยึดป้อมปราการสำคัญของแคว้นซินไปหลายแห่ง หากไม่เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ยังยื้อเวลาได้อีกห้าเดือน ไม่แน่อาจจะมีจุดเปลี่ยน..."

ฉีซ่านกล่าว "คนกลับกลอก ไม่น่าแปลกใจ"

"ผู้มีพระคุณถามถึงที่อยู่ของเขา เตรียมจะ...ไปล้างแค้นหรือ?"

ทันใดนั้นเสียงที่แฝงความไม่เป็นมิตรของคุณชายน้อยเซินก็ลอยเข้าหู "ข้ากำลังสู้รบตบมือกับข้าศึกแทบตาย ท่านกลับมานั่งคุยรำลึกความหลังกันอยู่ตรงนี้เนี่ยนะ?"

เซินถังเลือดท่วมตัว ถือกระบี่มารดาเดินมาตามคนไปช่วยจัดการศพ ทำลายศพกลบเกลื่อนร่องรอย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน แต่กลับเห็นฉีซ่านนั่งสนทนาอยู่แต่ไกล 'กำปั้นเลยแข็งขึ้นมา'

'นางรู้สึกว่าคนที่ต้องการการสั่งสอนด้วยกระบี่มารดามากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่พวกลูกกตัญญูที่ต่อคิวไปเกิดใหม่ แต่เป็นฉีหยวนเหลียงที่เอาแต่ยืน OB อยู่ขอบสนามต่างหาก'

เมื่อเห็นเซินถังกลับมา แววตาของฉีซ่านฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง เขารู้ว่าเซินถังรับมือทหารสิบกว่าคนนั้นได้ แต่ไม่คิดว่าขนาดไม่มีวาจาสิทธิ์ช่วยเสริม นางยังจัดการได้รวดเร็วปานนี้

"ฉีผู้นี้ย่อมเชื่อมั่นในฝีมือของคุณชายน้อยเซิน พวกสวะเหล่านั้นหรือจะเป็นคู่มือของเจ้าได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว?" เมื่อเผชิญกับข้อกล่าวหา เขาตอบปัดๆ อย่างขอไปที ไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย สายตามองข้ามไหล่เซินถังไปด้านหลัง "พวกมันตายหมดแล้วหรือ?"

นางแค่นเสียงเย็น "ตายหมดแล้ว"

ตัดหญ้าต้องถอนราก ไม่เหลือเสี้ยนหนาม เซินถังสะบัดข้อมือ เลือดสดๆ บนตัวกระบี่ถูกสะบัดลงบนใบหญ้าตามแรงเหวี่ยง ทิ้งรอยด่างสีแดงไว้เป็นจุดๆ

"แล้วพวกที่ถูกพิษเล่า?" ฉีซ่านถามต่อ

"คนจิตใจดีงามเช่นข้า ย่อมไม่ปล่อยให้พวกเขาทรมานจากยาบิดไส้ต่อไป จึงได้ปาดคอหนึ่งดาบ แทงหัวใจไปอีกหนึ่งดาบ" รับประกันว่าตายสนิทจนไม่อาจตายไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว

ฉีซ่านกับเซินถังถามตอบกันไปมา พลางใช้หางตามองสังเกตนักโทษที่ถูกช่วยไว้ ซึ่งอวี้สื่อจงเฉิงในฐานะหัวหน้าอวี้สื่อไถ ย่อมต้องเคยติดต่อกับตระกูลกงแห่งแคว้นซินมาไม่น้อย

หากคุณชายน้อยเซินคือ 'กงเฉิ่ง' เขาไม่น่าจะจำไม่ได้

แต่ทว่า อวี้สื่อจงเฉิงไม่ได้มีการตอบสนองเหมือนคนเจอคนรู้จักเมื่อเห็นหน้าเซินถัง กลับมีความอยากรู้อยากเห็นและประหลาดใจแทน

เด็กหนุ่มที่พกตราประทับแก่นปราชญ์ แต่เวลาสู้กลับดุดันยิ่งกว่าพวกบ้าพลังที่มีตราพยัคฆ์แก่นยุทธ์เสียอีก น่าสนใจและน่ามุงดูจริงๆ

ฉีซ่านทบทวนในใจ 'เซินถังไม่ใช่กงเฉิ่งจริงๆ หรือ?'

พอเขาขมวดคิ้ว เซินถังก็เดาได้ทันทีว่าในใจเขากำลังคิดเรื่องบ้าบออะไรอยู่ นางกลั้นใจไม่ให้มองบน 'นางรู้อยู่แล้วว่าไอ้ประโยค 'ฉีผู้นี้เข้าใจแล้ว' ของฉีซ่านก่อนหน้านี้ เข้าใจไปคนละทิศละทางเลย เอาเวลามานั่งเดามั่วซั่ว สู้มาช่วยนางฝังศพดีกว่า'

แต่ใครจะรู้ ฉีซ่านปฏิเสธทันควัน เหตุผลก็ฟังไม่ขึ้นสุดๆ "ฉีผู้นี้เป็นคนขวัญอ่อน ทนเห็นศพเลือดท่วมตัวไม่ได้"

เซินถัง "..."

นางทำได้เพียงถลกแขนเสื้อลงมือทำเอง พึ่งฉีซ่านไม่ได้ นักโทษไม่กี่คนที่เกือบตายแล้วรอดมาได้ด้วยแผ่นแป้ง บ๊วย และตังเมของนางยิ่งพึ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่

ตอนที่กำลังทำงาน ฉีซ่านพิงต้นไม้ หลบอยู่ในร่มเงาแล้วถามเซินถัง "คุณชายน้อยเซินสนใจไปเที่ยวเมืองเซี่ยวสักรอบดีหรือไม่?"

—------------

ปล. น้องเซินถังของเราสู้ชีวิต…แต่ถูกฉีซ่านสู้กลับทุกครั้งเลยค่ะ เอ็นดูลูกสาวมาก

\(≧▽≦)/

จบบทที่ บทที่ 23 ท่านอาจารย์เถียน

คัดลอกลิงก์แล้ว