เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 วางยาพิษ (ตอนปลาย)

บทที่ 22 วางยาพิษ (ตอนปลาย)

บทที่ 22 วางยาพิษ (ตอนปลาย)


บทที่ 22 วางยาพิษ (ตอนปลาย)

"ข้ามีมอเตอร์ไซค์คันน้อย ไม่เคยขี่มันเลยสักครั้ง..." เซินถังนั่งอยู่บนหลังมอเตอร์ไซค์อย่างไม่นิ่งสุข เดี๋ยวก็ยืดคอร้องเพลง เดี๋ยวก็เด็ดใบไม้ปาเล่น

เสียงกระดิ่ง 'กรุ๊งกริ๊ง' ดังคลอไปกับท่วงทำนองที่เพี้ยนจนกู่ไม่กลับ ยามนักร้องลืมเนื้อเพลงก็ฮัมเสียงในลำคอแทน

"วันหนึ่งข้านึกครึ้มใจ ขี่มันไปตลาด..."

ในที่สุดฉีซ่านก็ทนไม่ไหว "คุณชายน้อยเซิน วิชาดนตรีในหกวิชาบัณฑิตของเจ้านี้เรียนมาจากผู้ใดกัน?"

ช่างทำลายลูกศิษย์ลูกหาโดยแท้

"ไม่เพราะหรือ?" เซินถังถามด้วยความจริงใจ

'แม้ความทรงจำจะมีไม่มาก แต่นางจำได้ลางๆ ว่าตนน่าจะเป็นนักร้องตัวแม่ ประเภทที่ถือไมค์เมื่อไรคนก็ล้มตายเกลื่อน... เอ้ย! หลงใหลกันเป็นแถบ ซึ่งการร้องเพลงเป็น วาดภาพได้ ถือเป็นตัวแทนหญิงแกร่งคุณภาพสูงแห่งยุค'

(*?▽?*) ฉีซ่านมองเซินถังด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก

ฝ่ายหลังมีแววตาเปิดเผยและมั่นใจ ชัดเจนว่าเซินถังไม่เพียงไม่รู้สึกว่าตนเองร้องเพลงมีปัญหา แต่กลับมองว่ารสนิยมของเขานั่นแหละที่มีปัญหา

ฉีซ่านคิดไม่ออกว่าอีกฝ่ายไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด จึงกล่าวว่า "มีวาจาสิทธิ์ประโยคหนึ่งที่เข้ากับสถานการณ์ ใช่ไร้ซึ่งเพลงภูผาและขลุ่ยผิว"

เซินถังสงสัย "อะไรนะ?"

ฉีซ่านกลั้นขำกล่าวว่า "สำเนียงเสียงแปร่งหูฟังยากเข็ญ"

เซินถัง "..." กำปั้นของนางแข็งเกร็งขึ้นมาทันที!

"หยวนเหลียงมีชีวิตรอดมาจนโตขนาดนี้ได้ อาศัยโชคล้วนๆ เลยสินะ?"

'คนดีๆ แท้ๆ ไฉนถึงมีปากแบบนี้ได้!' เซินถังบ่นในใจ

"ย่อมต้องอาศัยฝีมือ"

เซินถัง "..."

เมื่อเห็นการควบคุมสีหน้าของคุณชายน้อยเซินหลุดลอย เครื่องหน้าบิดเบี้ยวผิดรูป ฉีซ่านก็หัวเราะร่า "คุณชายน้อยเซินอย่าเพิ่งร้อนใจไป เจ้ายังเด็ก ค่อยๆ เรียนรู้ยังพอเยียวยาได้"

ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ฉีซ่านเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ เวลานี้เป็นช่วงที่แดดแรงที่สุดของวัน อย่าว่าแต่คุมตัวนักโทษเดินทางเลย ต่อให้ยืนเฉยๆ ไม่ทำสิ่งใด เหงื่อก็ยังไหลออกมาไม่หยุดจนเสื้อตัวในเปียกชุ่ม

"ต้องเร่งฝีเท้าหรือไม่?"

เซินถังตอบ "เข้าไปใกล้เกินไปกลัวจะถูกจับได้"

ฉีซ่าน "ด้วยนิสัยขี้เกียจสันหลังยาวของทหารพวกนั้น แดดร้อนเปรี้ยงเช่นนี้มีหรือจะยอมเดินเท้าต่อ? ส่วนใหญ่คงหาที่ร่มๆ พักผ่อน ดื่มชาคลายร้อน คุณชายน้อยเซินใส่เครื่องปรุงลงไปในน้ำชาเยอะขนาดนั้น ฉีผู้นี้เกรงว่าถ้าไปช้าจะดูละครดีๆ ไม่ทัน"

"คำพูดของหยวนเหลียงมีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นข้าล่วงหน้าไปก่อน ไปดูละครตอนกำลังร้อนๆ ท่านไม่อยากขี่ล่อก็เดินสองขาตามมาเถอะ"

เซินถังฟาดแส้ลงบนก้นมอเตอร์ไซค์หนึ่งที ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์เจ็บจนสับขาพุ่งทะยานออกไป

เพียงครู่เดียวก็เหลือเพียงจุดเล็กๆ เผชิญหน้ากับการท้าทายแบบเด็กๆ ของเซินถัง ฉีซ่านเพียงแค่ยิ้มบางๆ ดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ปากกลับเอื้อนเอ่ยตามมาติดๆ "ไล่ล่าสายลม เหยียบย่ำเงาตะวัน"

กระพือปีกก็เหินเวหาเสียดฟ้า ย่างเท้าก็ไล่ล่าสายลมเหยียบย่ำเงาตะวัน

ร่างของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ทิ้งไว้เพียงภาพติดตา ราวกับเหยียบย่างไปบนสายลม ทุกก้าวที่ย่างออกไปกินระยะทางกว่าสามจั้ง สีหน้าสงบนิ่ง ท่วงท่าผ่อนคลาย

เซินถัง "???"

ฉีซ่านพุ่งผ่านกายอีกฝ่ายไปพร้อมกับสายลมวูบหนึ่ง เพียงกระพริบตา เงาร่างของเขาก็ไปไกลหลายสิบจั้งแล้ว

เซินถัง "!!!"

'เรียกกรรมการด่วน ตรงนี้มีคนใช้โปรแกรมโกง!!!' เซินถังได้แต่มองอีกฝ่ายตาปริบๆ

ในที่สุดนางก็ต้องรับกรรมจากการที่ค่าประสบการณ์วาจาสิทธิ์ไม่เพียงพอ ขี่มอเตอร์ไซค์สี่ขายังวิ่งแพ้ฉีซ่านที่มีแค่สองขา

แดดร้อนระอุ ทหารที่คุมขบวนรถนักโทษทนแดดไม่ไหว มุดเข้าไปพักผ่อนในป่าโปร่งที่มีร่มไม้หนาทึบ พวกเขาจับกลุ่มกันสองสามคนในที่ร่ม ปล่อยให้รถขังนักโทษตากแดดอยู่เช่นนั้น

นักโทษบนรถขังถ้าไม่เป็นลมแดด หน้าซีดเผือด ร่างกายอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ก็เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกเฆี่ยนตี โดยเฉพาะอวี้สื่อจงเฉิงผู้นั้นที่มีอาการหนักที่สุด

เหนื่อย ง่วง หิว กระหาย คอแห้งผาก อวี้สื่อจงเฉิงถึงกับรู้สึกว่าพลังชีวิตของตนกำลังไหลออกไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อทรมานนักโทษ ทหารพวกนี้ทำทุกวิถีทาง รถขังนักโทษเหล่านี้ถูกสั่งทำพิเศษตามความสูงของพวกเขา

บางคันสูงเป็นพิเศษ นักโทษต้องเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย คอและข้อมือถึงจะอยู่ในท่าที่สบาย บางคันเตี้ยเป็นพิเศษ จะยืนตรงก็ไม่ได้ จะนั่งก็ไม่ได้ ต้องอยู่ในท่ากึ่งนั่งยองๆ เท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ไม่อาจหลับตาลงได้ หลายวันมานี้ ต่อให้ไม่โดนเฆี่ยนก็แทบจะเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว

รถขังของอวี้สื่อจงเฉิงจัดอยู่ในประเภทสูงพิเศษ เขาต้องพยายามเขย่งปลายเท้าถึงจะหายใจได้สะดวก แต่ประคองตัวได้ไม่นานส้นเท้าก็ตกลงไปอีกครั้ง

อาการบาดเจ็บสาหัส อารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรง ขาดน้ำ หิวโหย เหนื่อยล้า... ปัจจัยรุมเร้าหลายอย่าง ทำให้เขาเริ่มเกิดภาพหลอนอย่างหนัก ริมฝีปากที่แห้งแตกขยับเล็กน้อย พึมพำว่า "น้ำ... น้ำ... น้ำ..."

ในขณะที่เขากำลังจะหมดสติ รถขังของเขาก็ถูกใครบางคนถีบ แรงสั่นสะเทือนทำให้เขาได้สติขึ้นมา

"ท่านพ่อ ตื่นสิ!" อวี้สื่อจงเฉิงพยายามเรียกสติกลับมา หันไปมองบุตรชายในรถขังข้างๆ ซึ่งรถขังของบุตรชายเป็นแบบเตี้ย มีที่ให้ยืดขาได้ แต่สีหน้าของบุตรชายเต็มไปด้วยความกังวลและตกตะลึง กล่าวว่า "ท่านพ่อ ดูพวกมันสิ"

'พวกมัน? ผู้ใด?' อวี้สื่อจงเฉิงตอบสนองช้าไปหลายจังหวะ

เขามองตามสายตาบุตรชายไป เห็นทหารที่เมื่อครู่ยังหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ทยอยกันเกิดเรื่อง บ้างก็กุมหัวกลิ้งไปมา บ้างก็ล้มลงชักกระตุกทั้งตัว บ้างก็หายใจหอบถี่ลำบาก บ้างก็ตาเหลือกน้ำลายฟูมปาก บ้างก็ขบฟันแน่นใบหน้าบิดเบี้ยวเกร็งกระตุก

มีส่วนน้อยที่อาการไม่รุนแรงเท่า แต่ก็กุมท้องคุกเข่าอยู่กับพื้น บางคนถึงกับควบคุมการขับถ่ายไม่อยู่ราดรดกางเกง อับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก

ผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชนอย่างอวี้สื่อจงเฉิง เข้าใจได้ในทันที ความคิดแรก ทหารพวกนี้ถูกวางยาพิษ! ส่วนความคิดที่สอง มีคนมาปล้นนักโทษ!

ความคิดนี้ทำให้เขาจิตใจฮึกเหิม พลังการเอาตัวรอดอันแรงกล้าปะทุขึ้นจากส่วนลึกของร่างกาย กระตุ้นให้เขาฝืนรวบรวมสติขึ้นมา

ทหารพวกนั้นโกลาหลวุ่นวาย

"ในน้ำมีพิษ!"

"มี... มีพิษ!"

"เตรียมรับมือ ระวังตัวด้วย!"

ทหารส่วนใหญ่ถูกพิษ เหลือเพียงสิบกว่าคนที่ยังไม่ได้ดื่มน้ำจึงรอดมาได้ พวกเขาชักดาบออกมาล้อมรถขังไว้ สีหน้าตื่นตระหนก ระแวดระวังทุกทิศทางราวกับนกที่ตื่นเกาทัณฑ์

ผ่านไปไม่กี่อึดใจ รอบด้านกลับเงียบสงบ

กริ๊ง ---

'มาแล้ว!' ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของเหล่าทหาร แต่ที่น่าแปลกคือ ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัวคน

"คนล่ะ? อยู่ที่ใด?"

"เจ้าพวกลูกกตัญญูทั้งหลาย พวกเจ้ากำลังหาข้าอยู่หรือ?"

เสียงแปลกหน้าดังขึ้นจากด้านหลังของทุกคน พวกเขาสะดุ้งตกใจหันขวับไปมอง กลับพบว่าบนรถขังว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงเด็กหนุ่มร่างผอมบางใบหน้าอ่อนเยาว์ถือกระบี่คนหนึ่งยืนอยู่เท่านั้น

เด็กหนุ่มตวัดกระบี่วาดออก ประกายกระบี่สว่างวาบผ่านนัยน์ตา ความเจ็บปวดแล่นพล่านที่ดวงตา ที่มาพร้อมกลิ่นคาวเลือดชโลมย้อมทั่วครรลองสายตา

"ฟาดฟันบนร่างบุตรพเนจร!" สีหน้าของเซินถังเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง ถือกระบี่กระโดดลงมา

นางถือกระบี่มารดาเพื่อสั่งสอนลูกกตัญญู ส่วนนักโทษเหล่านั้นรู้สึกเหมือนเท้าเหยียบอากาศ ร่วงหล่นลงพื้น พบว่ารถขังไปโผล่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง

อวี้สื่อจงเฉิงรูม่านตาหดเกร็ง

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ท่านอาจารย์เถียน" อวี้สื่อจงเฉิงหันไปตามเสียง ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนอยู่ไม่ไกล

อีกฝ่ายสอดมือทั้งสองไว้ในแขนเสื้อ สายลมพัดเส้นผมปลิวไสวอยู่ด้านหลัง งดงามในแบบฉบับของตนเอง ชายหนุ่มยิ้มพร้อมพยักหน้าให้เขา เพียงแต่รอยยิ้มนี้มองอย่างไรก็ดูเสแสร้ง

'ท่านอาจารย์เถียน?' อวี้สื่อจงเฉิงชะงักกับคำเรียกขานนี้

ฉีซ่านเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "คนสูงศักดิ์มักขี้ลืมจริงๆ ท่านอาจารย์เถียน"

บุตรชายของอวี้สื่อจงเฉิงประคองบิดาชรา มองฉีซ่านอย่างระแวดระวัง "คุณชายท่านนี้ ท่านรู้จักกับท่านพ่อของข้าด้วยหรือ?"

แถมยังเรียกว่า ท่านอาจารย์เถียน?

อวี้สื่อจงเฉิงเองก็งุนงง 'พวกเขารู้จักกันหรือ?'

ด้วยความรู้กว้างขวางของเขา ย่อมดูออกว่าชายหนุ่มใช้วิธีใดช่วยเขาออกมา ไม่พ้นการใช้ 'ค่ายกลหมากดารา' สร้างสนามรบ แล้วใช้ 'ย้ายบุปผาต่อหยก' หรือวาจาสิทธิ์เคลื่อนย้ายพลประเภทอื่นสับเปลี่ยนตำแหน่งพวกเขาออกมา

พูดเหมือนง่าย แต่ดูจากระยะห่างระหว่างชายหนุ่มกับรถขัง ขอบเขตการทำงานของ 'ค่ายกลหมากดารา' อย่างน้อยก็กินพื้นที่ร้อยจั้ง ซึ่งบัณฑิตที่สามารถทำได้ถึงระดับนี้ด้วยพลังของตนเองโดยไม่ได้พึ่งพาบารมีของเจ้าแคว้นคนใด ไหนเลยจะเป็นคนธรรมดานิรนามไร้ชื่อเสียง?

หากรู้จัก เขาต้องจำได้แน่

จบบทที่ บทที่ 22 วางยาพิษ (ตอนปลาย)

คัดลอกลิงก์แล้ว