เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์

บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์

บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์


บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์

เซินถังสูดหายใจหนาวเหน็บเข้าปอด

เวลานี้นางถึงเข้าใจว่าเหตุใดฉีซ่านถึงหน้าดำคร่ำเครียดเช่นนี้ ความอัปยศอดสูระดับนี้ ใครมันจะไปทนไหว?

"ราชวงศ์ผู้พ่ายแพ้นำขุนนางยอมจำนน เดิมทีก็เป็นเกียรติยศที่ผู้ชนะพึงได้รับอยู่แล้ว เจ้าแคว้นซินต่อให้ไม่เต็มใจเพียงใดก็คงไม่คิดขัดขืน แต่เจิ้งเฉียวผู้นี้... เขาบ้าไปแล้วหรือ?"

ฉีซ่านแค่นหัวเราะเย้ยหยัน "ข้าว่าเขาแค่ยังไม่หายแค้นเสียมากกว่า"

'ความอัปยศที่เขาเคยได้รับในแคว้นซิน เขาต้องการให้แคว้นซินชดใช้คืนเป็นสิบเท่าร้อยเท่า และต้องการตอกตรึงแคว้นซินไว้บนเสาหลักแห่งความอัปยศทางประวัติศาสตร์'

เซินถังโกรธจนตัวสั่น "นี่มันต่ำช้าเกินไปแล้ว!"

ลำพังแค่คำว่าต่ำช้า ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายความบ้าคลั่งของเจิ้งเฉียว เซินถังรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ช่างอำมหิต ใจแคบ และน่าขยะแขยงสิ้นดี

มัดมือไพล่หลังคาบหยก คืออะไร?

พูดง่ายๆ ก็คือการมัดมือไขว้หลัง อมหยกชิ้นหนึ่งไว้ในปาก ซึ่งตามธรรมเนียมงานศพ เชื่อกันว่าการอมหยกไว้ในปากจะช่วยป้องกันไม่ให้ศพเน่าเปื่อย และยังเป็นการแสดงสถานะอันสูงส่งของผู้ตาย การใช้ภาพลักษณ์เช่นนี้เพื่อยอมจำนนต่อผู้ชนะ

ในขั้นตอนจริง มักจะต้องเปลือยท่อนบน เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้พกอาวุธใดๆ และยังสื่อความหมายว่าเป็น 'ลูกแกะที่รอการเชือด' มอบชีวิตของตนเองให้อีกฝ่ายอย่างแท้จริง จะฆ่าจะแกงก็เชิญตามสบาย

แต่ตอนนี้ เจิ้งเฉียวบังคับให้เจ้าแคว้นซินสละราชสมบัติให้แก่พระราชธิดา ซึ่งสตรีที่ไม่มีทั้งแก่นปราชญ์และแก่นยุทธ์ ทั้งยังเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าแคว้นซิน จะต้องเปลือยร่างท่อนบน ส่งมอบหนังสือยอมจำนน ตราประทับ ทะเบียนราษฎร์ และท้องพระคลัง ท่ามกลางสายตาผู้คน

นี่คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของชาวแคว้นซินที่เหลืออยู่ให้จมดินอย่างไม่ไว้หน้า!

ฉีซ่านจ้องมองถ้วยชาในมือด้วยรอยยิ้มเย็นชา ต้องใช้ความอดกลั้นอย่างมหาศาลเพื่อไม่ให้บีบมันแตกคามือ พลางลอบสูดหายใจลึกหลายครั้งเพื่อระงับความโกรธเกรี้ยวที่พวยพุ่งดั่งภูเขาไฟระเบิด

"เติบโตมาในวังลึก รู้จักแต่การใช้เรือนร่างปรนเปรอผู้อื่นเยี่ยงชายบำเรอคนโปรด เจ้าจะหวังให้คนพรรค์นั้นมีวิธีการและจิตใจที่เป็นวิญญูชนได้สักเพียงใดกัน? ไม่ได้ตราลัญจกรแผ่นดินของแคว้นซิน ผลประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ก็หายไปครึ่งต่อครึ่ง ด้วยนิสัยของเจิ้งเฉียว ย่อมไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ แน่"

เมื่อได้ยินคำว่า 'ตราลัญจกรแผ่นดิน' อีกครั้ง หนังตาของเซินถังก็กระตุกวูบ "คนเช่นนี้บัลลังก์ไม่มั่นคงหรอก"

การที่ฉีซ่านเคยทำนายไว้ว่าเจิ้งเฉียวจะไม่ตายดีภายในห้าปี แคว้นเกิงจะต้องล่มสลาย คำทำนายนี้นับว่ายังมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตของเจิ้งเฉียวในตอนนี้ จะอยู่รอดเกินสามปีหรือไม่ยังต้องใส่เครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่ม

เขายังเริ่มต้นได้อย่างเลวร้ายสุดๆ ปล่อยให้ทหารในสังกัดทำชั่วได้ตามใจชอบ เผาฆ่าปล้นชิง วินัยกองทัพและความจงรักภักดี สร้างยากแต่พังง่าย

นอกร้านน้ำชา ทหารแคว้นเกิงเห็นเจ้าของร้านมีภรรยาที่หน้าตาสะสวย ก็เกิดความคิดชั่วร้าย ส่งสายตาให้กันแล้วแกล้งเรียกให้นางมาเติมน้ำชา

ระหว่างเติมชาก็ฉวยโอกาสลูบมือบ้าง โอบเอวบ้าง ที่หนักข้อหน่อยก็ทำปากจู๋จะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้ม ทำเอาภรรยาเจ้าของร้านหน้าซีดเผือด ร้องขึ้นด้วยความตกใจ ส่วนพวกทหารพากันหัวเราะร่า

"ใต้เท้า! ใต้เท้า!" เถ้าแก่เจ้าของร้านจะเข้าไปช่วยภรรยา แต่กลับถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนแก้มบวมแดงไปแถบหนึ่ง

"ไสหัวไป! ทำข้าหมดอารมณ์ อยากตายใช่หรือไม่?"

เพล้ง--- ฉีซ่านก้มมองมือของเซินถังตามเสียง เห็นอีกฝ่ายบีบถ้วยชาในมือจนแตกละเอียด

โชคดีที่คุณชายน้อยเซินไม่ได้ตบโต๊ะด้วยความโกรธ หรือพุ่งออกไปฆ่าฟัน เพียงแต่ทำหน้าเย็นชา "หากไม่สามารถใช้วินัยทหารที่เข้มงวดควบคุมกองทัพได้ คมดาบที่เจิ้งเฉียวใช้ขับเคลื่อนไปทั่วทิศเหล่านี้ สักวันหนึ่งเมื่อความโลภไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะเกิดความเคียดแค้นต่อเจิ้งเฉียว และสุดท้าย ก็จะแว้งกัดเจ้านายตัวเอง"

ฉีซ่านได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นสบตาเซินถัง 'นี่เป็นการกระทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ'

แววตาของคนตรงหน้าสงบนิ่งเกินไป สงบนิ่งจนน่าสงสัยว่าเซินถังกำลังมองฝูงมดปลวกที่กำลังจะตาย และความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ฉีซ่านเผลอใจลอยไปวูบหนึ่ง อาศัยจังหวะยกชาขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์อันละเอียดอ่อนบางอย่าง

"เพียงแต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ไม่รู้ว่าจะมีราษฎรผู้บริสุทธิ์และปัญญาชนผู้มีความสามารถต้องสังเวยชีวิตไปอีกเท่าไร เฮ้อ! สถานการณ์เป็นเช่นนี้... คุณชายน้อยเซิน เจ้าและข้าจะทำสิ่งใดได้เล่า? ก็ได้แต่เป็นผู้ชมเท่านั้น"

"หยวนเหลียง"

ฉีซ่านเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียก

อย่าเห็นว่าคุณชายน้อยเซินปากก็เรียก 'ท่านฉี' ฟังดูเคารพนบนอบ แต่เขาย่อมดูออกว่าอันไหนเคารพจากใจจริง อันไหนเสแสร้งแกล้งทำ กลับกัน ตอนที่อีกฝ่ายโกรธจัดแล้วหลุดปากเรียก 'ฉีหยวนเหลียง' ก่อนหน้านี้ยังดูจริงใจเสียกว่า

ตอนนี้เรียกชื่อรอง 'หยวนเหลียง' ห้วนๆ เสียแล้ว… แต่เขาไม่รู้สึกว่าถูกล่วงเกิน มิหนำซ้ำยังรู้สึกคาดหวังอยู่ลึกๆ

"มีอันใดหรือ?"

เซินถังนั่งลงพยายามข่มใจไม่ให้ไปสนใจความเคลื่อนไหวนอกร้าน ทหารพวกนั้นยังแค่อยู่ในขั้นแทะโลมเอาเปรียบ แถมยังต้องคุมตัวนักโทษ คงไม่น่าจะทำอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้

ขืนนางกระโดดออกไปผดุงความยุติธรรม อาจจะเป็นการนำภัยมาสู่ผู้อื่นเสียมากกว่า ดังนั้น นางจึงต้องหาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจ กดทับความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ทำอะไรไม่ได้เอาไว้

"ข้าสงสัยว่า ท่านเป็นผู้ใดกันแน่?" ฉีซ่านรู้มากเกินไป อีกอย่าง จังหวะการปรากฏตัวของเขาก็ประจวบเหมาะเกินไป

เซินถังต้องมีค่าโชคดีสูงส่งเพียงใด ถึงจะสุ่มกาชาได้ยอดมนุษย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริงมาร่วมทีมหลังจากเปิดเกมโหมดยากนรกแตกเช่นนี้?'

ใครจะรู้ว่าฉีซ่านไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม เตะบอลกลับมาหานางเสียอย่างนั้น

"ก่อนจะตอบคำถามนี้ คุณชายน้อยเซินไม่ลองเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองดูบ้างหรือ? เพื่อแสดงความจริงใจ"

'แล้วไยถึงมีตราลัญจกรแผ่นดิน!' ประโยคนี้เขาไม่ได้ถามออกไป เพราะเขาเชื่อว่าด้วยความเจ้าเล่ห์ของคุณชายน้อยเซิน ย่อมต้องเข้าใจความนัยที่เขาละไว้ นี่อาจจะเป็นความรู้ใจระหว่างพวกเขาสองคน

เซินถัง 'ถามไปก็ไลฟ์บอย ถ้านางมีข้อมูลพื้นฐาน มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางจะยังต้องมาเกาะติดฉีซ่านเพื่อตะล่อมถามข้อมูลอยู่อีกหรือ?'

"แล้วหยวนเหลียงคิดว่าข้าเป็นผู้ใดเล่า?" เซินถังงัดวิชาตอบคำถามแบบครอบจักรวาลออกมาใช้ เตะบอลถ่วงเวลาน่ะหรือ นางก็ทำเป็น!'

ใครจะรู้ว่าพอนางพูดจบ ฉีซ่านกลับเงียบไป สายตาซับซ้อนจนนางอ่านไม่ออก จู่ๆ เขาก็ถอนหายใจ "ข้านึกว่า... ใช่แล้ว เซิน เจ้าแซ่เซิน!"

ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรได้ สีหน้าพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที!

เซินถังงงเป็นไก่ตาแตก บนหน้าผากมีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่สามตัว แต่จะให้เสียฟอร์มไม่ได้ "ข้าแซ่เซิน หยวนเหลียงก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แก่นปราชญ์โกหกคนไม่ได้หรอกนะ เว้นแต่ข้าจะมีวิชาแปลงโฉมแบบหยวนเหลียง"

แต่ว่า--- 'นางแซ่เซินแล้วมันทำไมหรือ?'

ประโยคถัดมา ฉีซ่านทำเอานางพูดไม่ออก "ถ้าเช่นนั้น คุณชายน้อยคือ 'กงเฉิ่ง'?"

เซินถัง "......"

'กงเฉิ่งคือใครอีกฟระ?' จู่ๆ นางก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าฉีซ่านมีความคิดอะไรไปไกลถึงไหนแล้ว

ฉีซ่านพึมพำกับตัวเอง สายตาจับเป้าที่เซินถังแน่น เริ่มเล่าข่าวซุบซิบในมุ้ง "เจ้าแคว้นซินบ้าตัณหา แต่กลับไร้เยื่อใยต่อสตรี อาจจะเป็นเวรกรรม หลายปีมานี้จึงมีเพียงพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว แต่ความรักที่พระองค์มีต่อพระราชธิดากลับเทียบไม่ได้เลยกับความโปรดปรานที่มีต่อ 'กงเฉิ่ง' บุตรชายสายตรงของตระกูลกง"

"เคยมีคนเสนอให้กงเฉิ่งแต่งงานกับพระราชธิดา แต่กลับถูกเจ้าแคว้นตวาดไล่และสั่งลดตำแหน่ง ดังนั้น ในหมู่ชาวบ้านจึงมีข่าวลือว่า..."

เซินถังเติมคำในช่องว่างให้ในทันที "ท่านหมายความว่า เจ้าแคว้นซินแอบไปตีท้ายครัวผู้นำตระกูลกง? ไม่สิ ความหมายของข้าคือ สวมหมวกเขียวให้ผู้นำตระกูลกง?"

'กงเฉิ่งเป็นลูกของเจ้าแคว้นซิน? ผู้นำตระกูลกงเป็นพญาเต่าเขียวมาหลายปีอย่างนั้นหรือ?'

'เดี๋ยวนะ---' เซินถังชะงักกึก ตั้งสติอยู่พักใหญ่กว่าจะประมวลผลได้

มองดูแก่นปราชญ์ของตัวเอง แล้วมองดูฉีซ่านที่สายตาเขียนว่า 'ข้ามองทะลุความลับของเจ้าหมดแล้ว' นางแทบกระอักเลือดเก่าออกมา

นางถามเสียงสั่นๆ "ราชวงศ์แคว้นซินแซ่..."

ฉีซ่านตอบ "แซ่…เซิน"

จบบทที่ บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์

คัดลอกลิงก์แล้ว