- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์
บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์
บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์
บทที่ 20 จับแพะชนแกะยัดชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์
เซินถังสูดหายใจหนาวเหน็บเข้าปอด
เวลานี้นางถึงเข้าใจว่าเหตุใดฉีซ่านถึงหน้าดำคร่ำเครียดเช่นนี้ ความอัปยศอดสูระดับนี้ ใครมันจะไปทนไหว?
"ราชวงศ์ผู้พ่ายแพ้นำขุนนางยอมจำนน เดิมทีก็เป็นเกียรติยศที่ผู้ชนะพึงได้รับอยู่แล้ว เจ้าแคว้นซินต่อให้ไม่เต็มใจเพียงใดก็คงไม่คิดขัดขืน แต่เจิ้งเฉียวผู้นี้... เขาบ้าไปแล้วหรือ?"
ฉีซ่านแค่นหัวเราะเย้ยหยัน "ข้าว่าเขาแค่ยังไม่หายแค้นเสียมากกว่า"
'ความอัปยศที่เขาเคยได้รับในแคว้นซิน เขาต้องการให้แคว้นซินชดใช้คืนเป็นสิบเท่าร้อยเท่า และต้องการตอกตรึงแคว้นซินไว้บนเสาหลักแห่งความอัปยศทางประวัติศาสตร์'
เซินถังโกรธจนตัวสั่น "นี่มันต่ำช้าเกินไปแล้ว!"
ลำพังแค่คำว่าต่ำช้า ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายความบ้าคลั่งของเจิ้งเฉียว เซินถังรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ช่างอำมหิต ใจแคบ และน่าขยะแขยงสิ้นดี
มัดมือไพล่หลังคาบหยก คืออะไร?
พูดง่ายๆ ก็คือการมัดมือไขว้หลัง อมหยกชิ้นหนึ่งไว้ในปาก ซึ่งตามธรรมเนียมงานศพ เชื่อกันว่าการอมหยกไว้ในปากจะช่วยป้องกันไม่ให้ศพเน่าเปื่อย และยังเป็นการแสดงสถานะอันสูงส่งของผู้ตาย การใช้ภาพลักษณ์เช่นนี้เพื่อยอมจำนนต่อผู้ชนะ
ในขั้นตอนจริง มักจะต้องเปลือยท่อนบน เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้พกอาวุธใดๆ และยังสื่อความหมายว่าเป็น 'ลูกแกะที่รอการเชือด' มอบชีวิตของตนเองให้อีกฝ่ายอย่างแท้จริง จะฆ่าจะแกงก็เชิญตามสบาย
แต่ตอนนี้ เจิ้งเฉียวบังคับให้เจ้าแคว้นซินสละราชสมบัติให้แก่พระราชธิดา ซึ่งสตรีที่ไม่มีทั้งแก่นปราชญ์และแก่นยุทธ์ ทั้งยังเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าแคว้นซิน จะต้องเปลือยร่างท่อนบน ส่งมอบหนังสือยอมจำนน ตราประทับ ทะเบียนราษฎร์ และท้องพระคลัง ท่ามกลางสายตาผู้คน
นี่คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของชาวแคว้นซินที่เหลืออยู่ให้จมดินอย่างไม่ไว้หน้า!
ฉีซ่านจ้องมองถ้วยชาในมือด้วยรอยยิ้มเย็นชา ต้องใช้ความอดกลั้นอย่างมหาศาลเพื่อไม่ให้บีบมันแตกคามือ พลางลอบสูดหายใจลึกหลายครั้งเพื่อระงับความโกรธเกรี้ยวที่พวยพุ่งดั่งภูเขาไฟระเบิด
"เติบโตมาในวังลึก รู้จักแต่การใช้เรือนร่างปรนเปรอผู้อื่นเยี่ยงชายบำเรอคนโปรด เจ้าจะหวังให้คนพรรค์นั้นมีวิธีการและจิตใจที่เป็นวิญญูชนได้สักเพียงใดกัน? ไม่ได้ตราลัญจกรแผ่นดินของแคว้นซิน ผลประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ก็หายไปครึ่งต่อครึ่ง ด้วยนิสัยของเจิ้งเฉียว ย่อมไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ แน่"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ตราลัญจกรแผ่นดิน' อีกครั้ง หนังตาของเซินถังก็กระตุกวูบ "คนเช่นนี้บัลลังก์ไม่มั่นคงหรอก"
การที่ฉีซ่านเคยทำนายไว้ว่าเจิ้งเฉียวจะไม่ตายดีภายในห้าปี แคว้นเกิงจะต้องล่มสลาย คำทำนายนี้นับว่ายังมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตของเจิ้งเฉียวในตอนนี้ จะอยู่รอดเกินสามปีหรือไม่ยังต้องใส่เครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่ม
เขายังเริ่มต้นได้อย่างเลวร้ายสุดๆ ปล่อยให้ทหารในสังกัดทำชั่วได้ตามใจชอบ เผาฆ่าปล้นชิง วินัยกองทัพและความจงรักภักดี สร้างยากแต่พังง่าย
นอกร้านน้ำชา ทหารแคว้นเกิงเห็นเจ้าของร้านมีภรรยาที่หน้าตาสะสวย ก็เกิดความคิดชั่วร้าย ส่งสายตาให้กันแล้วแกล้งเรียกให้นางมาเติมน้ำชา
ระหว่างเติมชาก็ฉวยโอกาสลูบมือบ้าง โอบเอวบ้าง ที่หนักข้อหน่อยก็ทำปากจู๋จะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้ม ทำเอาภรรยาเจ้าของร้านหน้าซีดเผือด ร้องขึ้นด้วยความตกใจ ส่วนพวกทหารพากันหัวเราะร่า
"ใต้เท้า! ใต้เท้า!" เถ้าแก่เจ้าของร้านจะเข้าไปช่วยภรรยา แต่กลับถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนแก้มบวมแดงไปแถบหนึ่ง
"ไสหัวไป! ทำข้าหมดอารมณ์ อยากตายใช่หรือไม่?"
เพล้ง--- ฉีซ่านก้มมองมือของเซินถังตามเสียง เห็นอีกฝ่ายบีบถ้วยชาในมือจนแตกละเอียด
โชคดีที่คุณชายน้อยเซินไม่ได้ตบโต๊ะด้วยความโกรธ หรือพุ่งออกไปฆ่าฟัน เพียงแต่ทำหน้าเย็นชา "หากไม่สามารถใช้วินัยทหารที่เข้มงวดควบคุมกองทัพได้ คมดาบที่เจิ้งเฉียวใช้ขับเคลื่อนไปทั่วทิศเหล่านี้ สักวันหนึ่งเมื่อความโลภไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะเกิดความเคียดแค้นต่อเจิ้งเฉียว และสุดท้าย ก็จะแว้งกัดเจ้านายตัวเอง"
ฉีซ่านได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นสบตาเซินถัง 'นี่เป็นการกระทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ'
แววตาของคนตรงหน้าสงบนิ่งเกินไป สงบนิ่งจนน่าสงสัยว่าเซินถังกำลังมองฝูงมดปลวกที่กำลังจะตาย และความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ฉีซ่านเผลอใจลอยไปวูบหนึ่ง อาศัยจังหวะยกชาขึ้นดื่มเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์อันละเอียดอ่อนบางอย่าง
"เพียงแต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ไม่รู้ว่าจะมีราษฎรผู้บริสุทธิ์และปัญญาชนผู้มีความสามารถต้องสังเวยชีวิตไปอีกเท่าไร เฮ้อ! สถานการณ์เป็นเช่นนี้... คุณชายน้อยเซิน เจ้าและข้าจะทำสิ่งใดได้เล่า? ก็ได้แต่เป็นผู้ชมเท่านั้น"
"หยวนเหลียง"
ฉีซ่านเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียก
อย่าเห็นว่าคุณชายน้อยเซินปากก็เรียก 'ท่านฉี' ฟังดูเคารพนบนอบ แต่เขาย่อมดูออกว่าอันไหนเคารพจากใจจริง อันไหนเสแสร้งแกล้งทำ กลับกัน ตอนที่อีกฝ่ายโกรธจัดแล้วหลุดปากเรียก 'ฉีหยวนเหลียง' ก่อนหน้านี้ยังดูจริงใจเสียกว่า
ตอนนี้เรียกชื่อรอง 'หยวนเหลียง' ห้วนๆ เสียแล้ว… แต่เขาไม่รู้สึกว่าถูกล่วงเกิน มิหนำซ้ำยังรู้สึกคาดหวังอยู่ลึกๆ
"มีอันใดหรือ?"
เซินถังนั่งลงพยายามข่มใจไม่ให้ไปสนใจความเคลื่อนไหวนอกร้าน ทหารพวกนั้นยังแค่อยู่ในขั้นแทะโลมเอาเปรียบ แถมยังต้องคุมตัวนักโทษ คงไม่น่าจะทำอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้
ขืนนางกระโดดออกไปผดุงความยุติธรรม อาจจะเป็นการนำภัยมาสู่ผู้อื่นเสียมากกว่า ดังนั้น นางจึงต้องหาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจ กดทับความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ทำอะไรไม่ได้เอาไว้
"ข้าสงสัยว่า ท่านเป็นผู้ใดกันแน่?" ฉีซ่านรู้มากเกินไป อีกอย่าง จังหวะการปรากฏตัวของเขาก็ประจวบเหมาะเกินไป
เซินถังต้องมีค่าโชคดีสูงส่งเพียงใด ถึงจะสุ่มกาชาได้ยอดมนุษย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริงมาร่วมทีมหลังจากเปิดเกมโหมดยากนรกแตกเช่นนี้?'
ใครจะรู้ว่าฉีซ่านไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม เตะบอลกลับมาหานางเสียอย่างนั้น
"ก่อนจะตอบคำถามนี้ คุณชายน้อยเซินไม่ลองเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองดูบ้างหรือ? เพื่อแสดงความจริงใจ"
'แล้วไยถึงมีตราลัญจกรแผ่นดิน!' ประโยคนี้เขาไม่ได้ถามออกไป เพราะเขาเชื่อว่าด้วยความเจ้าเล่ห์ของคุณชายน้อยเซิน ย่อมต้องเข้าใจความนัยที่เขาละไว้ นี่อาจจะเป็นความรู้ใจระหว่างพวกเขาสองคน
เซินถัง 'ถามไปก็ไลฟ์บอย ถ้านางมีข้อมูลพื้นฐาน มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางจะยังต้องมาเกาะติดฉีซ่านเพื่อตะล่อมถามข้อมูลอยู่อีกหรือ?'
"แล้วหยวนเหลียงคิดว่าข้าเป็นผู้ใดเล่า?" เซินถังงัดวิชาตอบคำถามแบบครอบจักรวาลออกมาใช้ เตะบอลถ่วงเวลาน่ะหรือ นางก็ทำเป็น!'
ใครจะรู้ว่าพอนางพูดจบ ฉีซ่านกลับเงียบไป สายตาซับซ้อนจนนางอ่านไม่ออก จู่ๆ เขาก็ถอนหายใจ "ข้านึกว่า... ใช่แล้ว เซิน เจ้าแซ่เซิน!"
ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรได้ สีหน้าพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที!
เซินถังงงเป็นไก่ตาแตก บนหน้าผากมีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่สามตัว แต่จะให้เสียฟอร์มไม่ได้ "ข้าแซ่เซิน หยวนเหลียงก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แก่นปราชญ์โกหกคนไม่ได้หรอกนะ เว้นแต่ข้าจะมีวิชาแปลงโฉมแบบหยวนเหลียง"
แต่ว่า--- 'นางแซ่เซินแล้วมันทำไมหรือ?'
ประโยคถัดมา ฉีซ่านทำเอานางพูดไม่ออก "ถ้าเช่นนั้น คุณชายน้อยคือ 'กงเฉิ่ง'?"
เซินถัง "......"
'กงเฉิ่งคือใครอีกฟระ?' จู่ๆ นางก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าฉีซ่านมีความคิดอะไรไปไกลถึงไหนแล้ว
ฉีซ่านพึมพำกับตัวเอง สายตาจับเป้าที่เซินถังแน่น เริ่มเล่าข่าวซุบซิบในมุ้ง "เจ้าแคว้นซินบ้าตัณหา แต่กลับไร้เยื่อใยต่อสตรี อาจจะเป็นเวรกรรม หลายปีมานี้จึงมีเพียงพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว แต่ความรักที่พระองค์มีต่อพระราชธิดากลับเทียบไม่ได้เลยกับความโปรดปรานที่มีต่อ 'กงเฉิ่ง' บุตรชายสายตรงของตระกูลกง"
"เคยมีคนเสนอให้กงเฉิ่งแต่งงานกับพระราชธิดา แต่กลับถูกเจ้าแคว้นตวาดไล่และสั่งลดตำแหน่ง ดังนั้น ในหมู่ชาวบ้านจึงมีข่าวลือว่า..."
เซินถังเติมคำในช่องว่างให้ในทันที "ท่านหมายความว่า เจ้าแคว้นซินแอบไปตีท้ายครัวผู้นำตระกูลกง? ไม่สิ ความหมายของข้าคือ สวมหมวกเขียวให้ผู้นำตระกูลกง?"
'กงเฉิ่งเป็นลูกของเจ้าแคว้นซิน? ผู้นำตระกูลกงเป็นพญาเต่าเขียวมาหลายปีอย่างนั้นหรือ?'
'เดี๋ยวนะ---' เซินถังชะงักกึก ตั้งสติอยู่พักใหญ่กว่าจะประมวลผลได้
มองดูแก่นปราชญ์ของตัวเอง แล้วมองดูฉีซ่านที่สายตาเขียนว่า 'ข้ามองทะลุความลับของเจ้าหมดแล้ว' นางแทบกระอักเลือดเก่าออกมา
นางถามเสียงสั่นๆ "ราชวงศ์แคว้นซินแซ่..."
ฉีซ่านตอบ "แซ่…เซิน"