- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 19 ความอัปยศ (ตอนปลาย)
บทที่ 19 ความอัปยศ (ตอนปลาย)
บทที่ 19 ความอัปยศ (ตอนปลาย)
บทที่ 19 ความอัปยศ (ตอนปลาย)
เซินถังแทบจะสำลักน้ำชาที่ยังไม่ทันกลืนลงคอ
"แค่ก แค่ก ที่... ที่แท้นี่ก็คือความจริงเบื้องหลังการถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรของตระกูลกง?" ดูจากสิ่งที่ฉีซ่านเล่ามา เซินถังรู้สึกว่าตระกูลกงก็ไม่ใช่คนดีบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรขนาดนั้น
"รู้อยู่เต็มอกว่าเจิ้งเฉียวเป็นคนชั่วช้าสามานย์แต่กลับปล่อยเสือเข้าป่า ไม่เคยคิดเลยหรือว่าจะมีวันที่ถูกเขาแว้งกัดเอาคืน?"
คนในโลกนี้ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักบุญคุณต้องทดแทน และสิ่งที่เจิ้งเฉียวต้องเผชิญในแคว้นซินถือเป็นความอัปยศอดสูที่สุดในชีวิต
ในยามที่ไร้อำนาจจำต้องก้มหัวยอมจำนน แต่วันนี้เมื่อได้ขึ้นเป็นถึงเจ้าแคว้นเกิง มีอำนาจล้นฟ้า ความแค้นที่สั่งสมอยู่ในก้นบึ้งหัวใจย่อมปะทุออกมาดั่งภูเขาไฟระเบิด ประวัติศาสตร์อันดำมืดเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ต้องลบหายไปให้สิ้นซาก
ฉีซ่านตอบว่า "เรื่องนี้ ข้าก็สุดรู้แล้ว"
เซินถังเย้าแหย่ "ข้านึกว่าท่านรู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง"
'ถึงแม้จะเป็นการทะลุมิติระดับความยากนรกแตก แต่ฉีซ่านผู้นี้ก็ทำหน้าที่ 'เอ็นพีซี' นำทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ให้ห้าดาวไปเลย!' เซินถังพยักหน้ากับตนเองเบาๆ
ฉีซ่านแสร้งทำเป็นตกใจ พูดจาเสแสร้งว่า "ได้รับคำชมเชยจากคุณชายน้อยเซินเช่นนี้ นับเป็นเกียรติของผู้น้อยยิ่งนัก"
เซินถัง "......"
'เรื่องความหน้าหนา นางยังเทียบชั้นฉีหยวนเหลียงไม่ติด' จึงก้มหน้าจิบชาแก้เก้อ
ส่วนฉีซ่านก็จิบชาพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของเซินถัง 'เขาสงสัยมาตลอดว่าคุณชายน้อยเซินมีความสัมพันธ์อย่างไรกับตระกูลกงกันแน่? เมื่อครู่พอได้ยินว่าสาเหตุที่ตระกูลกงถูกล้างโคตรมาจากการแก้แค้นของเจิ้งเฉียว คุณชายน้อยเซินกลับไม่มีท่าทีโกรธแค้นหรือชิงชัง ดูเรียบเฉยราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเอง'
'แต่ว่า เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร? หากจะบอกว่าคุณชายน้อยเซินเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แล้วเหตุใดเมื่อคืนถึงยอมฝ่าฝนเพื่อเด็กปัญญาอ่อนที่เพิ่งเคยพบหน้ากันแค่ครั้งเดียว?'
'ปฏิกิริยาของคนผู้นี้ช่างอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกจริงๆ'
เนื่องจากทหารแคว้นเกิงยังไม่จากไป เซินถังไม่อยากออกไปให้เป็นจุดสนใจในตอนนี้ จึงสั่งให้เจ้าของร้านเติมชามาอีกกา ทั้งสองนั่งฆ่าเวลาอยู่ในร้านน้ำชาต่อไป ถือโอกาสสืบถามฐานะของนักโทษในรถขังไปด้วย
เจ้าของร้านหันกลับไปมองทหารนอกร้านอย่างขลาดกลัว ก่อนจะดัดเสียงกระซิบเบาๆ ว่า "ได้ยินว่าเป็นอวี้สื่อจงเฉิงอะไรสักอย่าง..."
เซินถังพึมพำอย่างไม่เข้าใจพลางหันไปมองฉีซ่าน "อวี้สื่อจงเฉิง?"
อย่าหาว่านางไม่มีความรู้เลย ในฐานะคนความจำเสื่อม นางไม่รู้จริงๆ
ฉีซ่าน "อวี้สื่อจงเฉิงที่เถ้าแก่เอ่ยถึงคือคนแซ่ 'เถียน' ใช่หรือไม่?"
"ดูเหมือนจะแซ่เถียนนะขอรับ? ทหารพวกนั้นยังด่าทออะไรทำนองว่า ไอ้เฒ่าแซ่เถียนเป็นถึงอวี้สื่อจงเฉิงแล้วอย่างไร?อยู่เลย"
เจ้าของร้านเองก็ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ อย่าว่าแต่ขุนนางใหญ่โตเลย แค่ทหารเฝ้าประตูเมืองธรรมดาก็สามารถขยี้มดปลวกอย่างพวกเขาให้ตายได้ง่ายๆ เขาเติมชาให้เซินถังพลางถอนหายใจ "คุณชายทั้งสองอย่าสงสัยใคร่รู้ไปเลย ระวังจะเสียชีวิตเปล่าๆ นะขอรับ!"
แคว้นซินกับแคว้นเกิงรบกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือราษฎรของทั้งสองแคว้น ราษฎรแคว้นเกิงยังพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง นอกจากภาษีที่หนักกว่าเก่าครึ่งหนึ่งจนแทบจะหายใจไม่ออก แต่ก็ยังพอกินอิ่มท้อง แต่ราษฎรแคว้นซินสิช่างน่าเวทนา
สมรภูมิหลักของทั้งสองแคว้นอยู่ในแคว้นซิน
ราษฎรแคว้นซินไม่เพียงแต่ถูกรีดเลือดรีดเนื้อส่งเสบียงให้กองทัพแคว้นซินทำสงคราม แต่ยังต้องเผชิญกับการปล้นฆ่าเผาชิงของทหารแคว้นเกิงอีกด้วย
นึกว่าพอสงครามจบจะได้พักหายใจ แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าแคว้นเกิงยึดคติ 'ไม่ทิ้งพี่น้อง' ปล่อยให้ลูกน้องที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ออกอาละวาดทำชั่วได้ตามอำเภอใจ
ชาวบ้านแค่เห็นทหารแคว้นเกิงก็ตัวสั่นงันงกแล้ว
เจ้าของร้านเห็นคุณชายทั้งสองหน้าตาหล่อเหลา จึงอดไม่ได้ที่จะเตือนสติ กลัวว่าคนหนุ่มจะวู่วามจนเอาชีวิตไปทิ้ง
"เถ้าแก่โปรดวางใจ พวกเรารู้ความหนักเบาดี" ฉีซ่านยิ้มรับความหวังดีของเจ้าของร้าน รอจนเจ้าของร้านเดินไปทำงานที่อื่น รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมดำมืด
"อวี้สื่อจงเฉิงคือหัวหน้าผู้ตรวจการ มีหน้าที่รับฎีกาจากเหล่าขุนนางและตรวจสอบการทำงานของขุนนางทั้งปวง"
เซินถังเข้าใจทันที "ถ้าอย่างนั้น ท่านอวี้สื่อจงเฉิงผู้นี้คงยื่นฎีกาถอดถอนเจิ้งเฉียวไปไม่น้อยสินะ? คาดว่าคงล่วงเกินคนไปไม่เบา"
นึกถึงการด่ากราดอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยศิลปะทางภาษาเมื่อครู่นี้ เจิ้งเฉียวจะยอมปล่อยตระกูลนี้ไปได้อย่างไร?
ฉีซ่านถอนหายใจ "ไม่ใช่แค่ล่วงเกินธรรมดา"
"อวี้สื่อจงเฉิงแซ่เถียนท่านนั้นไปทำวีรกรรมอะไรไว้อีกหรือ?" เซินถังเอียงคอเอ่ยถาม
"ได้ยินมาว่าท่านอวี้สื่อจงเฉิงผู้นี้เป็นคนนิสัยตรงไปตรงมาและอารมณ์ร้อน ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอย่างเคร่งครัดไม่ไว้หน้าผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือใครหน้าไหน ถ้าถูกเขาจับได้ว่าทำผิดก็จะถูกยื่นถอดถอนทันที แน่นอนว่าเจิ้งเฉียวก็ไม่เว้น"
"นับตั้งแต่เจิ้งเฉียวกลายเป็นชายบำเรอของเจ้าแคว้นซิน อวี้สื่อจงเฉิงผู้นี้ก็เป็นขุนนางที่ด่าทอเจิ้งเฉียวรุนแรงที่สุด ถึงขั้นเคยขี่ม้าไปขวางทางเจิ้งเฉียวตอนจะเข้าประชุมเช้า แล้วถ่มน้ำลายด่ากราดต่อหน้าธารกำนัล"
เซินถังถาม "ไม่ไว้หน้ากันสักนิดเลยหรือ?"
ฉีซ่าน "ไม่เลย หลังจากนั้น ตั้งแต่ขุนนางใหญ่โตไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาดในเมืองหลวง ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเจิ้งเฉียวไต่เต้าขึ้นมาด้วยวิธีใด? ตอนเจิ้งเฉียวจะกลับแคว้น อวี้สื่อจงเฉิงก็เป็นหัวหอกคัดค้านอย่างรุนแรงที่สุด"
"ฟันธงว่าหากปล่อยคนผู้นี้กลับไป จะเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า สร้างปัญหาไม่จบสิ้น ถึงขนาดยื่นฎีกาติดต่อกันสิบเก้าฉบับ ขอให้เจ้าแคว้นซินประหารชีวิตเจิ้งเฉียวเสีย"
เซินถังฟังถึงตรงนี้ก็เดาจุดจบของครอบครัวอวี้สื่อจงเฉิงได้แล้ว นางกล่าวว่า "พอเจิ้งเฉียวพลิกฟื้นคืนอำนาจ ครอบครัวอวี้สื่อจงเฉิง ไม่สิ…ทั้งตระกูลคงอยู่ไม่สู้ตาย"
ขนาดตระกูลกงที่เคยช่วยเหลือเจิ้งเฉียว ยังมีจุดจบไม่ตายก็ถูกเนรเทศ ไม่ต้องพูดถึงอวี้สื่อจงเฉิง
ทว่าฉีซ่านกลับกล่าวว่า "ไม่ใช่แค่นั้น"
"ยังมีความแค้นอื่นอีกหรือ?" เซินถังตาโต
"ก่อนเจิ้งเฉียวจะกลับแคว้น อวี้สื่อจงเฉิงเรียกรวมลูกศิษย์และคนในตระกูลที่รับราชการ ร่วมกันยื่นฎีกาขอให้เจ้าแคว้นซินประหารเจิ้งเฉียว ซึ่งเจ้าแคว้นเองก็ทนแรงกดดันไม่ไหว และพระองค์เองก็เริ่มระแวงและคิดจะฆ่าเจิ้งเฉียวอยู่เหมือนกัน"
ได้ยินว่าราชโองการเขียนเสร็จแล้ว รอแค่ประกาศออกไปเท่านั้น เพียงแต่เจิ้งเฉียวเดินหมากเหนือชั้นกว่า รู้ข่าวล่วงหน้า จึงรอดพ้นวิกฤตมาได้อย่างหวุดหวิด แล้วหนีกลับแคว้นเกิงไปได้ในคืนนั้น
หากได้รับข่าวช้ากว่านี้อีกนิด เขาคงตายไปแล้ว
เซินถัง 'ควรจะพูดว่าอะไรดีล่ะ?'
"เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จะถอนหญ้าต้องถอนให้ถึงราก จะตีงูต้องตีให้ตาย รีบลงมือเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจทีหลัง"
ฉีซ่านฟังเซินถังกล่าวสัจธรรมด้วยสีหน้าจริงจัง มุมปากกระตุกเล็กน้อย แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดพลาดตรงใด
เพิ่งจะจิบชาไปได้คำเดียว ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจดังมาจากรถนักโทษนอกร้านน้ำชา ตามมาด้วยเสียงด่าปนสะอื้นของนักโทษ "รังแกกันเกินไปแล้ว! รังแกกันเกินไปแล้ว! เจิ้งเฉียว ไอ้คนสอพลอราคาถูก เจ้ากล้าดียังไง---เจ้ากล้าดียังไง!"
เซินถังหันขวับไปมองนอกร้าน "เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก?"
ฉีซ่านลุกเดินไปสืบความที่หน้าร้าน ครู่หนึ่งก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วร่าง "เจิ้งเฉียวออกคำสั่งให้เจ้าแคว้นซินนำข้าราชบริพารเก่าทำพิธียอมจำนนอย่างเป็นทางการ"
เซินถังประหลาดใจ "ข้านึกว่ายอมจำนนไปแล้วเสียอีก?"
"ยังขาดพิธีกรรม เจิ้งเฉียวให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ที่สุด"
"แต่แพ้แล้วก็ต้องยอมจำนน ไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ? แคว้นซินล่มสลาย สถานการณ์จบสิ้นแล้ว เหตุใดนักโทษถึงได้ตอบสนองรุนแรงเช่นนั้น? ขนาดถูกตีปางตายยังกัดฟันทนไม่ร้องขอชีวิต แต่พอเป็นเรื่องที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งกลับร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้"
'ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่' ฉีซ่านกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุม
เขาหลับตาลงแน่นแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "หาตราลัญจกรแผ่นดินไม่พบ เจิ้งเฉียวพิโรธหนัก บีบบังคับให้เจ้าแคว้นซินสละราชสมบัติแก่พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว"
เซินถังส่งสายตาถาม "แล้วอย่างไรต่อ?"
'เปลี่ยนชื่อเป็นฉงไถ เพื่อเหยียดหยาม บังคับให้สละราชสมบัติให้พระราชธิดา เจิ้งเฉียวนี่มันจิ้งจอกชัดๆ ลีลาเยอะเหลือเกิน' เซินถังบ่นในใจ
ฉีซ่านมีสีหน้าซับซ้อน กล่าวต่อว่า "จากนั้นให้พระราชธิดา ทำพิธีมัดมือไพล่หลังคาบหยก เปลือยร่างท่อนบน นำขุนนางทั้งหลายสวมชุดไว้ทุกข์ลากโลงศพ ออกมายอมจำนน"
เซินถัง "......"