- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 17 ความอัปยศ (ตอนต้น)
บทที่ 17 ความอัปยศ (ตอนต้น)
บทที่ 17 ความอัปยศ (ตอนต้น)
บทที่ 17 ความอัปยศ (ตอนต้น)
สายตาของฉีซ่านกวาดมองศพทั้งสิบเอ็ดร่างทีละร่าง จากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่พบจุดที่น่าสงสัย
ในเมื่อคิดไม่ออก ก็ขี้เกียจจะคิดต่อ ขอลอกคำตอบเลยแล้วกัน "ผู้ใดหายไป?"
"ชายคนหนึ่ง" เซินถังตอบเสร็จ ก็เสริมรายละเอียดเล็กน้อย "เป็นชายที่มีความสูงประมาณเจ็ดจั้งสี่ชุ่น"
"ชายสูงประมาณเจ็ดจั้งสี่ชุ่น?" ฉีซ่านพึมพำทวนคำ ในหัวพลันเกิดประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา
เขารู้แล้วว่าเซินถังหมายถึงผู้ใด! "ใช่แล้ว ขาดคนผู้นั้นไปจริงๆ ด้วย"
'คนคนนั้นอาจจะยังมีชีวิตอยู่!' ฉีซ่านจับเป้าสายตาไปที่มือของศพทั้งสิบเอ็ดร่าง
มือของศพเหล่านี้ล้วนหยาบกร้าน ผิวคล้ำ เต็มไปด้วยตาปลาและรอยด้านหนา แม้แต่หญิงรับใช้สูงวัยที่สวมชุดผ้าไหมก็ยังมีมือที่ผ่านการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี ทว่าในบรรดาศพทั้งหมดนี้ กลับไม่มีมือคู่ไหนเลยที่มีลักษณะของการจับพู่กันเขียนตำรามาอย่างยาวนาน
การจับพู่กันเขียนตำราเป็นเวลานานจะทำให้ข้อนิ้วผิดรูป ซึ่งระดับความผิดรูปนั้นขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มฝึกเขียนและระยะเวลาที่ฝึกฝน แต่บนมือของศพเหล่านี้กลับไร้ร่องรอยดังกล่าว
ทว่าในห้องข้างที่พวกเขาพักอยู่เมื่อครู่กลับมีชั้นตำราหลายชั้น บริเวณหน้าต่างยังมีโต๊ะเขียนอักษรขนาดใหญ่และเล็กตั้งอยู่ บนโต๊ะมีม้วนไม้ไผ่สำหรับสอนตำราเด็กวางอยู่
หากเด็กที่เริ่มเรียนรู้ตำราคืออาเยี่ยน เช่นนั้นคนที่สอนตำราให้เขา ตอนนี้อยู่ที่ใด?
แน่นอนว่า ลำพังเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์อะไรได้ อาจารย์ผู้สอนอาจจะมาสอนเด็กในตอนกลางวัน แล้วกลับไปนอนบ้านตัวเองตอนกลางคืนก็ย่อมได้
แต่โจรป่าที่มีแก่นยุทธ์ซึ่งเป็นคนมาเปิดประตูให้พวกเขาก่อนหน้านี้ กลับสวมชุดบัณฑิตสีน้ำตาลที่ไม่ค่อยพอดีตัว และเรื่องนี้ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้ว
ความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างสูงคือเสื้อชุดนี้ไม่ใช่ของโจรป่า แต่เจ้าของที่แท้จริงคืออาจารย์ผู้สอนตำราให้เด็กคนนั้น
ฉีซ่านเอ่ยถาม "แล้วอย่างไรต่อ? หากหาเจอแล้วจะมีประโยชน์อะไร?"
เซินถังตอบว่า "อย่างน้อยก็พอจะรู้ตื้นลึกหนาบางบ้าง"
ฉีซ่านอดหัวเราะไม่ได้ เอ่ยเตือนสติเซินถัง "คุณชายน้อยเซินยังจำสถานะของตนเองในตอนนี้ได้หรือไม่? ไม่ต้องพูดถึงว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า และต่อให้เกี่ยวกับเจ้าอยู่บ้าง แต่หากเจ้าเอาตัวเข้าไปพัวพันในเวลานี้ เกิดมีการตรวจสอบสาวความยืดขึ้นมา"
"ข้าเกรงว่าจะเหมือนวัวดินจมลงทะเล หายสาบสูญไปไม่มีวันได้กลับมา อย่าเห็นเรื่องไม่เป็นธรรมแล้วชักดาบเข้าช่วยเหลือ เจอปัญหาอะไรก็ยื่นมือเข้าสอด นี่มันวิถีของพวกจอมยุทธ์พเนจรชัดๆ"
เซินถัง "......"
'คำพูดนี้แม้จะไม่น่าฟังแต่ก็เป็นความจริง เวลานี้นางควรจะเก็บตัวนิ่งๆ ไม่ใช่ทำตัวซ่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน'
ค้นหาจนทั่วคฤหาสน์แล้ว นอกจากพวกเขาสองคนก็ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
เมื่อไร้เบาะแส เซินถังจึงจำต้องสวมเสื้อฟางกันฝนและหมวกสานอีกครั้ง แล้วเดินกลับไปยังหมู่บ้านสกุลเฉียนพร้อมกับฉีซ่าน มองผ่านม่านฝนเห็นหัวหน้าหมู่บ้านยืนรอใครบางคนอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
พอดีกับที่หัวหน้าหมู่บ้านเห็นพวกเขาทั้งสอง จึงรีบเดินแกมวิ่งเข้ามาต้อนรับ "ทั้งสองท่านกลับมาเสียที"
เซินถังกล่าวด้วยความเสียดาย "พวกเรายังหาไม่..."
ใครจะรู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านกลับพูดสวนขึ้นมาว่า "เจอตัวอาเยี่ยนแล้ว"
เซินถังและฉีซ่านต่างประหลาดใจ "เจอตัวแล้ว?"
ฉีซ่านถามต่อ "แล้วเขาอยู่ที่ใด?"
เซินถังก็ถามเช่นกัน "ก่อนหน้านี้เขาหายไปที่ใดมา?"
หัวหน้าหมู่บ้านกำลังดีใจที่อาเยี่ยนปลอดภัย เมื่อเห็นคนแปลกหน้าทั้งสองมีน้ำใจเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขวางขึ้น
เขามายืนรอที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าวดีแก่ทั้งสองคนโดยเฉพาะ "ก่อนหน้านี้อาเยี่ยนถูกอาจารย์ของเขาเรียกออกไป ท่านอาจารย์บอกว่าจะพาเขาหนีภัย เดินทางขึ้นเหนือไปตามหาญาติ แต่เพราะเกิดเหตุขัดข้องเล็กหน่อยจึงต้องรีบออกเดินทางทันที ป่านนี้คงอยู่ระหว่างทางแล้ว..."
เซินถังและฉีซ่านหันมาสบตากัน "อาจารย์ของอาเยี่ยน? มีเรื่องอะไรเร่งด่วนเช่นนั้น ถึงต้องรีบออกเดินทางฝ่าฝนทั้งคืน?"
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ไม่รู้ และไม่กล้าซักไซ้มากความ
เซินถังถาม "อาเยี่ยนสมัครใจไปกับเขาหรือไม่?"
หัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าแปลกใจ "คุณชายน้อยพูดอะไรเช่นนั้น?"
เซินถังหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อไปสองที
หัวหน้าหมู่บ้านจึงพูดต่อ "วางใจเถอะ ท่านอาจารย์เป็นคนดี"
'ต่อให้ไม่ใช่คนดีก็คงไม่ใช่แก๊งลักเด็ก เด็กสมัยนี้ไม่มีราคาค่างวดอะไร ยิ่งเป็นเด็กปัญญาอ่อนที่เป็นโรคสมองด้วยแล้ว จะเสียแรงลักพาตัวไปทำซากอะไร?' เซินถังคิดในใจ
…..
พายุฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย
ห่างจากหมู่บ้านสกุลเฉียนไปสิบกว่าลี้ ม้าศึกสีแดงเพลิงทั้งตัวกำลังฝ่าสายฝนพุ่งทะยานผ่านป่าทึบ
บนหลังม้ามีคนสองคน หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ คนแก่กว่ามีผมสีดอกเลา ดูแล้วอายุไม่น้อย สวมชุดบัณฑิตสีจันทร์นวล คลุมทับด้วยเสื้อฟางและสวมหมวกสาน
ส่วนคนเด็กกว่านั้นไม่มีเครื่องกันฝนใดๆ สองมือจับบังเหียนไว้แน่น และหากสังเกตดีๆ เด็กที่เม้มปากแน่น ใบหน้าฉายแววเคร่งขรึมจริงจังผู้นี้ จะเป็นใครไปได้นอกจากอาเยี่ยนที่ทุกคนตามหากันค่อนคืน?
"ย่าห์!" เกือกม้ากระแทกพื้น โคลนและน้ำกระเซ็นสาด
ม้าศึกสีแดงประดุจเปลวเพลิงกระโจนออกจากป่าทึบ โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย มันกระโดดไกลถึงสองจั้ง ข้ามลำธารที่น้ำไหลเชี่ยวกรากไปได้อย่างงดงามก่อนจะหยุดลง
"อาเยี่ยน... พะ... พอได้แล้ว..." เสียงอันอ่อนแรงดังมาจากด้านหลัง
อาเยี่ยนบังคับม้าศึกให้ย่อเข่าลงคล้ายท่าคุกเข่า แล้วใช้มือข้างเดียวประคองชายชราที่อ่อนแอลงจากหลังม้า เลือดผสมกับน้ำฝนไหลเจิ่งนองแทบเท้าชายชรา
เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ใบหน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ มือขวากุมบริเวณใต้ซี่โครงขวาตลอดเวลา เลือดสดๆ ยังคงไหลรินออกจากบาดแผลไม่หยุด
ชายชราสูดหายใจลึกหลายครั้งเพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวดจากบาดแผล แต่เส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผากยังคงเต้นตุบๆ อย่างควบคุมไม่ได้
อาเยี่ยนมองชายชราด้วยความเศร้าสร้อย ยกมือขึ้นช่วยจัดหมวกสานที่เอียงกระเท่เร่ให้เข้าที่ ชายชราฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้ออกมา "ไม่เป็นไร โชคดีที่แผลไม่ลึก น่าจะไม่ถึงตาย..."
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เห็นอาเยี่ยนล้วงเอาตังเมก้อนหนึ่งออกมาจากถุงผ้าที่เปียกโชก ตังเมก้อนนั้นมีขนาดเท่าหัวแม่มือ เปื้อนคราบเลือดและถูกน้ำฝนชะจนละลายเหนียวเหนอะหนะไปกว่าครึ่ง
เขายื่นมันไปที่ริมฝีปากของชายชราแล้วเอ่ยว่า "อาจารย์ กินสิ"
ชายชรายิ้มรับและไม่ปฏิเสธ รสชาติของตังเมนั้นไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เขาฉีกแขนเสื้อของตัวเองออกมา ต่อกันเป็นผ้าพันแผลอย่างง่ายๆ เพื่อพันปิดปากแผล
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็อาศัยแรงพยุงจากอาเยี่ยนลุกขึ้นยืน พึมพำกับตัวเองว่า "พวกเราหาที่หลบฝนกันก่อน แล้วค่อยไปหาเสบียงเพิ่มเพื่อเดินทางไปเมืองเซี่ยว..."
อาเยี่ยนพึมพำ "เมืองเซี่ยว?"
ชายชราตอบ "ใช่ ไปที่นั่นก่อนแล้วค่อยวางแผนกันใหม่"
การถูกไล่ล่าครั้งนี้รอดมาได้เพราะโชคช่วย แต่ครั้งหน้าเล่า? โชคชะตาคงไม่อยู่ข้างเขาตลอดไป ต้องเตรียมการล่วงหน้าให้เร็วที่สุด น่าสงสารก็แต่อาเยี่ยน เด็กตัวแค่นี้ต้องมาระหกระเหินหนีตายไปกับตาแก่เช่นเขา เดิมทีตั้งใจจะทิ้งเด็กไว้ที่นั่น แต่ทว่า เด็กโตแล้วย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง
อาเยี่ยนพยักหน้า "อื้ม ไปเมืองเซี่ยว!"
"อาเยี่ยนรู้หรือไม่ว่าเมืองเซี่ยวอยู่ที่ใด?"
"ไม่รู้" อาเยี่ยนชี้ไปที่ม้าศึก "มีม้าแดงตัวใหญ่"
ชายชรากลั้นขำ "เจ้ายังเด็กเกินไป ม้าแดงตัวใหญ่คงอยู่ได้ไม่นาน การฝืนรักษาสภาพมันไว้จะเป็นภาระหนักหนาสำหรับเจ้า อาเยี่ยน เก็บม้าแดงตัวใหญ่ของเจ้าเสียเถิด อาการของอาจารย์ดีขึ้นบ้างแล้ว พวกเราหาที่หลบฝนพักสักคืน..."
อาเยี่ยนพยักหน้าอย่างแรง ซึ่งค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างยากลำบากยิ่งนัก
…..
เมื่อเซินถังตื่นขึ้นมา ฝนก็หยุดตกแล้ว ภายนอกบ้านเต็มไปด้วยโคลนตม หลุมบ่อมีน้ำโคลนขังเจิ่งนอง หัวหน้าหมู่บ้านได้เตรียมเสบียงแห้งห่อให้ทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว
อาศัยช่วงที่แดดยังไม่แรง ฉีซ่านตัดสินใจรีบออกเดินทาง
ทั้งสองเดินทางมาได้หนึ่งชั่วยาม ก็เจอกับร้านน้ำชาข้างทางแห่งหนึ่ง จึงตกลงใจจะแวะพักขา ดื่มน้ำชาให้หายเหนื่อยเสียหน่อย
เสียงเกือกม้าดังแว่วจากไกลเข้ามาใกล้ มีคนประมาณร้อยคน ทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดทหาร ด้านหลังขบวนยังคุมรถนักโทษมาด้วยหลายคัน
ฉีซ่านปรายตามองแวบหนึ่ง "ไม่ต้องตื่นเต้น คุณชายน้อยเซิน พวกเขาไม่ได้มาตามหาเจ้า คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นทหารแคว้นเกิง"