เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ

บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ

บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ


บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ

ในเมื่อฉีซ่านบอกว่าให้ลงมือได้ตามสบาย เซินถังย่อมไม่เกรงใจ

นางรุกไล่ดุจสายรุ้งพาดผ่านเวหา 'กระบี่มารดา' ในมือร่ายรำอย่างรัดกุมจนไร้ช่องโหว่ ประกายกระบี่วูบวาบ แม้ชายชุดดำจะใช้หอกยาวซึ่งได้เปรียบเรื่องระยะของศาสตราวุธ แต่กลับถูกจังหวะการโจมตีที่ถี่กระชั้นจนแทบหยุดหายใจของนางบีบให้ต้องตั้งรับอย่างทุลักทุเล ถอยร่นไปหลายก้าว

ตึง! --- กระบี่เล่มหนึ่งแทงทะลุเข้าไปในผนังด้านหลังชายชุดดำ

ฉวยโอกาสที่เซินถังกำลังดึงกระบี่ออก ชายชุดดำตะโกนก้อง ทิ้งหอกยาว แล้วรวบรวมประกายสีเทาไว้ที่กำปั้น ชกเข้าใส่หน้าอกของนางเต็มแรง ประกายสีเทานั้นห่อหุ้มด้วยเสียงระเบิดแผ่วเบา

เซินถังไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ยกมือขึ้นต้านรับ แต่ใครจะคาดคิดว่าในจังหวะนั้น เป้าหมายกลับหายวับไปในอากาศ!

นางรั้งพลังกลับมาไม่ทัน หมัดจึงกระแทกผนังจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่

เซินถัง "???" 'ไม่ใช่สิ--- แล้วคนล่ะ?'

ฉีซ่านยิ้มบางๆ พลางเอ่ยเตือน "คุณชายน้อยเซิน เวลาเผชิญหน้าศัตรูอย่าได้ใจลอย"

"เมื่อกี้ท่านเป็นคนย้ายเขาหนีอย่างนั้นหรือ?"

ยังไม่ทันที่ฉีซ่านจะเอ่ยปากตอบ ชายชุดดำผู้นั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียดจนแทบจะกลั่นออกมาเป็นน้ำได้ "วาจาสิทธิ์กระบวนทัพ 'ย้ายบุปผาต่อหยก'?"

เหล่าเจ้าแคว้นต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองและไม่ให้ถูกกลืนกิน ต่างพากันใช้งานปัญญาชนและกุนซือที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลกองทัพและวาจาสิทธิ์พิชัยสงครามอย่างหนัก

กว่าสองร้อยปีมานี้ วาจาสิทธิ์ถูกพวกใจดำอำมหิตเหล่านั้นพลิกแพลงจนพิสดาร กลายเป็นศาสตร์จำเป็นสำหรับคนรุ่นหลังที่ต้องการก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง หรือใช้กรุยทางเพื่อความก้าวหน้าในราชการ

แต่การฝึกฝนแก่นปราชญ์นั้นยากลำบากกว่าแก่นยุทธ์มากนัก

ประการแรก การควบคุมวาจาสิทธิ์นั้นยากยิ่ง แม้จะควบคุมได้ แต่ผลลัพธ์ของการใช้งานจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้แน่ชัด ประการที่สอง ผลลัพธ์ของวาจาสิทธิ์แต่ละคนล้วนแตกต่างกันเล็กน้อย สถานการณ์หน้ากองทัพยิ่งแปรเปลี่ยนได้ในชั่วพริบตา จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ หากเผลอเรอเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความพ่ายแพ้ทั้งกระดาน

"คิดไม่ถึงว่าในที่กันดารเช่นนี้จะมีคนตาถึงอยู่ด้วย" ฉีซ่านยอมรับการคาดการณ์ของชายชุดดำโดยไม่โต้แย้ง

ชายผู้นั้นส่งเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ "เช่นนั้น ก็ยิ่งปล่อยพวกเจ้าไว้ไม่ได้!"

เคร้ง! --- เสียงดังสนั่นหวั่นไหวอีกครา!

ฉีซ่านที่กำลังจะถูกหอกยาวแทงเข้าแสกหน้ากลับไม่หลบไม่หลีก มุมปากแสยะยิ้ม มองดูชายชุดดำที่เกร็งกำลังไปทั่วร่างจนบนหน้าผากพบเส้นเลือดปูนโปนออกมาอย่างสบายอารมณ์

ปลายหอกของอีกฝ่ายอยู่ห่างจากเขาเพียงสองชุ่น และหากใกล้กว่านี้ก็อาจปลิดชีพเขาได้อย่างง่ายดาย แต่ระยะห่างเพียงน้อยนิดแค่นี้กลับกลายเป็นดั่งเหวสวรรค์ที่ขวางกั้น ไม่อาจคืบหน้าได้อีกแม้แต่ชุ่นเดียว

เซินถังผู้ที่ต้องรับภาระทั้งหมด "......"

ในใจนางกำลังสบถภาษาซีอย่างงดงาม แต่ปากกลับกัดฟันกรอด "ฉีหยวนเหลียง ท่านจะพอได้หรือยัง? ยืนบื้ออยู่ได้ไม่คิดจะหลบหน่อยหรืออย่างไร?"

ฉีซ่านย่อมไม่ตื่นตระหนก 'ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ คุณชายน้อยเซินก็ต้องปกป้องเขาให้ปลอดภัย เมื่อมีหลักประกันชั้นนี้ เขาก็สามารถวางใจได้อย่างเต็มที่ คอยช่วยแบ่งเบาแรงกดดันให้เซินถังบ้างเป็นครั้งคราว'

แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่ายืน OB อยู่ขอบสนาม

เมื่อปะทะกันอีกครั้ง เซินถังรู้สึกได้ชัดเจนว่าชายชุดดำแตกต่างไปจากเมื่อครู่ ไม่ต้องพูดถึงพละกำลังและความเร็ว ลำพังแค่กลิ่นอายกดดันก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้แต่ตัวนางเองยังถูกกระแทกจนง่ามมือชาหนึบ หน้าอกอึดอัด ราวกับว่าคนผู้นี้ได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกเส้นเอ็นใหม่ภายในระยะเวลาสั้นๆ

เวลานี้เอง ฉีซ่านก็ช่วยอธิบายให้เซินถังฟังอย่างรู้ใจ "ไม่ต้องตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของเขา นี่เป็นไม้ตายก้นหีบที่แพร่หลายที่สุดของพวกผู้ฝึกยุทธ์ เป็นการรีดเร้นศักยภาพทั้งหมดของแก่นยุทธ์ในตันเถียนออกมาในช่วงเวลาสั้นๆ"

"ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้รับพลังเพิ่มขึ้นมหาศาลชั่วคราว ขั้นสี่ปู้เกิงก็สามารถเทียบชั้นได้กับต้าฟูขั้นห้า พอหมดเวลาก็จะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ยอมให้คนเชือดเฉือนตามใจชอบ เจ้าแค่อดทนยื้อไว้สักหน่อยก็พอ"

เซินถัง "......" 'ไอบ้า! นี่ไม่ใช่วิธีสู้แบบแลกชีวิตหรอกเรอะ?'

"แล้วเหตุใดท่านไม่เตือนให้เร็วกว่านี้!?"

'ชายชุดดำบุกเข้ามาอย่างดุดัน รังสีอำมหิตพวยพุ่งเสียดฟ้า หากนางไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วเผลอประมาท พลาดท่าถูกฟันตายตั้งแต่กระบวนท่าแรกจะทำยังไง?'

ฉีซ่านหรี่ตามองเซินถังด้วยรอยยิ้ม "ในเมื่อข้าเห็นคุณชายน้อยเซินยิ่งเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งก็ยิ่งเก่งกาจ รับมือได้อย่างสบายๆ ข้าเลยกลัวว่าถ้าทักขึ้นมาจะทำให้เจ้าเสียสมาธิ"

แค่แก่นยุทธ์ขั้นสี่ปู้เกิง เขาไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย และไม่คู่ควรให้เขาใส่ใจ แต่เขาอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคุณชายน้อยเซินผู้ลึกลับผู้นี้มากกว่า

คนผู้นี้น่าสนใจเกินไปแล้ว! ทั้งที่มีแก่นปราชญ์ แต่พอถลกแขนเสื้อขึ้นมาฟาดฟันกับพวกบ้าพลังกลับไม่เพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่น้อย

ขั้นสี่ปู้เกิงคุณชายน้อยเซินก็สู้ได้ ต่อให้อีกฝ่ายใช้วิชาลับยกระดับแก่นยุทธ์ชั่วคราวไปถึงต้าฟูขั้นห้า เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ยังรับมือไหว ซึ่งเรื่องนี้มันผิดวิสัยคนปกติเกินไปแล้ว หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่เหนือล้ำกว่านี้ ยังจะพอต่อกรไหวหรือไม่?

คุณชายน้อยผู้พกตราลัญจกรแผ่นดินติดตัว มีแก่นปราชญ์ที่พิเศษพิสดาร แถมพลังการต่อสู้ซึ่งหน้ายังไม่ด้อยไปกว่าต้าฟูขั้นห้าคนใด อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลกงที่ถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร

เรื่องราวทั้งหมดนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระหายใคร่รู้ อยากจะขุดคุ้ยความลับออกมาให้หมดเปลือกเสียจริง

หลังจากผ่านไปร้อยกระบวนท่า กลิ่นอายของชายชุดดำก็ลดฮวบลง เขาถูกเซินถังใช้กระบี่เสียบตรึงไว้บนผนังอย่างหมดจดงดงาม ขยับตัวไม่ได้อีกต่อไป

"จับเป็นได้แล้ว"

ฉีซ่านกล่าวว่า "ไม่ คนตายไปแล้ว"

เซินถังชะงักมือที่กำลังเก็บกระบี่ "ตายแล้วหรือ? จะตายได้อย่างไร..."

เมื่อสายตาเลื่อนไปมองร่างชายชุดดำ ก็เห็นศีรษะของอีกฝ่ายห้อยตกลง เลือดสีดำคล้ำส่งกลิ่นคาวคลุ้งไหลทะลักออกจากปาก…หมดลมหายใจแล้วจริงๆ!

ฉีซ่านกล่าวว่า "คนผู้นี้ไม่ใช่โจรป่าแต่เป็นนักรบเดนตาย ภารกิจล้มเหลว มีแต่ความตายเท่านั้น! ชิงฆ่าตัวตายยังถือว่าได้ไปสบาย ขืนถูกจับเป็น เกรงว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตาย"

'ดูจากสถานการณ์ การคาดเดาของเขาก่อนหน้านี้คงผิดพลาด ชายชุดดำกับคนระดับซ่างจ้าวขั้นสองก่อนหน้านี้ไม่ใช่พวกเดียวกัน และเกรงว่าพวกหลังต่างหากที่เป็นโจรป่าตัวจริง คิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์แต่ถูกชายชุดดำตัดหน้าลงมือเสียก่อน แล้วยังซวยมาเจอกับพวกเขาอีก' ฉีซ่านเอ่ยขึ้นในใจ

"นักรบเดนตาย? มาลอบสังหารผู้ใด? หรือว่าจะเป็นอาเยี่ยน?"

ฉีซ่านตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก "อาจจะใช่ก็เป็นได้"

"จะฆ่าเด็กปัญญาอ่อนที่เป็นโรคสมองคนหนึ่งไปเพื่อสิ่งใด?"

"คุณชายน้อยเซินยังอ่อนต่อโลกมากนัก ย่อมไม่รู้ความเลวร้ายของจิตใจมนุษย์ เจ้ารับประกันได้หรือว่าโรคสมองนั่นเป็นของจริง? บางทีเด็กคนนั้นอาจมีเล่ห์เหลี่ยม รู้จักซ่อนคมตั้งแต่เด็ก แกล้งบ้าใบ้เพื่อรักษาชีวิตตนเองไม่ให้ถูกปองร้าย... ตัวอย่างของการนอนบนฟืนขมลิ้มรสดีขมเพื่อรอวันแก้แค้นก็มีให้เห็นอยู่ถมไป"

"นี่..."

ฉีซ่าน "ก่อนหน้านี้คุณชายน้อยเซินมอบตังเมให้เขาสามชิ้น เขาไม่ยอมกิน แต่คะยั้นคะยอให้เจ้ากินก่อนหนึ่งชิ้น เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าการกระทำนั้นไม่ใช่การหยั่งเชิงเจ้า ให้เจ้าช่วยทดสอบพิษให้เขา?"

เซินถัง "......"

นางเริ่มไม่มั่นใจ "แต่เขาอย่างมากก็แค่หกขวบ..."

ฉีซ่านเอ่ยว่า "หากสภาพแวดล้อมบีบคั้น อย่าว่าแต่หกขวบเลย ต่อให้สองขวบ หรือหนึ่งขวบ ก็รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมปกป้องตัวเองทั้งนั้น"

เซินถัง "......"

'เด็กหกขวบคนหนึ่งยังรู้จักวางแผนลึกล้ำขนาดนี้ แล้วโอตาคุที่มีอาการกลัวการเข้าสังคมนิดๆ อย่างนางจะไปรอดได้อย่างไร?'

นางกล่าวว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ภูมิหลังของอาเยี่ยนต้องไม่ธรรมดาแน่"

'แค่ฆ่าเด็กคนเดียวยังต้องส่งนักรบเดนตายขั้นสี่ปู้เกิงมาลงมือ ช่างเล่นใหญ่ชะมัด!'

เหตุผลบอกฉีซ่านว่าเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าอาเยี่ยนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา รีบปลีกตัวออกไปจะได้ไม่ต้องหาเหาใส่หัว แต่จนใจที่คุณชายน้อยเซินช่างไม่รู้ใจเขาเอาเสียเลย ยังอยากจะช่วยเก็บศพให้วิญญาณในคฤหาสน์หลังนี้อีก

ศพแล้วศพเล่าถูกค้นหาและลากมารวมกันที่ห้องโถงกลาง

จากการสัมผัสอุณหภูมิของศพ เซินถังสันนิษฐานว่าคนเหล่านี้น่าจะตายหลังจากที่อาเยี่ยนหายตัวไปได้ไม่นาน ช่วงที่หัวหน้าหมู่บ้านสกุลเฉียนตะโกนเรียกคนไปตามหานั่นแหละ

"เฮ้อ! สิบเอ็ดชีวิตที่ต้องมาตาย..."

ฉีซ่านมีสีหน้าเรียบเฉย "ชีวิตคนในโลกหล้านี้ต่ำต้อยที่สุด และปัจจุบันเป็นเช่นนี้ วันหน้าก็ยังคงเป็นเช่นนี้"

เซินถังส่ายหน้า "คำพูดนี้ไม่ถูก หากบ้านเมืองสงบสุข กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ฆ่าคนโดยไร้เหตุผลต้องชดใช้ด้วยชีวิต"

ฉีซ่านถูกคำพูดของอีกฝ่ายทำให้หัวเราะออกมา "แผ่นดินสี่ทิศ ไม่เคยมีช่วงเวลาที่สงบสุขมาก่อน"

ตอนนี้ไม่มี วันหน้าก็จะไม่มี

เซินถังถูกคำพูดของเขาตอกหน้าจนพูดไม่ออก อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ "ท่านฉีมีความสามารถรอบตัวเช่นนี้ไม่คิดจะเลือกนายดีๆ สักคน แล้วช่วยทำให้ยุคเข็ญสงบลงบ้างหรือ? ดีแต่พูดจาถากถาง..."

ฉีซ่านยิ้มแต่ไม่ตอบคำ

เซินถังกำลังจะไปหอบฟืนมาจัดการเผาศพ จู่ๆ ก็ฉุกใจคิดอะไรบางอย่างได้จึงหยุดฝีเท้า สายตาหันกลับไปมองมือของศพเหล่านั้น แล้วกวาดตามองรอบหนึ่ง "ดูไม่ชอบมาพากล"

ฉีซ่านถาม "ไม่ชอบมาพากลตรงใด?"

"ศพหายไปหนึ่งศพ"

"เจ้าหมายถึงอาเยี่ยนหรือ? เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่..."

เซินถังกล่าวว่า "ไม่ใช่อาเยี่ยน แต่เป็นคนอื่น"

ยังมีอีกคนหนึ่งที่ไม่อยู่ที่นี่!

จบบทที่ บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว