- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ
บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ
บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ
บทที่ 16 ศพหายไปหนึ่งศพ
ในเมื่อฉีซ่านบอกว่าให้ลงมือได้ตามสบาย เซินถังย่อมไม่เกรงใจ
นางรุกไล่ดุจสายรุ้งพาดผ่านเวหา 'กระบี่มารดา' ในมือร่ายรำอย่างรัดกุมจนไร้ช่องโหว่ ประกายกระบี่วูบวาบ แม้ชายชุดดำจะใช้หอกยาวซึ่งได้เปรียบเรื่องระยะของศาสตราวุธ แต่กลับถูกจังหวะการโจมตีที่ถี่กระชั้นจนแทบหยุดหายใจของนางบีบให้ต้องตั้งรับอย่างทุลักทุเล ถอยร่นไปหลายก้าว
ตึง! --- กระบี่เล่มหนึ่งแทงทะลุเข้าไปในผนังด้านหลังชายชุดดำ
ฉวยโอกาสที่เซินถังกำลังดึงกระบี่ออก ชายชุดดำตะโกนก้อง ทิ้งหอกยาว แล้วรวบรวมประกายสีเทาไว้ที่กำปั้น ชกเข้าใส่หน้าอกของนางเต็มแรง ประกายสีเทานั้นห่อหุ้มด้วยเสียงระเบิดแผ่วเบา
เซินถังไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ยกมือขึ้นต้านรับ แต่ใครจะคาดคิดว่าในจังหวะนั้น เป้าหมายกลับหายวับไปในอากาศ!
นางรั้งพลังกลับมาไม่ทัน หมัดจึงกระแทกผนังจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
เซินถัง "???" 'ไม่ใช่สิ--- แล้วคนล่ะ?'
ฉีซ่านยิ้มบางๆ พลางเอ่ยเตือน "คุณชายน้อยเซิน เวลาเผชิญหน้าศัตรูอย่าได้ใจลอย"
"เมื่อกี้ท่านเป็นคนย้ายเขาหนีอย่างนั้นหรือ?"
ยังไม่ทันที่ฉีซ่านจะเอ่ยปากตอบ ชายชุดดำผู้นั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียดจนแทบจะกลั่นออกมาเป็นน้ำได้ "วาจาสิทธิ์กระบวนทัพ 'ย้ายบุปผาต่อหยก'?"
เหล่าเจ้าแคว้นต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองและไม่ให้ถูกกลืนกิน ต่างพากันใช้งานปัญญาชนและกุนซือที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลกองทัพและวาจาสิทธิ์พิชัยสงครามอย่างหนัก
กว่าสองร้อยปีมานี้ วาจาสิทธิ์ถูกพวกใจดำอำมหิตเหล่านั้นพลิกแพลงจนพิสดาร กลายเป็นศาสตร์จำเป็นสำหรับคนรุ่นหลังที่ต้องการก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง หรือใช้กรุยทางเพื่อความก้าวหน้าในราชการ
แต่การฝึกฝนแก่นปราชญ์นั้นยากลำบากกว่าแก่นยุทธ์มากนัก
ประการแรก การควบคุมวาจาสิทธิ์นั้นยากยิ่ง แม้จะควบคุมได้ แต่ผลลัพธ์ของการใช้งานจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้แน่ชัด ประการที่สอง ผลลัพธ์ของวาจาสิทธิ์แต่ละคนล้วนแตกต่างกันเล็กน้อย สถานการณ์หน้ากองทัพยิ่งแปรเปลี่ยนได้ในชั่วพริบตา จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ หากเผลอเรอเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความพ่ายแพ้ทั้งกระดาน
"คิดไม่ถึงว่าในที่กันดารเช่นนี้จะมีคนตาถึงอยู่ด้วย" ฉีซ่านยอมรับการคาดการณ์ของชายชุดดำโดยไม่โต้แย้ง
ชายผู้นั้นส่งเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ "เช่นนั้น ก็ยิ่งปล่อยพวกเจ้าไว้ไม่ได้!"
เคร้ง! --- เสียงดังสนั่นหวั่นไหวอีกครา!
ฉีซ่านที่กำลังจะถูกหอกยาวแทงเข้าแสกหน้ากลับไม่หลบไม่หลีก มุมปากแสยะยิ้ม มองดูชายชุดดำที่เกร็งกำลังไปทั่วร่างจนบนหน้าผากพบเส้นเลือดปูนโปนออกมาอย่างสบายอารมณ์
ปลายหอกของอีกฝ่ายอยู่ห่างจากเขาเพียงสองชุ่น และหากใกล้กว่านี้ก็อาจปลิดชีพเขาได้อย่างง่ายดาย แต่ระยะห่างเพียงน้อยนิดแค่นี้กลับกลายเป็นดั่งเหวสวรรค์ที่ขวางกั้น ไม่อาจคืบหน้าได้อีกแม้แต่ชุ่นเดียว
เซินถังผู้ที่ต้องรับภาระทั้งหมด "......"
ในใจนางกำลังสบถภาษาซีอย่างงดงาม แต่ปากกลับกัดฟันกรอด "ฉีหยวนเหลียง ท่านจะพอได้หรือยัง? ยืนบื้ออยู่ได้ไม่คิดจะหลบหน่อยหรืออย่างไร?"
ฉีซ่านย่อมไม่ตื่นตระหนก 'ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ คุณชายน้อยเซินก็ต้องปกป้องเขาให้ปลอดภัย เมื่อมีหลักประกันชั้นนี้ เขาก็สามารถวางใจได้อย่างเต็มที่ คอยช่วยแบ่งเบาแรงกดดันให้เซินถังบ้างเป็นครั้งคราว'
แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่ายืน OB อยู่ขอบสนาม
เมื่อปะทะกันอีกครั้ง เซินถังรู้สึกได้ชัดเจนว่าชายชุดดำแตกต่างไปจากเมื่อครู่ ไม่ต้องพูดถึงพละกำลังและความเร็ว ลำพังแค่กลิ่นอายกดดันก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว แม้แต่ตัวนางเองยังถูกกระแทกจนง่ามมือชาหนึบ หน้าอกอึดอัด ราวกับว่าคนผู้นี้ได้ผลัดเปลี่ยนกระดูกเส้นเอ็นใหม่ภายในระยะเวลาสั้นๆ
เวลานี้เอง ฉีซ่านก็ช่วยอธิบายให้เซินถังฟังอย่างรู้ใจ "ไม่ต้องตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของเขา นี่เป็นไม้ตายก้นหีบที่แพร่หลายที่สุดของพวกผู้ฝึกยุทธ์ เป็นการรีดเร้นศักยภาพทั้งหมดของแก่นยุทธ์ในตันเถียนออกมาในช่วงเวลาสั้นๆ"
"ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้รับพลังเพิ่มขึ้นมหาศาลชั่วคราว ขั้นสี่ปู้เกิงก็สามารถเทียบชั้นได้กับต้าฟูขั้นห้า พอหมดเวลาก็จะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ยอมให้คนเชือดเฉือนตามใจชอบ เจ้าแค่อดทนยื้อไว้สักหน่อยก็พอ"
เซินถัง "......" 'ไอบ้า! นี่ไม่ใช่วิธีสู้แบบแลกชีวิตหรอกเรอะ?'
"แล้วเหตุใดท่านไม่เตือนให้เร็วกว่านี้!?"
'ชายชุดดำบุกเข้ามาอย่างดุดัน รังสีอำมหิตพวยพุ่งเสียดฟ้า หากนางไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วเผลอประมาท พลาดท่าถูกฟันตายตั้งแต่กระบวนท่าแรกจะทำยังไง?'
ฉีซ่านหรี่ตามองเซินถังด้วยรอยยิ้ม "ในเมื่อข้าเห็นคุณชายน้อยเซินยิ่งเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งก็ยิ่งเก่งกาจ รับมือได้อย่างสบายๆ ข้าเลยกลัวว่าถ้าทักขึ้นมาจะทำให้เจ้าเสียสมาธิ"
แค่แก่นยุทธ์ขั้นสี่ปู้เกิง เขาไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย และไม่คู่ควรให้เขาใส่ใจ แต่เขาอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคุณชายน้อยเซินผู้ลึกลับผู้นี้มากกว่า
คนผู้นี้น่าสนใจเกินไปแล้ว! ทั้งที่มีแก่นปราชญ์ แต่พอถลกแขนเสื้อขึ้นมาฟาดฟันกับพวกบ้าพลังกลับไม่เพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่น้อย
ขั้นสี่ปู้เกิงคุณชายน้อยเซินก็สู้ได้ ต่อให้อีกฝ่ายใช้วิชาลับยกระดับแก่นยุทธ์ชั่วคราวไปถึงต้าฟูขั้นห้า เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ยังรับมือไหว ซึ่งเรื่องนี้มันผิดวิสัยคนปกติเกินไปแล้ว หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่เหนือล้ำกว่านี้ ยังจะพอต่อกรไหวหรือไม่?
คุณชายน้อยผู้พกตราลัญจกรแผ่นดินติดตัว มีแก่นปราชญ์ที่พิเศษพิสดาร แถมพลังการต่อสู้ซึ่งหน้ายังไม่ด้อยไปกว่าต้าฟูขั้นห้าคนใด อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลกงที่ถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระหายใคร่รู้ อยากจะขุดคุ้ยความลับออกมาให้หมดเปลือกเสียจริง
หลังจากผ่านไปร้อยกระบวนท่า กลิ่นอายของชายชุดดำก็ลดฮวบลง เขาถูกเซินถังใช้กระบี่เสียบตรึงไว้บนผนังอย่างหมดจดงดงาม ขยับตัวไม่ได้อีกต่อไป
"จับเป็นได้แล้ว"
ฉีซ่านกล่าวว่า "ไม่ คนตายไปแล้ว"
เซินถังชะงักมือที่กำลังเก็บกระบี่ "ตายแล้วหรือ? จะตายได้อย่างไร..."
เมื่อสายตาเลื่อนไปมองร่างชายชุดดำ ก็เห็นศีรษะของอีกฝ่ายห้อยตกลง เลือดสีดำคล้ำส่งกลิ่นคาวคลุ้งไหลทะลักออกจากปาก…หมดลมหายใจแล้วจริงๆ!
ฉีซ่านกล่าวว่า "คนผู้นี้ไม่ใช่โจรป่าแต่เป็นนักรบเดนตาย ภารกิจล้มเหลว มีแต่ความตายเท่านั้น! ชิงฆ่าตัวตายยังถือว่าได้ไปสบาย ขืนถูกจับเป็น เกรงว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตาย"
'ดูจากสถานการณ์ การคาดเดาของเขาก่อนหน้านี้คงผิดพลาด ชายชุดดำกับคนระดับซ่างจ้าวขั้นสองก่อนหน้านี้ไม่ใช่พวกเดียวกัน และเกรงว่าพวกหลังต่างหากที่เป็นโจรป่าตัวจริง คิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์แต่ถูกชายชุดดำตัดหน้าลงมือเสียก่อน แล้วยังซวยมาเจอกับพวกเขาอีก' ฉีซ่านเอ่ยขึ้นในใจ
"นักรบเดนตาย? มาลอบสังหารผู้ใด? หรือว่าจะเป็นอาเยี่ยน?"
ฉีซ่านตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก "อาจจะใช่ก็เป็นได้"
"จะฆ่าเด็กปัญญาอ่อนที่เป็นโรคสมองคนหนึ่งไปเพื่อสิ่งใด?"
"คุณชายน้อยเซินยังอ่อนต่อโลกมากนัก ย่อมไม่รู้ความเลวร้ายของจิตใจมนุษย์ เจ้ารับประกันได้หรือว่าโรคสมองนั่นเป็นของจริง? บางทีเด็กคนนั้นอาจมีเล่ห์เหลี่ยม รู้จักซ่อนคมตั้งแต่เด็ก แกล้งบ้าใบ้เพื่อรักษาชีวิตตนเองไม่ให้ถูกปองร้าย... ตัวอย่างของการนอนบนฟืนขมลิ้มรสดีขมเพื่อรอวันแก้แค้นก็มีให้เห็นอยู่ถมไป"
"นี่..."
ฉีซ่าน "ก่อนหน้านี้คุณชายน้อยเซินมอบตังเมให้เขาสามชิ้น เขาไม่ยอมกิน แต่คะยั้นคะยอให้เจ้ากินก่อนหนึ่งชิ้น เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าการกระทำนั้นไม่ใช่การหยั่งเชิงเจ้า ให้เจ้าช่วยทดสอบพิษให้เขา?"
เซินถัง "......"
นางเริ่มไม่มั่นใจ "แต่เขาอย่างมากก็แค่หกขวบ..."
ฉีซ่านเอ่ยว่า "หากสภาพแวดล้อมบีบคั้น อย่าว่าแต่หกขวบเลย ต่อให้สองขวบ หรือหนึ่งขวบ ก็รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมปกป้องตัวเองทั้งนั้น"
เซินถัง "......"
'เด็กหกขวบคนหนึ่งยังรู้จักวางแผนลึกล้ำขนาดนี้ แล้วโอตาคุที่มีอาการกลัวการเข้าสังคมนิดๆ อย่างนางจะไปรอดได้อย่างไร?'
นางกล่าวว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ภูมิหลังของอาเยี่ยนต้องไม่ธรรมดาแน่"
'แค่ฆ่าเด็กคนเดียวยังต้องส่งนักรบเดนตายขั้นสี่ปู้เกิงมาลงมือ ช่างเล่นใหญ่ชะมัด!'
เหตุผลบอกฉีซ่านว่าเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าอาเยี่ยนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา รีบปลีกตัวออกไปจะได้ไม่ต้องหาเหาใส่หัว แต่จนใจที่คุณชายน้อยเซินช่างไม่รู้ใจเขาเอาเสียเลย ยังอยากจะช่วยเก็บศพให้วิญญาณในคฤหาสน์หลังนี้อีก
ศพแล้วศพเล่าถูกค้นหาและลากมารวมกันที่ห้องโถงกลาง
จากการสัมผัสอุณหภูมิของศพ เซินถังสันนิษฐานว่าคนเหล่านี้น่าจะตายหลังจากที่อาเยี่ยนหายตัวไปได้ไม่นาน ช่วงที่หัวหน้าหมู่บ้านสกุลเฉียนตะโกนเรียกคนไปตามหานั่นแหละ
"เฮ้อ! สิบเอ็ดชีวิตที่ต้องมาตาย..."
ฉีซ่านมีสีหน้าเรียบเฉย "ชีวิตคนในโลกหล้านี้ต่ำต้อยที่สุด และปัจจุบันเป็นเช่นนี้ วันหน้าก็ยังคงเป็นเช่นนี้"
เซินถังส่ายหน้า "คำพูดนี้ไม่ถูก หากบ้านเมืองสงบสุข กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ฆ่าคนโดยไร้เหตุผลต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
ฉีซ่านถูกคำพูดของอีกฝ่ายทำให้หัวเราะออกมา "แผ่นดินสี่ทิศ ไม่เคยมีช่วงเวลาที่สงบสุขมาก่อน"
ตอนนี้ไม่มี วันหน้าก็จะไม่มี
เซินถังถูกคำพูดของเขาตอกหน้าจนพูดไม่ออก อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ "ท่านฉีมีความสามารถรอบตัวเช่นนี้ไม่คิดจะเลือกนายดีๆ สักคน แล้วช่วยทำให้ยุคเข็ญสงบลงบ้างหรือ? ดีแต่พูดจาถากถาง..."
ฉีซ่านยิ้มแต่ไม่ตอบคำ
เซินถังกำลังจะไปหอบฟืนมาจัดการเผาศพ จู่ๆ ก็ฉุกใจคิดอะไรบางอย่างได้จึงหยุดฝีเท้า สายตาหันกลับไปมองมือของศพเหล่านั้น แล้วกวาดตามองรอบหนึ่ง "ดูไม่ชอบมาพากล"
ฉีซ่านถาม "ไม่ชอบมาพากลตรงใด?"
"ศพหายไปหนึ่งศพ"
"เจ้าหมายถึงอาเยี่ยนหรือ? เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่..."
เซินถังกล่าวว่า "ไม่ใช่อาเยี่ยน แต่เป็นคนอื่น"
ยังมีอีกคนหนึ่งที่ไม่อยู่ที่นี่!