เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ขั้นสี่ปู้เกิง

บทที่ 15 ขั้นสี่ปู้เกิง

บทที่ 15 ขั้นสี่ปู้เกิง


บทที่ 15 ขั้นสี่ปู้เกิง

"ท่านฉี เหตุใดวาจาสิทธิ์ 'รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี' ท่านถึงไม่ใช้ให้ข้าด้วยเล่า?"

เซินถังแทบจะกระอักเลือด วาจาสิทธิ์บทนี้นางเพิ่งจะท่องจำไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

รวบรวมปราณสร้างเกราะคุ้มกันกาย! หรือพูดง่ายๆ ก็คือการกางโล่ให้ตัวเอง

ฉีซ่านจะกางโล่ให้ตัวเองคนเดียวก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ไอ้หมอนี่ดันถอยไปยืนหลบอยู่ข้างหลังนาง ปล่อยให้สาวสวยเก็บตัวอยู่แต่บ้านวัยสิบเอ็ดสิบสองปีที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ต้องมาเผชิญหน้ากับฆาตกรโหดฆ่าล้างโคตรตามลำพัง!

ช่างน่ารังเกียจจนเหลือรับจริงๆ!

ฉีซ่านกล่าวอย่างใจเย็น "ร่างกายของผู้น้อยอ่อนแอ ไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้"

เซินถัง "......"

'นางพลันนึกถึงคำนิยามที่นางมอบให้ฉีซ่านหลังจากอ่านม้วนคัมภีร์วาจาสิทธิ์จบเมื่อคืน เจ้าพวกชอบตุ๋ยหลัง ซุ่มโจมตีในพงหญ้า ใช้การรุกแทนการรับ และดูท่าคำนิยามนี้จะไม่ครอบคลุมเสียแล้ว ต้องเพิ่มไปอีกข้อหนึ่ง ไอ้หมอนี่ขายเพื่อนร่วมทีมได้คล่องมือนัก'

"ต่อให้ท่านไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้ แต่ท่านก็เป็นชายหนุ่มที่ผ่านพิธีสวมหมวกมาแล้วนะ!"

มาหลบอยู่ข้างหลังนางเนี่ยนะ? นี่คือสิ่งที่ลูกผู้ชายเขาทำกันหรือ? ว่าแล้วนางก็ถีบเข้าที่กลางอกชายวัยกลางคนเต็มแรง

เมื่อมองดูชายวัยกลางคนที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกถีบกระเด็นไปไกลครึ่งจั้ง ฉีซ่านก็กล่าวว่า "ชายหนุ่มที่ผ่านพิธีสวมหมวกก็เตะคนปลิวไปไกลขนาดนี้ไม่ได้หรอก"

เซินถัง "......"

ชายวัยกลางคนล้มลงกุมหน้าอก สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาคิดไม่ถึงว่าเด็กรูปร่างผอมแห้งตัวเล็กๆ อย่างเซินถังจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้

เขาตบพื้นรวบรวมพลัง กระโดดลุกขึ้นยืด ตะโกนก้อง "พวกเจ้าแส่หาที่ตายเอง เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ไมตรี!"

ไม่รู้ว่าไปล้วงเอามีดตัดฟืนที่เปล่งแสงสีแดงออกมาจากที่ใด พลันฟันฉับลงที่ศีรษะของเซินถัง!

ตึง!

มีดตัดฟืนของชายผู้นี้มีพลังแก่นยุทธ์เสริมอานุภาพ คมกริบดุจตัดเหล็กไหล เพียงแค่ปะทะกันครั้งเดียวก็ฟันมีดตัดฟืนในมือนางขาดเป็นสองท่อน

เมื่อเห็นว่าตนได้เปรียบเขาก็ยิ่งได้ใจ ใช้แรงทั้งหมดฟันขวางเข้าใส่ หมายเล็งไปที่ลำคอของเด็กหนุ่มตรงหน้า มุมปากแสยะยิ้มกว้าง ราวกับมองเห็นภาพศีรษะของอีกฝ่ายหลุดกระเด็นอย่างน่าอนาถ

ใครจะรู้ว่านางกลับย่อตัวเอนหลัง หลบมีดตัดฟืนสีแดงที่ฟันมาอย่างต่อเนื่อง ฝีเท้าขยับสับเปลี่ยน ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยความสุขุมเยือกเย็น

ชายวัยกลางคนไร้ซึ่งกระบวนท่าที่แน่นอน มีเพียงพละกำลังมหาศาลและมีดตัดฟืนสีแดงที่คมกริบเล่มนั้น

ฟันฉับๆ ดาบแล้วดาบเล่า ขอเพียงโดนฟันสักดาบ ไม่ตายก็ต้องพิการ และเมื่อมองรอยแตกร้าวบนพื้นที่เกิดจากการฟัน เซินถังก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

ฉีซ่านเอ่ยขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม "ขั้นสองซ่างจ้าว"

แถมยังเป็นขั้นสองซ่างจ้าวที่มีดีแค่แรงควายเสียด้วย นางฉวยโอกาสเข้าประชิดตัว กำหมัดกระแทกเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่าย

ชายวัยกลางคนร้องด้วยความเจ็บปวด มีดตัดฟืนในมือหลุดกระเด็น นางจึงฉวยโอกาสนั้นเตะอัดเข้าไปที่จุดยุทธศาสตร์ใต้สะดือสามชุ่นอย่างจัง

ลูกเตะนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ชายผู้นั้นไข่แตก แต่ยังทำให้ฉีซ่านเผลอสูดปากด้วยความเสียวไส้ เขาจึงยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า ไม่กล้ามองภาพสยดสยองตรงหน้า

ไม่มีบุรุษคนใดทนความเจ็บปวดระดับนี้ได้หรอก และชายวัยกลางคนก็เช่นกัน

เขาร้องโหยหวนตัวงอเป็นกุ้ง ซึ่งเข้าทางเซินถังพอดี นางจึงคว้าผมมวยของอีกฝ่ายกดลง แล้วกระแทกเข่าสวนขึ้นไป

ผัวะ!

ฉีซ่านเผลอยกมือขึ้นจับดั้งจมูกตัวเอง ซึ่งเขามองแล้วยังเจ็บแทนชายผู้นั้นเลย

ทันใดนั้น หางตาเขาก็เหลือบเห็นเงาคนวูบไหวอยู่นอกหน้าต่างกระดาษ เขาจึงเอ่ยวาจาสิทธิ์ออกมาโดยไม่ลังเล "ลงเรือลำเดียวกัน ร่วมฝ่าฟันวิกฤต!"

สิ้นเสียงคำว่า "วิกฤต" แสงสีเทาสายหนึ่งก็พุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาด้วยอานุภาพที่ไม่อาจต้านทาน หมายสังหารเซินถังที่จุดตาย และในเวลาเดียวกันกับที่แสงสีเทามาถึง เกราะอักษรที่สว่างวาบขึ้นรอบกายเซินถังก็ปรากฏขึ้น

ทั้งสองพลังปะทะกัน คลื่นพลังระเบิดดังตูม!

นางหลบฉากออกมานานแล้ว มองดูคมหอกที่จมลึกลงไปในพื้นดินหลายชุ่น แล้วเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ในที่มืดยังมีศัตรูอีก!

ฉีซ่านกล่าวว่า "พวกเดียวกัน น่าจะเป็นขั้นสามจานเหนี่ยว"

ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน เพียงแค่ดูจากแรงหอกเมื่อครู่ เขาก็ประเมินฝีมือของศัตรูได้คร่าวๆ

แต่ประโยคถัดมากลับเป็น "คุณชายน้อยเซินน่าจะรับมือไหว"

เซินถัง "......" 'ความหมายแฝงของประโยคนี้คือ เขาจะขอยืนดู OB อยู่ห่างๆ'

ต่างจากชายวัยกลางคนที่ไร้กระบวนท่า ผู้ที่มาใหม่เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือ เขากระโดดลอยตัวเข้ามา ฝ่ามือดูดดึง หอกยาวที่ปักคาพื้นก็ลอยกลับเข้ามือเขาทันที

เป้าหมายกลับไม่ใช่เซินถัง แต่หลอกล่อด้วยท่าหนึ่งแล้วพุ่งตรงเข้าหาฉีซ่าน

ผู้มาใหม่สวมชุดดำทั้งตัว สูงเก้าฟุต รูปร่างสูงใหญ่กำยำ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เพียงแค่ยืนเฉยๆ ก็แผ่แรงกดดันมหาศาล ทำให้ห้องที่เดิมทีกว้างขวางดูคับแคบและน่าอึดอัดขึ้นมาทันที

ฉีซ่านทำหน้าเหมือน 'กะแล้วเชียว' เขาไม่ได้รีบร้อน เอ่ยวาจาสิทธิ์พยางค์เดียวในใจ แสงแห่งปัญญาใต้เท้าสว่างวาบ ร่างกายไหววูบถอยห่างออกไปกว่าหนึ่งจั้ง

ชายชุดดำคิดจะไล่ตาม แต่ถูกเซินถังที่ถือ 'กระบี่มารดา' เข้ามาขวางไว้ จนปลีกตัวไปไม่ได้

เคร้ง! หอกและกระบี่ปะทะกัน

ฉีซ่านหลบฉากไปยังที่โล่งที่ค่อนข้างปลอดภัย แล้วค่อยๆ เติมประโยคปิดท้ายอย่างใจเย็น "ภัยถึงตัวข้า จงโอนสู่เจ้า ฉะนั้น ข้ามีภัยเจ้าก็มีภัย หากเจ้าไม่อยากมีภัย จงยื่นมือช่วยข้าให้พ้นภัย"

สิ้นเสียงวาจาสิทธิ์ แสงแห่งปัญญากลับไปสว่างวาบที่ใต้เท้าของเซินถัง

เซินถังที่ได้ยินวาจาสิทธิ์ชัดเจนเต็มสองหู "......???"

นางปัดป้องคมหอกที่ระดมแทงมาดุจพายุฝน พลางตะโกนด่าด้วยความโมโห "ฉีหยวนเหลียง! หัดทำตัวให้สมเป็นคนหน่อยเถอะ!"

'ฉีซ่านไอคนบัดซบ!'

'วาจาสิทธิ์บทนั้นฟังผ่านๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถ้าแปลความหมายออกมาจะเป็นแบบนี้ ถ้านางมีอันตราย ก็จะโอนความอันตรายไปให้คนอื่น ถ้านางอันตราย คนอื่นก็อันตรายด้วย ดังนั้นถ้าคนคนนั้นอยากปลอดภัย ก็จำเป็นต้องช่วยนางแก้ปัญหาความอันตราย'

'เท่ากับเป็นการบังคับหารความซวยชัดๆ'

"คุณชายน้อยเซิน โปรดเห็นแก่สถานการณ์ภาพรวมเป็นหลัก"

ฉีซ่านได้ยินดังนั้น กลับยิ้มด้วยใบหน้านิ่งเฉย พลางกล่าวว่า "อย่างที่เขาว่ากัน ตราบใดที่แก่นปราชญ์ยังไม่ดับสูญ แก่นยุทธ์ก็ไม่มีวันตาย คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือ ย่อมรู้หลักการนี้ดี ตัวข้านั้นอ่อนแอ ชีวิตนี้คงต้องฝากไว้ในมือคุณชายน้อยเซินแล้ว"

เซินถัง "......"

"พี่ชายฉีหยวนเหลียง ท่านยังจำประโยค 'เจ้าลองทายดูซิว่ากระบี่เล่มนี้ของข้ามีไว้ประดับหรือเป็นอาวุธคู่มือ' ที่พูดเมื่อคืนได้หรือไม่?"

'ผ่านไปแค่คืนเดียว ก็สวมบทบัณฑิตหนุ่มผู้บอบบางเสียแล้วหรือ?'

ตูม! หลังคาห้องถูกแสงสีเทาที่กระบี่ปัดกระเด็นพุ่งชนจนเป็นรูโหว่

พละกำลังของคนผู้นี้มหาศาลผิดปกติ อย่างน้อยก็มากกว่าผู้คุมกันนักโทษขั้นสามจานเหนี่ยวผู้นั้นมากนัก นางต้องถอยหลังไปหลายก้าวถึงจะสลายแรงปะทะได้ มองดูง่ามมือที่ชาหนึบ สีหน้าเคร่งเครียดลงเล็กน้อย

"ฉีหยวนเหลียง ท่านแน่ใจนะว่าเขาคือขั้นสามจานเหนี่ยว?"

ฉีซ่านกำลังจะตอบว่า 'ใช่' แต่อาศัยแสงตะเกียงที่ยังไม่ดับเห็นริมฝีปากหนาของชายผู้นั้นขยับไหว พึมพำอะไรบางอย่างอย่างไร้เสียง

ทันใดนั้น กลิ่นอายทั่วร่างของเขาก็เปลี่ยนไป หอกในมือร่ายรำจนเกิดภาพติดตานับร้อย คมหอกดุจดั่งอสรพิษเลื้อยพันกระบี่ยาวของเซินถัง

ฉีซ่านพยายามอ่านปากของเขา [ศึกไร้กระบวนท่า น้ำไร้รูปลักษณ์…]

นี่มัน......

ฉีซ่านเข้าใจได้ในทันที "ระวัง! เจ้านั่นคือขั้นสี่ปู้เกิง!"

แทบจะสิ้นเสียง เงาร่างสีดำที่ดูเลือนรางสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบในมุมอับสายตาของเซินถัง ก่อตัวเป็นรูปขบวนโจมตีขนาบข้างหน้าหลังร่วมกับชายชุดดำที่กำลังพัวพันนางอยู่

สายลมจากคมหอกพุ่งเข้ามา นางราวกับมีตาหลัง คว้าผ้าม่านที่ห้อยอยู่โหนตัวกระโดดขึ้นไปบนคานไม้ที่ผุพัง หลบคมหอกที่หมายแทงทะลุหัวใจได้อย่างหวุดหวิด

"ไอ้บ้านี่! แยกร่างได้ด้วย!" นางเพิ่งจะยืนทรงตัวได้ เสียงของฉีซ่านก็ดังขึ้นข้างหู

เขากล่าวว่า "ค่ายกลหมากดารา!"

วิ้ง ---

ตัวอักษรแนวตั้งและแนวนอนพุ่งขยายออกจากใต้ฝ่าเท้าของฉีซ่าน มองแวบแรกดูคล้ายกระดานหมากรุกขนาดยักษ์

เมื่อกระดานหมากปรากฏ ชายชุดดำก็รู้สึกหนักอึ้งที่เท้า เข่าสั่นระริก ราวกับมีหินก้อนยักษ์กดทับอยู่บนไหล่ ขาทั้งสองข้างจมดิ่งลงในบ่อโคลนที่มองไม่เห็น

เขาคำรามก้อง ปราณยุทธ์ทั่วร่างระเบิดออก แสงสีเทาปะทะกับแสงแห่งปัญญาจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู

เซินถังมองดูฉากนี้ ไม่รู้จะเข้าไปช่วยอย่างไร 'นี่มันเกินขอบเขตความรู้ของนางไปแล้ว'

ฉีซ่านมองออกว่าเซินถังกังวล จึงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา "เจ้าจัดการสู้ไป ส่วนอื่นปล่อยเป็นหน้าที่ข้า จับเป็นมันซะ!"

ขั้นกงซื่อและขั้นซ่างจ้าวมีเกณฑ์วัดที่ต่ำมาก ขอเพียงเป็นสายบู๊ก็สามารถบรรลุได้ ขั้นสามจานเหนี่ยวคือจุดแบ่งเขตแดน

เริ่มตั้งแต่ขั้นสี่ปู้เกิง จะสามารถใช้วาจาสิทธิ์ประเภทพิชัยสงครามได้ หากอยู่ในกองทัพอย่างน้อยๆ ก็เป็นนายกองร้อย

หากยอมสวามิภักดิ์เป็นกองกำลังส่วนตัวของขุนนางผู้มีอิทธิพล ก็ย่อมมีกินมีใช้ไม่ขัดสน ไฉนจึงตกต่ำมาเป็นโจรป่า อาศัยการปล้นฆ่าเลี้ยงชีพเยี่ยงนี้กัน?

จบบทที่ บทที่ 15 ขั้นสี่ปู้เกิง

คัดลอกลิงก์แล้ว