- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 14 รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
บทที่ 14 รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
บทที่ 14 รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
บทที่ 14 รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
เมื่อเดินมาถึงบันไดใต้ระเบียงทางเดิน ฉีซ่านยกมือปลดหมวกสาน โน้มตัวถอดรองเท้าไม้วางเรียงกันไว้ในที่ที่เหมาะสม แล้วถลกชายเสื้อก้าวเท้าเปล่าขึ้นบันได
เขาหยิบกระบวยน้ำที่แขวนอยู่บนเสาไม้ ตักน้ำฝนจากอ่างหินใต้ระเบียงทางเดิน ล้างโคลนตมที่ติดอยู่บนเท้าออก
เซินถังก็ถอดรองเท้าไม้เช่นกัน โดยสัญชาตญาณมองหารองเท้าสำหรับใส่ในห้อง กวาดสายตาไปรอบๆ ก็ไม่เห็นคู่ไหนที่จะเอามาเปลี่ยนใส่ได้แม้แต่น้อย
ฉีซ่านม้วนชายเสื้อที่เปรอะเปื้อนขึ้นแล้วผูกยึดไว้ที่ข้อพับเข่า ล้วงผ้าเช็ดหน้าสำหรับเช็ดเท้าโดยเฉพาะออกมาจากแขนเสื้อ เช็ดคราบน้ำบนเท้าจนแห้งสนิท จากนั้นจึงส่งกระบวยน้ำให้เซินถัง
การกระทำของทั้งสองรวดเร็วไม่ชักช้า ทว่าชายวัยกลางคนเพิ่งจะถอดรองเท้าไม้ที่ดูไม่ค่อยพอดีเท้าและพื้นรองเท้าสึกหรอคู่นั้นออก แล้วใช้เท้าเปล่าเหยียบขึ้นบันไดไม้ ทิ้งรอยเท้าเปียกชื้นที่ปนเปื้อนน้ำโคลนเอาไว้หลายรอย
แม้ลานบ้านจะกวาดจนสะอาดสะอ้าน หลายจุดปูด้วยกรวดหิน แต่ฝนตกหนักเช่นนี้ย่อมมีแอ่งน้ำโคลนขัง ทำให้เท้าเลอะเทอะได้ง่าย และเมื่อเห็นเซินถังทั้งสองคนกำลังวุ่นวายทำความสะอาด เขาจึงหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น
"ทั้งสองท่านทำตัวตามสบายเถิด ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก"
พอนางได้ยินคำพูดของชายผู้นั้น ก็สาดน้ำสองกระบวยล้างเท้าจนสะอาด หัวเราะพลางโยนกระบวยน้ำลงในอ่างหิน แล้วเหยียบขึ้นบันไดไม้เสียงดังตึงตังสองที
ฉีซ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวดเล็กน้อย "โย่วหลี มารยาทของเจ้าล่ะ?"
เซินถังยิ้มแล้วกวักมือเรียกเขา "ไม่ใช่ว่าแขกต้องทำตามเจ้าบ้านหรอกหรือ? พี่ใหญ่นั่นแหละพิธีรีตองมากเกินไปแล้ว รีบขึ้นมาหลบฝนเร็วเข้าเถอะ"
ฉีซ่านสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับหมดหนทางจะจัดการพฤติกรรมของเซินถัง เขาหันกลับไปขออภัยชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนช่างมีความอดทนสูงส่ง ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม รีบบอกว่า 'ไม่เป็นไร' อยู่หลายครั้ง สีหน้าไม่ปรากฏความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย กลับกล่าวชมเซินถังว่าเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาและร่าเริง
ฉีซ่านถอนหายใจ "แต่น้องชายข้าปีนี้อายุสิบสองแล้ว ยังกระโดดโลดเต้นไม่สุขุมเช่นนี้ เกรงว่าวันหน้าจะต้องลำบาก..."
สีหน้าของชายวัยกลางคนแข็งค้างไปเล็กน้อย "น้องชาย? นี่คือคุณชายน้อยหรือ?"
ฉีซ่านพยักหน้า "ใช่แล้ว น้องชายคนเล็กของข้าเอง รูปร่างหน้าตาเหมือนท่านแม่ เนื่องจากมีใบหน้างดงามราวสตรี หลายปีมานี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง"
ชายวัยกลางคนหัวเราะแห้งๆ สองสามที บอกว่าตัวเองตาถั่วที่มองผิดไป นึกไม่ถึงว่าจะมองบุรุษหนุ่มผิดเป็นสตรีโฉมงามเสียได้
พูดพลางนำทางทั้งสองคนไปยังห้องปีกข้าง ให้เซินถังและฉีซ่านรอฝนหยุดที่นี่ หากฝนยังไม่ซาท่าจะขอพักค้างแรมสักคืนก็ย่อมได้
จู่ๆ ชายวัยกลางคนก็เอ่ยขึ้นว่า "นึกขึ้นได้ว่าในครัวยังอุ่นน้ำขิงไว้อยู่หม้อหนึ่ง ทั้งสองท่านจะดื่มน้ำขิงไล่ความหนาวสักหน่อยหรือไม่?"
ฉีซ่านประสานมือขอบคุณชายวัยกลางคน
ชายผู้นั้นกล่าวว่า "ทั้งสองท่านโปรดรอสักครู่"
เมื่อเสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไป นางก็เก็บรอยยิ้มขี้เล่นกลับคืน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง "คนผู้นี้โกหก พิรุธเต็มไปหมด ไม่ว่าเขาจะไปเอาน้ำขิงที่ครัวหรือไม่ พวกเราก็ต้องระวังตัว"
ฉีซ่าน "ย่อมต้องระวัง หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าอาเยี่ยนเป็นโรคทางสมอง ถูกทอดทิ้งไว้ที่คฤหาสน์สวนตั้งแต่เกิด ไม่มีการดูแลเอาใจใส่ จนบ่าวไพร่ละเลยหน้าที่ ข้อนี้ดูจากเสื้อผ้าเด็กที่ตากอยู่ในลานบ้านก็พอจะดูออก แต่คนผู้นี้กลับบอกว่าอาเยี่ยนเป็นบุตรชายของเขา หึ!"
นางเดินสำรวจรอบห้อง ใช้นิ้วลูบคลำของประดับตกแต่งในห้องเป็นระยะ พอลองขยี้ปลายนิ้วดู ก็พบว่าสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่น
ใกล้หน้าต่างมีโต๊ะเขียนอักษรสองตัวจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ตัวหนึ่งใหญ่ตัวหนึ่งเล็ก ยังมีชั้นตำราใช้เป็นฉากกั้นแบ่งห้องออกเป็นหลายสัดส่วน
นางหยิบม้วนไม้ไผ่บนโต๊ะขึ้นมา เปิดออกดูก็พบว่าเป็นตำราเรียนสำหรับเด็ก บนนั้นมีทั้งลายมือของผู้ใหญ่และรอยขีดเขียนของเด็ก
นางกล่าวว่า "ทำความสะอาดได้สะอาดดีนี่ ดูท่าบ่าวไพร่พวกนั้นก็ไม่ได้ถึงกับไม่ทำงานทำการเลยเสียทีเดียว เพียงแต่ฝนตกหนักเช่นนี้ ลมแรงจนแทบจะพัดกระท่อมปลิวขึ้นฟ้าได้ กลับไม่มีผู้ใดออกมาเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ในลานบ้านเข้าไป นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย"
ฉีซ่านกล่าวเสียงเรียบ "ยังมีอีก ชายผู้นั้นแต่งกายเยี่ยงบัณฑิต แต่หน้าตาเหี้ยมโหด แววตาดุร้าย กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้ง บอกว่าเป็นบัณฑิตยังดูเหมือนโจรป่าเสียมากกว่า แถมยังโกหกพกลม ข้าเกรงว่าไม่ใช่ไม่อยากเก็บ แต่เก็บไม่ได้ต่างหาก..."
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ไม่มีชีวิตอยู่ไปเก็บแล้ว
เซินถังเลิกคิ้ว "โจรหรือ?"
ฉีซ่านตอบว่า "บ้านเมืองโกลาหล การหนีไปเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์สินไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด"
ไม่เพียงแต่ไม่แปลก ซ้ำยังกลายเป็นหนทางทำมาหากินเพียงหนึ่งเดียวของคนบางกลุ่ม ถึงขั้นพาคนทั้งหมู่บ้านสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยวิธีนี้เสียด้วยซ้ำ
"ถ้าพูดเช่นนี้ก็คงร้ายมากกว่าดีแล้วสิ เป็นไปได้สูงว่าจะไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ไม่ใช่โจรป่าก็ต้องเป็นขโมย อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้แน่"
มาตามหาอาเยี่ยนก็ไม่เจอ ดันมาเจอคดีฆาตกรรมเข้าเสียได้ เซินถังสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
ฉีซ่านกล่าวอย่างขบขันว่า "คุณชายน้อยเซิน เจ้ากลัวแล้วหรือ?" พูดประโยคนี้ออกมาแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เชื่อแม้แต่น้อย
นางทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะรองนั่ง กะพริบตาปริบๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายนะ จะไม่ให้กลัวคนร้ายที่อาจจะเป็นพวกใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตฆ่าล้างตระกูลเช่นนี้ได้อย่างไร? ท่านฉี ตอนนี้พวกเราเข้ามาอยู่ในรังหมาป่า เป็นเนื้อบนเขียงของหมาป่าหิวโซแล้ว..."
พูดพลางล้วงมีดตัดฟืนที่เสียบไว้ที่เอวออกมา ซึ่งมีดตัดฟืนเล่มนี้ถูกเสื้อคลุมบังไว้ ชายวัยกลางคนจึงมองไม่เห็น ส่วนกระบี่ของฉีซ่านไม่ได้นำติดตัวมา สิ่งเดียวที่ทั้งสองคนพอจะพึ่งพาได้ก็คือมีดตัดฟืนเล่มนี้เท่านั้น
กำด้ามมีดไว้ นางจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
'ความจริงแล้วตอนนี้นางก็ยังคิดไม่ตก ทำไมต้องให้นักวาดรูปสาวสวยเก็บตัวอยู่แต่บ้านอย่างนางมาเจอเรื่องตื่นเต้นเร้าใจขนาดนี้ด้วย?'
'แม้ว่า --- แม้ว่านางจะเคยฆ่าผู้คุมนักโทษไปแล้วคนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ยอมรับความจริงได้อย่างใจเย็น แต่นางถือว่านั่นเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรม บวกกับปัจจัยตกค้างของร่างกายนี้ที่แผลงฤทธิ์ ทำให้นางที่เป็นสาวสวยเก็บตัวที่มือไม่อ่อนแอแบกหามไม่ไหวมีด้านที่โหดเหี้ยมเย็นชาเช่นนั้น'
'ตัวจริงของนางเป็นคนจิตใจดีงามมากนะ'
'ถึกอย่างไรนักวาดที่ถูกบรรณาธิการทวงต้นฉบับ ตะคอกใส่ แล้วได้แต่โกรธแต่ไม่กล้าพูด จะไปมีพิษมีภัยอะไรได้ล่ะ?'
ฉีซ่าน "......"
"พวกเราเข้ามาอยู่ในรังหมาป่าก็จริง แต่ฝ่ายใดจะเป็นเนื้อบนเขียงของหมาป่าหิวโซนั้นยังไม่แน่"
ตอนที่ได้ยินคำว่า 'พลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย' หลุดออกมาจากปากของเซินถัง สีหน้าของเขาก็ชาด้านไปแล้ว จึงกล่าวตัดบทอย่างไม่เกรงใจพร้อมรอยยิ้มว่า "พลเมืองดีที่เคารพกฎหมายเขาไม่มาเป็นนักโทษหลบหนีกันหรอกนะ"
ใครจะรู้ว่าเซินถังกลับตอบว่า "ท่านฉีไม่รู้อะไร ข้าน่ะมีความแค้นฝังลึก หากต้องมาตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ระหว่างทางถูกเนรเทศ หรือไปตายอยู่บนเตียงใครสักคนในสำนักสังคีตเมืองเซี่ยว วันหน้าหากมีท่านเปาผู้ตงฉินมารื้อคดีแล้วพบว่ายังมีผู้บริสุทธิ์อย่างข้าอยู่อีกคน"
"แต่ตอนนั้นคนก็ตายไปแล้ว เหลือไว้เพียงความเสียดาย เพื่อไม่ให้ฉากนี้กลายเป็นจริง และเพื่อปกป้องความยุติธรรมของกฎหมาย ข้าต้องรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองไว้ การเป็นนักโทษหลบหนีจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล"
ฉีซ่าน "......"
เขามองคุณชายน้อยเซินที่พูดจาฉอดๆ อย่างคล่องแคล่ว พลางทอดถอนใจว่าตนเองมีชีวิตมาจนป่านนี้ หน้าตายังหนาไม่เท่าเด็กเมื่อวานซืน
ขณะกำลังจะเอ่ยต่อ รอยยิ้มบนใบหน้าของเซินถังก็หุบฉับลงทันที นางยืดตัวตรงมองไปทางประตู ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณบอกให้ฉีซ่านเงียบเสียง
ผ่านไปครู่เดียว เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ชายวัยกลางคนผู้นั้นยกน้ำขิงที่ส่งควันร้อนฉุยสองชามเดินเข้ามา "ให้ทั้งสองท่านรอนานแล้ว"
ฉีซ่านและเซินถังพยักหน้าขอบคุณ
ภายใต้การจ้องมองของชายวัยกลางคน ทั้งสองคนยกชามของตนขึ้น หลุบตาลงจรดริมชาม เตรียมจะอ้าปากดื่ม
เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่ได้ระแวดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย ชายวัยกลางคนก็ลอบยินดีในใจ แต่ทว่า…มุมปากเพิ่งจะยกยิ้มเยาะหยัน ชั่วขณะถัดมาน้ำขิงร้อนๆ ชามหนึ่งก็สาดเข้าใส่หน้าเต็มๆ
ตามมาด้วยโต๊ะเตี้ยที่ลอยละลิ่ว พุ่งเข้ากระแทกใบหน้า
ฉีซ่านสาดน้ำขิง เซินถังพลิกโต๊ะ
จากนั้น ฉีซ่านถอยฉากไปอยู่หลังเซินถังอย่างเงียบเชียบ กล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นว่า
"รู้แจ้งในความเข้มแข็ง รักษ์ไว้ซึ่งความอ่อนโยน เมื่อสถานการณ์มิอาจฝืนจึงถอยกาย นี่คือวิถีแห่งการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"
เซินถัง "?"
เซินถัง "!!!"
—---------------
ปล. ฮ่า ฮ่า ฮ่า และนี่คือการหลบหลังสตรีได้อย่างแนบเนียน เชิญเลยคุณชายน้อยเซิน เชิญวิวาทได้ตามใจ ฉีซ่านกล่าว