- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 13 คืนฝนพรำ
บทที่ 13 คืนฝนพรำ
บทที่ 13 คืนฝนพรำ
บทที่ 13 คืนฝนพรำ
ภายนอกฝนกำลังตกหนักราวน้ำคว่ำ แผ่นฟ้าและผืนดินแทบจะเชื่อมต่อกันเป็นเส้นเดียว ยังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ และเสียงฟ้าร้องคำรามเป็นดนตรีประกอบเป็นระยะ
ฉีซ่านเพิ่งจะล้มตัวลงนอนทั้งเสื้อผ้าได้ไม่นาน ก็ถูกเสียงเคาะประตูที่ดังรัวเร็วปลุกให้ตื่น
เขาลืมตาหยัดกายลุกขึ้น จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ขณะกำลังจะสวมรองเท้าไม้เดินไปเปิดประตู เซินถังก็ชิงเปิดประตูตัดหน้าเขาไปก้าวหนึ่ง
ผู้มาเยือนสวมหมวกสานและเสื้อฟางกันฝน สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน และคนผู้นั้นก็คือหัวหน้าหมู่บ้านสกุลเฉียนนั่นเอง
เซินถังเบี่ยงตัว เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเข้ามาในห้อง "ข้างนอกฝนตกหนัก ท่านผู้เฒ่าเข้ามาคุยข้างในก่อนเถิด"
หัวหน้าหมู่บ้านโบกมือปฏิเสธ "ไม่ล่ะๆ"
ฉีซ่านเดินเข้าไปถาม "ท่านผู้เฒ่าสีหน้าดูร้อนรน หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น?"
"คุณชายทั้งสองเห็นอาเยี่ยนบ้างหรือไม่? เด็กคนนั้น... แค่เผลอคลาดสายตาไปแวบเดียว ก็หายตัวไปเสียแล้ว!" ภายนอกลมฝนโหมกระหน่ำ ใบหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่ไหลหยดลงมาติ๋งๆ เขาไม่มีแก่ใจจะยกมือขึ้นเช็ด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
เซินถังถามด้วยความสงสัย "อาเยี่ยนคือผู้ใด?"
"ก็เด็กน้อยที่เล่นสนุกกับคุณชายน้อยเมื่อตอนกลางวันอย่างไรเล่า"
พอเขาพูดเช่นนี้ นางก็รู้ทันทีว่าเป็นผู้ใดแล้ว ที่แท้ก็คือเด็กน้อยที่ดูทึ่มทื่อคนนั้น เขาชื่อ 'อาเยี่ยน' สินะ
เซินถังมองสถานการณ์นอกห้องแล้วส่ายหน้า "พวกข้าอยู่ในห้องตลอด ไม่เห็นเขาแม้แต่น้อย เขาหายไปตั้งแต่เมื่อไรหรือ?"
หัวหน้าหมู่บ้าน "เมื่อครู่นี้เอง อย่างมากก็หนึ่งเค่อ"
เซินถังได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ขรึมลงจนสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
หนึ่งเค่อก็คือสิบห้านาที
ฝนด้านนอกตกหนักชนิดที่หมวกและเสื้อฟางกันฝนยังแทบเอาไม่อยู่ ลมกรรโชกแรง พายุฝนเทกระหน่ำ แว่วเสียงสัตว์ป่าเห่าหอนมาจากในภูเขา ฟังแล้วชวนให้ขนลุกขนพอง
เด็กคนหนึ่งหายตัวไปในสภาพอากาศเช่นนี้ เกรงว่าจะถูกหมาป่าหรือพยัคฆ์ร้ายที่ลอบเข้ามาในหมู่บ้านคาบไปเสียแล้ว? และนี่ก็คือสิ่งที่หัวหน้าหมู่บ้านกังวลที่สุดเช่นกัน
เขากล่าวว่า "หากแค่ซุกซนวิ่งออกไปเล่นก็ยังพอว่า ที่กลัวก็คือจะถูกพยัคฆ์ร้ายที่ลงจากเขาคาบไป..."
หลายปีมานี้เกิดภัยแล้งผลผลิตตกต่ำ ภาษีขูดรีดหนักหนา แถมยังมีสงครามเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก สัตว์ป่าในภูเขาก็ลำบากไม่แพ้กัน จึงมักจะลงจากเขามาหาอาหารบ่อยครั้ง
ลำพังแค่คาบสัตว์เลี้ยงที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ไปก็ยังพอทำเนา แต่ที่น่ากลัวคือคาบเด็กไปนี่สิ โศกนาฏกรรมทำนองนี้เกิดขึ้นมาสามรายแล้วในรอบสองปีมานี้
ฉีซ่านหยิบหมวกสานที่แขวนอยู่บนผนังมาสวมศีรษะ ผูกเชือกให้แน่น แล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เฒ่าอย่าเพิ่งกังวล ข้าจะช่วยออกไปตามหาอีกแรง จะต้องหาเด็กเจอแน่ คิดในแง่ดี บางทีเด็กอาจจะถูกบ่าวไพร่จากคฤหาสน์สวนรับกลับไปแล้วก็เป็นได้..."
หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ เขาก็หวังว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างที่ฉีซ่านพูด เป็นเพียงเรื่องตื่นตระหนกไปเอง เด็กไม่ได้หายตัวไปและไม่ได้ถูกพยัคฆ์คาบไปแต่ถูกรับตัวกลับไปแล้ว ทว่าเขารู้ดีว่าความเป็นไปได้นี้ช่างริบหรี่เหลือเกิน
อาเยี่ยนไม่ได้รับความสำคัญ คุณภาพชีวิตในคฤหาสน์สวนก็แค่พอให้ไม่หิวตายเท่านั้น
ครึ่งเดือนก่อน เด็กน้อยมาขลุกอยู่ในหมู่บ้านถึงสี่ห้าวันกว่าจะถูกรับกลับไป และนี่ก็เป็นผลมาจากการที่ชาวบ้านสกุลเฉียนบังเอิญเจอหญิงรับใช้ชราผู้หนึ่ง จึงได้จงใจเตือนไป
คืนนี้สภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้ ยิ่งอย่าไปหวังว่าพวกเขาจะฝ่าฝนมารับคนเลย
เซินถังกล่าวว่า "ข้าก็จะช่วยตามหาด้วย"
ฉีซ่านปรายตามองแล้วกล่าวว่า "เจ้าไม่ต้องหรอก ไม่ดูหรือว่าข้างนอกอากาศเป็นอย่างไร? เดี๋ยวคนก็หาไม่เจอ แถมเจ้ายังจะมาพลัดหลงไปอีกคน"
หัวหน้าหมู่บ้านซาบซึ้งใจที่ฉีซ่านยอมออกแรงช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่เซินถังจะออกไป ซึ่งคุณชายน้อยท่านนี้ยังดูเยาว์วัย อายุเพียงสิบเอ็ดสิบสอง รูปร่างผอมบาง ดูแล้วโตกว่าอาเยี่ยนแค่ห้าหกปีเท่านั้น
"ความกังวลเหล่านี้ไม่จำเป็นแม้แต่น้อย ข้าจะหลงทางได้อย่างไร? อย่างน้อยก็ยังดีกว่าให้ชาวบ้านงมหาคนในความมืด"
เซินถังขอยืมชุดเสื้อฟางกันฝนและหมวกสานจากหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านไม่วางใจจึงยื่นมีดตัดฟืนสำหรับผ่าฟืนให้อีกเล่ม หากโชคร้ายเจอพยัคฆ์ร้ายขึ้นมาก็ยังพอจะยื้อชีวิตได้บ้าง
"อาเยี่ยน!"
ฝนห่าใหญ่ซัดกระหน่ำจนพื้นดินกลายเป็นโคลนตม แม้สายตาของนางจะดีเลิศ แต่ก็ยังเผลอเหยียบแอ่งน้ำเป็นระยะ เวลาเดินโคลนก็กระเด็นเปรอะเปื้อนชายเสื้อจนสกปรกดูไม่ได้
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ นางค้นหาตามสวนไร่นารอบหมู่บ้านสกุลเฉียนจนทั่วแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของอาเยี่ยน ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็คว้าน้ำเหลวเช่นกัน
ยิ่งนานเข้า ทุกคนก็ยิ่งหมดหวัง
ฉีซ่านถามหัวหน้าหมู่บ้านว่าคฤหาสน์สวนอยู่ที่ใด เขาตั้งใจจะไปสอบถามที่คฤหาสน์ดู แม้ความเป็นไปได้ที่จะถูกรับตัวกลับไปจะมีน้อยนิดก็ตาม
เซินถังขันอาสา "ข้าไปด้วย"
หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ "เช่นนั้นต้องรบกวนคุณชายทั้งสองต้องลำบากเดินเท้าสักเที่ยวแล้ว"
ส่วนชาวบ้านสกุลเฉียนก็แยกย้ายกันไปค้นหาทางทิศที่ใกล้กับป่าลึก เด็กที่ถูกพยัคฆ์คาบไปก่อนหน้านี้ก็เป็นเช่นนี้ ค้นหากันทั้งคืนไม่พบ แต่สุดท้ายไปพบไส้ เศษเนื้อ และกระดูกตกเรี่ยราดอยู่ในพงหญ้าตีนเขา
"วาจาสิทธิ์วิเศษปานนั้น เหตุใดไม่มีความสามารถในการหลบฝนบ้างนะ?" แม้จะสวมชุดเสื้อฟางและหมวกสาน แต่นางก็ยังเปียกปอนเหมือนลูกไก่ตกน้ำ สัมผัสของเสื้อผ้าเปียกชื้นที่แนบติดผิวหนังทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง
หากลมหนาวยามค่ำคืนพัดลอดเข้ามาในช่องว่างของเสื้อฟาง ก็จะพลอยทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ฉีซ่านกล่าวว่า "บางทีอาจจะมี"
ใครใช้ให้วาจาสิทธิ์มีเยอะแยะมากมายขนาดนี้ล่ะ?
อีกอย่าง --- "ต่อให้มี ก็ใช่วาจาสิทธิ์ทุกบทจะเรียนรู้ได้ หวังให้มีวาจาสิทธิ์เช่นนั้นในโลก ไม่สู้สวมอุปกรณ์กันฝนให้มากขึ้นหน่อยจะดีกว่า"
นางวิ่งเหยาะๆ ตามฝีเท้าของเขา ไม่สนใจแล้วว่าฝีเท้าที่หนักหน่วงของตนจะทำให้น้ำโคลนกระเซ็นหรือไม่ อย่างไรก็สกปรกไปแล้ว จะระวังไปก็เท่านั้น "เช่นนั้น มีของส่องสว่างที่ไม่เปียกฝนหรือไม่? เดินทัพในวันฝนตก เดินทางกลางคืน สะดวกดีออก..."
ฉีซ่าน "......"
คฤหาสน์สวนอยู่ห่างจากหมู่บ้านสกุลเฉียนไม่ไกลนัก ทั้งสองเดินย่ำเท้าหนักเท้าเบาไปตามทางเดินดินโคลน ใช้เวลาสองเค่อจึงมาถึง
ด้านหน้าเป็นเรือนพักที่มีกำแพงเตี้ยๆ ล้อมรอบ มองเห็นกระเบื้องสีดำและผนังสีขาวได้เลือนราง ซึ่งภายในเรือนมืดสนิท ไม่มีแสงไฟ มองจากไกลๆ เหมือนกับเงาทะมึนของสัตว์ป่าที่กำลังนอนขดตัว
นางก้าวไปข้างหน้า ยกมือขึ้นเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ---
ยามนั้นสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านชั้นเมฆ ส่องสว่างไปครึ่งฟ้า ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังกัมปนาทจนหูอื้อ
นางกลัวว่าคนข้างในจะไม่ได้ยิน จึงเปลี่ยนจากใช้นิ้วเคาะเป็นกำหมัดหลวมๆ ทุบประตู ค่อยๆ เพิ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ --- ปัง ปัง ปัง!
ขณะที่นางคิดว่าไม่มีคนอยู่ ก็แว่วเสียงบุรุษขานรับอย่างรำคาญใจว่า "ใครน่ะ มาเคาะประตูมั่วซั่ว?"
ผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออก
ชายวัยกลางคนที่มาเปิดประตูสวมชุดคลุมยาวสีน้ำตาลที่ค่อนข้างสั้น ศีรษะโพกผ้า ดูเหมือนจะไม่พอใจมากที่มีคนมารบกวนฝันหวานกลางดึก กวาดสายตามองเซินถังและฉีซ่านด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย อายุยังน้อยทั้งคู่ ท่าทีจึงดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย เพิ่มความเป็นมิตรขึ้นมาบ้าง
"ทั้งสองท่านคือ?"
เซินถังตอบว่า "พวกเราเป็นเพียงคนผ่านทางที่มาพักแรมที่หมู่บ้านสกุลเฉียน ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเด็กที่ชื่ออาเยี่ยนเป็นคนของคฤหาสน์พวกท่าน กลางวันเล่นอยู่ในหมู่บ้านยังไม่กลับไป แต่เมื่อครู่ได้หายตัวไป หัวหน้าหมู่บ้านกังวลว่าจะถูกพยัคฆ์คาบไป ตอนนี้กำลังตามหากันให้วุ่น"
ชายวัยกลางคนได้ฟังความจากเด็กหนุ่มตรงหน้า สีหน้าก็คลายลงมาก "อ้อ อาเยี่ยนถูกรับกลับมาแล้ว รบกวนทั้งสองท่านต้องเป็นห่วง"
รับกลับมาแล้วหรือ? นางขมวดคิ้วเล็กน้อย อาศัยจังหวะที่หมวกสานช่วยบดบัง ปรับสีหน้าให้กลับเป็นปกติ
เวลานั้นเอง ฉีซ่านก็ประสานมือคารวะชายผู้นั้น กล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า "ในเมื่อคุณชายน้อยของตระกูลท่านปลอดภัยดี พวกข้าก็วางใจ เพียงแต่เวลานี้ฟ้ามืดหนทางแคบ ลมฝนก็รุนแรงนัก ขอยืมคฤหาสน์อันทรงเกียรติให้พี่น้องเราสองคนได้หลบฝนสักครู่ได้หรือไม่?"
ชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้น ก็ลังเลไปชั่วขณะ
แต่สุดท้ายก็เบี่ยงตัวให้เซินถังทั้งสองคนเข้ามา ปากกล่าวว่า "ทั้งสองท่านอุตส่าห์ฝ่าฝนวิ่งวุ่นเพื่อคุณชายน้อยของข้า แค่หลบฝน ย่อมได้แน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว บ่าวไพร่ในเรือนต่างเข้านอนกันหมด ไม่อาจต้อนรับขับสู้ทั้งสองท่านได้ หวังว่าจะไม่ถือสา"
ฉีซ่าน "ย่อมเป็นเช่นนั้น ขอเพียงมีชายคาให้หลบฝนก็พอแล้ว"
ทั้งสองเดินตามชายวัยกลางคนเข้าไปในลานบ้าน ภายในลานปลูกต้นไม้ไว้หลายต้น ระหว่างลำต้นผูกเชือกป่านไว้ตากผ้า บนเชือกมีเสื้อผ้าตากอยู่ และมีชุดผู้ใหญ่เจ็ดแปดชุด และยังมีชุดเด็กที่มีรอยปะชุนและซักจนซีดขาวชุดหนึ่ง
นางชำเลืองมองด้วยหางตา แล้วละสายตากลับมาอย่างแนบเนียน