เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ขอพักแรม

บทที่ 12 ขอพักแรม

บทที่ 12 ขอพักแรม


บทที่ 12 ขอพักแรม

ปลายสุดของเส้นทางสายเล็กปรากฏควันไฟลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเลือนราง

เงาร่างที่เหนื่อยล้าจากการตรากตรำในทุ่งนาเริ่มเก็บเครื่องมือเกษตร ทยอยกันเดินกลับบ้าน

หมู่บ้านสกุลเฉียนต้อนรับพี่น้องคู่หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดา คนหนึ่งเดินเท้าอยู่ด้านหน้า อีกคนหนึ่งขี่ล่อสีขาวหิมะที่มีความสูงเกือบเท่าคน

ล่อตัวนั้นช่างดูดีเหลือเกิน ทั่วทั้งร่างไม่มีขนสีอื่นแซมแม้แต่เส้นเดียว บนคอแขวนกระดิ่งทองคำแดงมูลค่าไม่เบา ทุกย่างก้าวจะได้ยินเสียงกระดิ่งดังกุ๊งกิ๊งสดใส

ทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัวก็ดึงดูดความสนใจของชาวนาได้ในทันที

ผู้เป็นพี่สวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มปีกแมลงทับ ศีรษะโพกผ้า สวมรองเท้าไม้ รูปร่างผอมบาง ที่เอวห้อยตราประทับแก่นปราชญ์ น่าจะเป็นบัณฑิตหนุ่มที่ออกมาท่องเที่ยวหาความรู้

ส่วนผู้เป็นน้องดูแล้วอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี หน้าตาไม่เหมือนผู้เป็นพี่ แต่ก็เป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่ปากแดงฟันขาว โครงหน้าชัดเจนลึกซึ้ง หรืออาจเป็นเพราะบรรพบุรุษมีเชื้อสายชนเผ่าต่างถิ่น เครื่องหน้าทั้งห้าจึงดูคมเข้มกว่าคนทั่วไป

มองแวบแรกยังนึกว่าเป็นแม่นางน้อยผู้โฉมสะราญ พอได้ยินคำเรียกขานของชายหนุ่มถึงได้รู้ว่าเป็นคุณชายน้อย

"บ้านข้าซอมซ่อ คงต้องให้คุณชายทั้งสองทนลำบากสักคืน" หัวหน้าหมู่บ้านนำทางทั้งสองคนเข้าไปในเรือนรับรอง

หมู่บ้านสกุลเฉียนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรไม่ถึงร้อยครัวเรือน บ้านที่ดูสะอาดสะอ้านและภูมิฐานที่สุดในหมู่บ้านก็คือบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน

พอได้ยินว่าคุณชายทั้งสองต้องการขอพักแรม เขาจึงเชิญให้พักที่บ้านของตนอย่างกระตือรือร้น และสั่งให้ภรรยาไปทำความสะอาดเรือนรับรอง

ฉีซ่านล้วงเศษเงินก้อนหนึ่งออกมามอบให้หัวหน้าหมู่บ้าน รบกวนให้พวกเขาช่วยเตรียมเสบียงแห้งสำหรับไม่กี่วัน แล้วต้มน้ำร้อนสักหม้อสำหรับอาบน้ำ ส่วนที่เหลือให้ถือเป็นของกำนัลตอบแทน

หัวหน้าหมู่บ้านชั่งน้ำหนักเศษเงินด้วยรอยยิ้มตาหยี หลังจากคำนวณในใจครู่หนึ่ง ก็รีบบอกว่าไม่รบกวนเลยสักนิด ก่อนจะจากไป ยังถามว่าจะให้ไปตัดหญ้าสดๆ มาให้ล่อตัวนั้นกินหรือไม่

พอได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยถึงล่อ สีหน้าของฉีซ่านก็ดูไม่เป็นธรรมชาติไปชั่ววูบ "ไม่ต้อง ล่อตัวนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่วาจาสิทธิ์ของน้องชายข้าสร้างขึ้น"

หัวหน้าหมู่บ้านฟังแล้วก็เข้าใจทันที ท่าทีก็ยิ่งดูนอบน้อมกว่าเดิม

กุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง—— เสียงกระดิ่งที่คุ้นเคยดังใกล้เข้ามา

ฉีซ่านผลักหน้าต่างออกเพื่อระบายอากาศอับทึบในห้อง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเซินถังมือหนึ่งจูงล่อ มือหนึ่งกำหญ้ากำหนึ่งหยอกล้อมัน อีกทั้งยังได้ยินเสียงคุณชายน้อยเซินกระซิบกระซาบกับล่อตัวนั้นแว่วๆ

"มอเตอร์ไซค์ เหตุใดแกไม่กินล่ะ? ชิมสักคำสิ นี่ข้าอุตส่าห์ไปเด็ดมาให้แกเลยนะ..."

ฉีซ่าน "......"

พอพูดถึงล่อตัวที่ชื่อ 'มอเตอร์ไซค์' ตัวนี้ เขาก็มีความรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องชอบกล

ใครจะไปคาดคิดว่าวาจาสิทธิ์ประโยคแปลกๆ ประโยคนั้น 'รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ต้าอวิ้นมอเตอร์ไซค์' จะสามารถรวบรวมปราณสร้างล่อสีขาวหิมะออกมาได้จริงๆ!

คุณชายน้อยเซินขี่มันอย่างดีอกดีใจ

"ท่านฉี ท่านไม่ลองสร้างมาสักตัวหรือ?"

ฉีซ่านปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาใช้วาจาสิทธิ์ท่อนนั้นไม่เป็น ต่อให้ใช้ได้และทำสำเร็จ ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่เหมือนกับของคุณชายน้อยเซิน

ที่สำคัญที่สุดคือ ต่อให้ล่อหน้าตาดีแค่ไหนมันก็เป็นแค่ล่อ เขาไม่ขี่เด็ดขาด!

"เช่นนั้น จะมาขี่ด้วยกันหรือไม่?" เซินถังยกมือป้องหน้า บังแสงแดดที่แสบตา แล้วเสนออีกทางเลือกหนึ่งให้อีกฝ่าย

ฉีซ่านปฏิเสธอีกครั้ง ต่อให้ต้องเดินจนขาหัก เขาก็จะไม่ขี่เจ้าล่อหน้าตาโง่เง่าตัวนี้เด็ดขาด

เซินถังยักไหล่ ไม่คะยั้นคะยอ 'เมื่อมีรถสปอร์ตระดับต่ำ (ล่อ) มาใช้แทนการเดินเท้า ในที่สุดเท้าของแม่ก็ได้รับการปลดปล่อย'

เมื่อผ่านต้นไม้ไม่ทราบนามแต่หน้าตาคล้ายต้นกล้วย นางที่นั่งอยู่บนหลังล่อก็โน้มตัวเอียงกาย ยื่นมือไปหักใบของมันลงมาสองใบ ใบหนึ่งพาดบ่านางเพื่อบังแดด ส่วนอีกใบยื่นออกไปบังเหนือศีรษะของฉีซ่าน

"ท่านฉี!"

เมื่อแสงแดดเหนือหัวถูกบดบัง ฉีซ่านได้ยินเสียงเรียกจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นเซินถังโยนใบไม้นั้นให้เขา

"รับไป!"

เมื่อเห็นท่าทางกลัวแดดของเซินถัง เขาก็ยิ้มอย่างจนใจ "ลูกผู้ชายอกสามศอกไยต้องกลัวความลำบากเพียงแค่นี้?"

"ข้าไม่ได้กลัว แต่โบราณว่าไว้ ขาวเพียงหนึ่งกลบความขี้ริ้วได้ถึงสาม"

เซินถังขยับใบไม้ขนาดใหญ่ แบกใบไม้พลางหัวเราะร่า "ถ้าตากแดดจนตัวดำสีผิวจะไม่สม่ำเสมอ เสียความงามหมด"

ฉีซ่าน "......"

ทั้งสองเดินทางมาหลายชั่วยามกว่าจะเห็นผู้คน ซึ่งภัยแล้งและสงครามที่ต่อเนื่องหลายปี ทำให้หมู่บ้านสกุลเฉียนเหลือผู้อยู่อาศัยไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้น ทั่วทั้งหมู่บ้านแทบไม่เห็นคนหนุ่มสาว มีเพียงคนชราและเด็กน้อยไร้เดียงสา

จู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าสองคนมาเยือน ข่าวคราวจึงแพร่สะพัดจากหัวหมู่บ้านไปท้ายหมู่บ้าน เด็กซนหลายคนมาด้อมๆ มองๆ ที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านเป็นระยะ

ฉีซ่านมีธุระไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน พอกลับมาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเซินถังที่กำลังเล่นสนุกกับเด็กซนกลุ่มหนึ่ง

คนสองกลุ่มกำลัง 'ทำสงคราม' กัน

เด็กน้อยคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าที่ซักจนซีดขาว ขี่อยู่บนหลังล่อสีขาวหิมะ มือถือกิ่งไม้แห้งต่างหอกยาว ดูท่าทางดุดันเอาเรื่อง ส่วนคุณชายน้อยเซินเดินเท้าถือไม้เข้าต่อกร ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ ปะทะกันไม่หยุดหย่อน สู้กันอย่าง 'ดุเดือดเลือดพล่าน'

เด็กคนอื่นๆ รับบทเป็น 'ทหารเลว' คอย 'ชมการรบ' อยู่ด้านข้างอย่างลุ้นระทึก ปรบมือร้องตะโกนเป็นระยะว่า "ท่านแม่ทัพเก่งกาจยิ่งนัก"!

ฉีซ่าน "......"

ตอนแรกยังนึกว่าเซินถังแค่นึกสนุก เพราะถึงอย่างไรคุณชายน้อยเซินก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเอ็ดสิบสองปี แม้จะตกระกำลำบากจากการถูกเนรเทศ แต่เนื้อแท้ก็ยังซุกซนไม่อยู่นิ่ง แต่พอดูไปสักพักถึงพบว่าเด็กน้อยแปลกหน้าคนนั้นก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

เขาถามหัวหน้าหมู่บ้าน "เด็กคนนั้นชื่ออะไร? เป็นลูกหลานบ้านใดในหมู่บ้านหรือ?"

หัวหน้าหมู่บ้านตอบว่า "ไม่ใช่เด็กในหมู่บ้านหรอกขอรับ"

"ไม่ใช่?"

หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ "ได้ยินว่าเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ เพียงแต่มีโรคร้ายติดตัวมาแต่กำเนิด จึงมาพักรักษาตัวที่คฤหาสน์สวนแถวนี้ ที่บอกว่าพักรักษาตัว ความจริงก็คือถูกทอดทิ้งนั่นแหละ พวกบ่าวไพร่รับใช้ย่อมไม่ใส่ใจดูแล ดูแล้วน่าสงสารมาก มักจะแอบหนีออกมาเล่นกับเด็กในหมู่บ้านบ่อยๆ..."

โดยปกติจะเล่นซนจนมืดค่ำ บ่าวไพร่จากคฤหาสน์ถึงจะมารับตัวกลับไป

ฉีซ่านถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง "โรคร้ายหรือ? ป่วยที่ตรงใด?"

หัวหน้าหมู่บ้านมองเด็กน้อยที่มีสีหน้าเปี่ยมสุข แล้วชี้นิ้วไปที่สมองของตัวเองอย่างระมัดระวัง กล่าวว่า "ได้ยินว่าเป็นโรคทางสมอง"

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นคนปัญญาอ่อน

ฉีซ่านประหลาดใจเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเด็กๆ ระเบิดเสียงเชียร์ดังสนั่น ที่แท้เด็กน้อยคนนั้นก็ใช้หอกหลอกล่อจนตบตาเซินถังได้สำเร็จ แล้วแทงถูก 'ผู้เป็นนาย' ที่อีกฝ่ายคุ้มกันอยู่

ไม่เบี้ยวไม่พลาด กลางหน้าผาก 'ผู้เป็นนาย' พอดิบพอดี และเป็นไปตามข้อตกลง เขาชนะแล้ว

เมื่อมองดูผู้เป็นนายที่สิ้นชีพ เซินถังก็ได้แต่ผายมือออกอย่างจนใจ พลางทิ้งอาวุธแล้วยอมจำนน "เฮ้อ! ข้าแพ้แล้ว"

ผู้ชนะย่อมได้รับรางวัล และสิ่งที่เรียกว่าของรางวัลก็คือตังเมก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือ

นางเปิดปากถุงย่ามที่เอว ล้วงเอาตังเมที่ทำแก้เบื่อออกมาหนึ่งกำมือ แจกจ่ายให้คนละเม็ด นี่เรียกว่า 'ปูนบำเหน็จสามเหล่าทัพ' ส่วน 'แม่ทัพใหญ่' ที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง ก็คือเด็กน้อยที่นั่งขี่ล่ออย่างมั่นคงและแกว่งหอกได้อย่างมีมาดผู้นั้น ได้รับไปคนเดียวถึงสามเม็ด

เด็กคนอื่นรีบยัดตังเมเข้าปากอย่างรอไม่ไหว มีเพียงเด็กคนนั้นที่ไม่ได้กิน เอาแต่ประคองตังเมไว้อย่างเหม่อลอย และท่าทางโง่เขลานี้ช่างแตกต่างจากความฮึกเหิมยามขี่ล่อทำสงครามเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

"ไม่กินหรือ?" เซินถังนั่งยองๆ ลงถามเด็กน้อย

เด็กน้อยส่ายหน้า เขามองตังเมในมืออย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบเม็ดหนึ่งขึ้นมายื่นให้เซินถัง พลันดวงตาเป็นประกายจ้องมองนาง ราวกับกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง

"เจ้าจะป้อนข้าหรือ?"

"อือ กิน" เด็กน้อยกล่าว

เซินถังไม่รังเกียจมือเล็กๆ ที่สกปรกของเด็กน้อย อ้าปากรับตังเมที่เขายื่นมา แล้วยิ้มจนตาหยี "หูว หวานจัง เจ้าก็ลองชิมดูบ้างสิ?"

เมื่อเห็นดังนั้นเด็กน้อยถึงก้มหน้าหยิบอีกเม็ดใส่ปาก ส่วนเม็ดสุดท้ายถูกเก็บใส่ถุงห้อยเอวสีซีด

ถุงห้อยเอวของเด็กน้อยตรงหน้าดูหนักอึ้ง ซึ่งเซินถังอาศัยความได้เปรียบของมุมมอง แอบเห็นรางๆ ว่าข้างในบรรจุหยกทรงกลมแกะสลักรูปหัวพยัคฆ์ที่วิจิตรบรรจงชิ้นหนึ่ง บนหยกยังมีอักษรจวนตัวเล็กๆ สลักไว้อีกด้วย

เด็กคนอื่นกลับบ้านอย่างพึงพอใจ มีเพียงเด็กน้อยที่สวมเสื้อผ้าซักจนซีดจางผู้นี้ที่ยังอยู่ และถูกหัวหน้าหมู่บ้านพาไปรอที่เรือนหลัก

ท้องฟ้าในฤดูร้อนแปรปรวนยิ่งนัก ฟ้าเพิ่งจะมืดได้ไม่นาน ม่านฟ้าที่มืดครึ้มก็เทฝนห่าใหญ่ลงมาเสียแล้ว

สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าร้องครืนคราน ลมพายุพัดหวีดหวิว

เซินถังกำลังจุดตะเกียงอ่านตำรา เร่งท่องจำวาจาสิทธิ์ และเวลานั้นเอง ประตูใหญ่ก็ถูกคนทุบดัง ปัง! ปัง!

จบบทที่ บทที่ 12 ขอพักแรม

คัดลอกลิงก์แล้ว