เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 มองบ๊วยแก้กระหาย

บทที่ 9 มองบ๊วยแก้กระหาย

บทที่ 9 มองบ๊วยแก้กระหาย


บทที่ 9 มองบ๊วยแก้กระหาย

อากาศตกอยู่ในความเงียบงันน่าอึดอัดสามลมหายใจ

ฉีซ่านตอบอย่างจนใจว่า "แก่นยุทธ์รวบรวมปราณไว้ในกาย แก่นปราชญ์ควบคุมปราณสู่ภายนอก"

แม้เซินถังอยากจะบอกว่าตัวเองเข้าใจแล้ว เพื่อไม่ให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าไอคิวมีปัญหา แต่ทว่า "ข้า... ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ท่านฉีช่วยชี้แจงให้ละเอียดกว่านี้ได้หรือไม่?"

ฉีซ่านก็ไม่ได้คาดหวังว่าเซินถังจะฟังเข้าใจในครั้งเดียว ซึ่งคุณชายน้อยผู้นี้อาจจะเป็นคนป่าที่ลงมาจากซอกหลืบเขาที่ใดที่หนึ่งจริงๆ พูดจาสั้นกระชับอ้อมค้อมไปอีกฝ่ายก็ฟังไม่รู้เรื่อง

ดังนั้นฉีซ่านจึงเปลี่ยนไปใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายขึ้น

"แก่นยุทธ์ มีคำว่า 'ยุทธ์' เป็นหัวใจสำคัญ คำว่า'ยุทธ์' ประกอบด้วยอักษร 'เกอ' และ 'จื่อ' หมายถึงการทำศึกและการสำแดงเดช หยุดยั้งศาสตราวุธคือวิถียุทธ์ ใช้สงครามยุติสงคราม ด้วยเหตุนี้ วาจาสิทธิ์ส่วนใหญ่จึงส่งผลต่อตนเอง ขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน หนึ่งคนสู้ได้นับพัน มักฉายเดี่ยว"

เซินถังพยักหน้าอย่างครุ่นคิด"วาจาสิทธิ์ส่วนใหญ่ส่งผลต่อตัวเอง แสดงว่ามีส่วนน้อยที่ไม่ใช่?"

"ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นวาจาสิทธิ์ 'เรียกร้อยขานรับ' หากเจ้าแคว้นหรือกุนซือใช้ จะสามารถปลุกขวัญทหารนับร้อยนาย แต่หากแม่ทัพใช้ จะสามารถสั่งให้ทหารนับร้อยสวมเกราะขึ้นม้า รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นมีดแหลมคมระดับยอดฝีมือ และหากเบื้องบนและเบื้องล่างมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน กองทัพยอดฝีมือก็จะยิ่งแข็งแกร่ง ไร้ผู้ต่อกร"

ฉีซ่านมีประสบการณ์แล้ว จึงดักทางความคิดของเซินถัง ชิงตอบคำถามก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปาก

"วาจาสิทธิ์บางบทใช้ร่วมกันได้ทั้งแก่นปราชญ์และแก่นยุทธ์ เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัย"

วาจาสิทธิ์บทเดียวกันเมื่ออยู่ในมือของคนละคน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเข้าใจและระดับการบำเพ็ญเพียรของแต่ละบุคคล

เซินถัง "......"

ฉีซ่านกล่าวต่อ "แก่นปราชญ์แตกต่างจากแก่นยุทธ์ แก่นแท้ของแก่นปราชญ์อยู่ที่คำว่า 'อุบาย' และ 'คำนวณ' ดังนั้น วาจาสิทธิ์ส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่การควบคุม การวางหมาก อาศัยวาจาสิทธิ์ควบคุมสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

"แก่นยุทธ์มียี่สิบขั้น ยิ่งขั้นสูงยิ่งแข็งแกร่ง ผู้คนจึงคิดว่าแก่นปราชญ์ก็เช่นกัน ยิ่งระดับสูงยิ่งเก่งกาจ แต่ในมุมมองของข้า นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ แก่นปราชญ์ วัดกันที่ตรงนี้"

เขาชี้ไปที่สมองของตัวเอง "ถ้าสมองไม่ดี ต่อให้มีแก่นปราชญ์ระดับสองชั้นสูงกลาง ก็อย่าไปหาเรื่องคนที่มีแก่นปราชญ์ระดับเก้าชั้นล่างสุดที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง"

เซินถังขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง 'นางรู้สึกเหมือนจะเข้าใจแต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ'

"แก่นยุทธ์คือคนคนหนึ่งลงมือต่อยตีเอง แข็งแกร่งขึ้นมาหน่อยก็ตั้งพรรคพวก พาพี่น้องไปตีด้วยกัน ส่วนแก่นปราชญ์จะไม่ลงสนามเองง่ายๆ แต่เป็นบอสใหญ่เบื้องหลังที่จ้างมือปืนมาตีแทนตัวเอง? แบบแรกโชว์กล้าม แบบหลังโชว์กึ๋น?"

'หนึ่งดาเมจ หนึ่งซัพพอร์ต?'

ฉีซ่านเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากฟังจบ แม้เขาจะไม่เข้าใจว่า 'โชว์' หมายถึงอะไร แต่ดูจากบริบทก็พอเดาความหมายคร่าวๆ ได้

เขาตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "เจ้าจะเข้าใจแบบนั้นก็ได้"

เซินถังไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้วเอ่ยถามว่า "แต่ แบบนี้ไม่เสียเปรียบแย่หรือ?"

"เสียเปรียบ?"

"สมองดีเพียงใดก็สู้คนหมัดเยอะไม่ได้หรอก" แก่นปราชญ์เป็นบทบาทสายซัพพอร์ตบัญชาการ สกิลส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น ดาเมจส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแก่นยุทธ์ แต่หากพลัดหลงถูกจับได้ ไม่ต้องยืดคอรอเชือดหรอกหรือ?

"เป็นผู้ใหญ่แล้วจะเลือกทั้งแก่นปราชญ์แก่นยุทธ์ เอาทั้งสองอย่างไม่ได้หรือ? ต้องเลือกเรียนแค่อย่างเดียว?" ทั้งปลาและอุ้งตีนหมี นางอยากได้ทั้งคู่นี่นา!

ฉีซ่านพอจะเข้าใจความคิดของอีกเซินถัง "เท่าที่มีบันทึกมา ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวอย่างของผู้ที่ฝึกทั้งแก่นปราชญ์และแก่นยุทธ์พร้อมกัน แต่ทว่า…"

"แต่ทว่าอะไร?"

ฉีซ่านเขี่ยกองไฟ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้าไม่ตายตั้งแต่อายุยังน้อย ก็กลายเป็นคนปัญญาอ่อน หรือไม่ก็ความสามารถดาษดื่นไม่ต่างจากคนธรรมดา"

เซินถัง "......" 'สูตรโกงวิชาสายคู่ขนาน คงไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างนางคู่ควรสินะ'

นางกอดม้วนคัมภีร์ไว้ อ่านจนตาลาย ตัวอักษรบนนั้นนางรู้จักทุกตัว บันทึกช่วยจำที่ฉีซ่านเขียนไว้ นางก็จำได้ในปราดเดียว แต่วิธีฝึกฝน วิธีใช้งาน กลับมืดแปดด้าน

พอถาม 'เอ็นพีซีมือใหม่' คำตอบที่ได้ก็เป็นปรัชญานามธรรมสุดกู่ สายจิตนิยมล้วนๆ ของฟรีก็เงี้ย หวังอะไรมากไม่ได้หรอก

เวลาล่วงเลย กระเพาะก็เริ่มตีฆ้องร้องป่าวอีกครั้ง

เซินถังลูบท้อง มองดูคำว่า 'มองบ๊วยแก้กระหาย' บนม้วนคัมภีร์ ในหัวจินตนาการถึงภาพลูกบ๊วยสีเขียว

"ไหนบอกว่าแก่นปราชญ์สามารถสร้างของจากความว่างเปล่าได้... ถ้าหาก'มองบ๊วยแก้กระหาย' แล้วสร้างบ๊วยเขียวมาให้สักสองสามลูกก็คงไม่เกินไปใช่หรือไม่?"

'ถ้าได้บ๊วยเยอะๆ ยังเอาไปทำอย่างอื่นเก็บไว้กินได้ด้วย'

ฉีซ่านหูดีเป็นเลิศ สาดน้ำเย็นใส่เซินถังทันที "ย่อมเกินไป 'วาจาสิทธิ์' แม้จะล้ำเลิศ แต่ไม่อาจมอบอาหารให้ผู้คนได้ หากทำได้จริง ชาวบ้านในโลกหล้าคงไม่อดตายกันมากเพียงนี้"

ไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา ฉีซ่านถอนหายใจเบาๆ กับกองไฟ "หลายเดือนก่อนตอนออกท่องโลก ข้าเห็นกับตาตัวเองว่าชาวบ้านเมืองหนึ่ง..."

เขาพูดถึงตรงนี้ก็ชะงักไป เป็นฝ่ายหยุดบทสนทนาด้วยตนเอง

ไม่ต้องให้อีกอีกฝ่ายพูดจนจบ เซินถังก็จินตนาการต่อได้เอง คงหนีไม่พ้นภาพนรกบนดินที่มีซากศพคนอดตายเกลื่อนกลาด

นางกล่าวว่า "เหตุใดจะไม่ได้เล่า? 'วาจาสิทธิ์' สามารถสร้างอาวุธ ม้าศึก เกราะเหล็ก สามารถทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งต่อกรกับทหารนับพันนับหมื่นได้ เหตุใดจึงสร้างบ๊วยเขียวลูกเล็กๆ ไม่ได้? การสร้างของจากความว่างเปล่าเหมือนกัน เหตุใดต้องสองมาตรฐาน? ต่อให้ทำไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเรื่องการเพาะปลูกได้ไม่ใช่หรือ?"

ใช้แก่นปราชญ์แก่นยุทธ์ลงนา ถึงประสิทธิภาพจะสู้เครื่องจักรไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าให้ชาวบ้านตาดำๆ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินตั้งเยอะ

ถ้าสร้างอาหารได้จริง นางว่าจะขายบ๊วยหาค่าเดินทางได้นะ ข้ามมิติมาต่างโลก กลายเป็นนักโทษหนีคดีที่ถังแตก สาววาดรูปติดบ้านธรรมดาๆ อย่างนางนี่ชีวิตรันทดจริงๆ

ถ้าหนทางนี้ตันอีก นางคงต้องงัดวิชาชีพเก่ามารับจ้างวาดรูป ไม่รู้ว่าจะมีใครยอมจ้างวาดคอมมิชชั่นหรือไม่

ฉีซ่านไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน เพียงกล่าวว่า "คำถามก่อนหน้านี้ ข้าตอบไม่ได้ แต่คำถามสุดท้าย เมื่อเจ้ามีประสบการณ์มากขึ้นในวันหน้า เจ้าจะรู้เอง"

ในโลกที่โสมและวุ่นวายเช่นนี้ ใครจะยอมหลอมกระบี่เป็นคันไถ? ย่อมต้องถูกรุมโจมตีจากทุกสารทิศ

ความคิดของคุณชายน้อยใช่ว่าจะไม่มีคนรุ่นก่อนเคยลองทำ มีผู้มีอุดมการณ์เดินทางไปทั่วเพื่อเกลี้ยกล่อมเจ้าแคว้นให้ปฏิรูป แต่ล้วนล้มเหลวด้วยเหตุผลสารพัด จุดจบอนาถ

เมื่อนึกถึงเรื่องราวชวนหดหู่เหล่านี้ เขาก็หลับตาลงด้วยความหงุดหงิด พักผ่อนสายตา ได้ยินเสียงเซินถังพึมพำคำว่า 'มองบ๊วยแก้กระหาย' เป็นระยะ

ผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป นางยังคงปลุกปล้ำกับ 'มองบ๊วยแก้กระหาย' อยู่

ฉีซ่านไม่ลืมตา เอ่ยขึ้นว่า "การเรียนรู้วาจาสิทธิ์ต้องอาศัยวาสนา วาจาสิทธิ์ในโลกมีเป็นหมื่นพัน บทหนึ่งไม่ได้ก็อย่าเสียเวลาดันทุรัง เปลี่ยนไปฝึกบทอื่นเสีย แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าจะเรียนมันซะทุกอย่าง โลภมากมักลาภหาย เน้นคุณภาพดีกว่าเน้นปริมาณ"

"อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว" ตามมาด้วยเสียงกัดดังกร้วมและเสียงเคี้ยว

ฉีซ่าน "???" 'เสบียงแห้งอีกครึ่งหนึ่งกับถุงน้ำอยู่ที่เขา แล้วคุณชายเซินไปเอาของกินมาจากที่ใด?'

แต่จู่ๆ เจาก็ได้กลิ่นหอมของผลบ๊วยจางๆ ลอยมา

ฉับพลันฉีซ่านก็ลืมตาโพลงมองไปยังเซินถัง ซึ่งอีกฝ่ายกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น บนตักมีบ๊วยเขียวลูกกลมเกลี้ยงกองอยู่นับสิบลูก แต่ละลูกดูสดใหม่น่าทาน กรอบอร่อย

เซินถังเคี้ยวไปพลางหน้าย่นด้วยความเปรี้ยวไปพลาง ใบหน้าบิดเบี้ยวเป็นก้อน แต่ด้วยความหิวจัดจึงจำต้องกลืนลงไป

"จะ... เจ้า... บ๊วยพวกนี้... เอามาจากที่ใด?" ฉีซ่านตาโต น้ำเสียงตะกุกตะกัก ลูกกระเดือกขยับกลืนน้ำลายอยู่หลายที กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ

เซินถังกระพริบตา ไล่น้ำตาที่เอ่อออกมาเพราะความเปรี้ยวกลับเข้าไป

"บ๊วยเขียว? อ๋อ ข้าก็พยายามลองใช้วาจาสิทธิ์ 'มองบ๊วยแก้กระหาย' มาตลอด พยายามกระตุ้นแก่นปราชญ์เต็มที่ แต่ก็ไม่เห็นมีผลลัพธ์แบบที่ท่านเขียนไว้ในหมายเหตุเลย จากนั้นก็ลองอีกหลายครั้ง จู่ๆ ก็มีลูกบ๊วยโผล่มา... ท่านดูสิ แบบนี้ไง!"

"มองบ๊วยแก้กระหาย!" เซินถังพูดจบก็ทำให้ดูอีกรอบ

สิ้นเสียงวาจาสิทธิ์ บ๊วยเขียวลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือของนางท่ามกลางสายตาจ้องเขม็งของฉีซ่าน

จบบทที่ บทที่ 9 มองบ๊วยแก้กระหาย

คัดลอกลิงก์แล้ว