เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ตราประทับแก่นปราชญ์

บทที่ 7 ตราประทับแก่นปราชญ์

บทที่ 7 ตราประทับแก่นปราชญ์


บทที่ 7 ตราประทับแก่นปราชญ์

ชายหนุ่มยื่นมือขวาออกมาหาเซินถัง จากนั้นก็หงายฝ่ามือขึ้น

เซินถังไม่เข้าใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางมือขวาของตนทาบทับลงไป เอียงศีรษะถามเขา "แบบนี้หรือ?"

ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเฉยชา สายตาบ่งบอกถึงความเอือมระอา ราวกับจะถามอีกฝ่ายว่า "เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?"

เซินถังจึงรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟดูด

"รวบรวมปราณไว้ที่ฝ่ามือ" ชายหนุ่มเห็นเซินถังยังทำหน้างุนงง จึงจำต้องเอ่ยปากชี้แนะ

เขาคิดว่าตัวเองพูดชัดเจนพอแล้ว แต่จนใจที่เซินถังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า 'ปราณ' คือสิ่งใด

เมื่อเห็นเซินถังนิ่งไปนาน เขาจึงต้องกล่าวว่า "เมื่อครู่ตอนที่เจ้าใช้วาจาสิทธิ์ รู้สึกหรือไม่ว่ามีบางอย่างไหลออกจากตันเถียนไปตามเส้นลมปราณ? สิ่งนั้นแหละคือ 'ปราณ' ตอนนี้เจ้าลองชักนำมันออกมาจากตันเถียน แล้วรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือ ทำเป็นหรือไม่?"

วาจาสิทธิ์นั้นใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง เกี่ยวข้องกับความชำนาญด้วย ซึ่งคุณชายน้อยตรงหน้าสามารถใช้แก่นปราชญ์ต่อกรกับจานเหนี่ยวขั้นสามได้อย่างแข็งกร้าว อีกทั้งผลลัพธ์ของวาจาสิทธิ์ยังรุนแรง จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะไม่รู้อะไรเลย

ชายหนุ่มอธิบายอย่างชัดเจน เซินถังจึงพยายามนึกย้อนถึงความรู้สึกแปลกประหลาดก่อนหน้านี้อย่างตั้งใจ

'ปราณ... ตันเถียน... วาจาสิทธิ์... แก่นปราชญ์...'

ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะจับสัมผัสบางอย่างได้ จึงชักนำสิ่งนั้นให้ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังฝ่ามือ

ในที่สุด กลุ่มก้อนปราณไร้สีค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่าง จากขนาดเท่าเม็ดถั่วขยายใหญ่ขึ้นจนเท่ากำปั้น ลอยคว้างอยู่เหนือใจกลางฝ่ามือประมาณหนึ่งชุ่น

เซินถังเงยหน้ามองชายหนุ่ม เอ่ยถามว่า "ท่าน นี่คือ 'ปราณ' หรือ? ช่างวิเศษยิ่ง... แล้วแก่นปราชญ์ของข้าอยู่ระดับใด?"

นับตั้งแต่ปราณกลุ่มนี้ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มก็หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย ใบหน้ากว่าครึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด ทำให้มองเห็นสีหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่เซินถังมั่นใจว่าสายตาของอีกฝ่ายกำลังจับจ้องอยู่ที่ฝ่ามือของนาง

นางรู้สึกว่าบรรยากาศดูไม่ชอบมาพากล จึงเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง

ชายหนุ่มถึงได้ฟื้นสติและตอบสนอง "เจ้าลองกลั่นกรอง 'ปราณ 'กลุ่มนี้ให้ควบแน่นเป็นของแข็ง เหมือนอย่างที่ข้าทำ"

พูดจบ บนมือขวาที่ยื่นออกมาของชายหนุ่มก็ปรากฏพายุหมุนสีเขียวอ่อนขึ้นอย่างรวดเร็ว แวบแรกดูเหมือนกลุ่มหมอกบางๆ แต่เพียงชั่วลมหายใจเข้าออกสองครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นของเหลวข้นหนืดสีเขียวเข้ม

ท้ายที่สุด ภายใต้การจ้องมองของเซินถัง มันได้กลายสภาพเป็น 'ตราประทับ' สีเขียวเข้มรูปร่างแปลกตา ขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก และเมื่อเห็นเซินถังทำหน้าอยากรู้อยากเห็น ชายหนุ่มจึงยื่นตราประทับออกไปให้ดูด้วยความเต็มใจ

ตราประทับมีรูปทรงวิจิตรบรรจง ด้านข้างสลักอักษรจ้วนว่า "ระดับหกชั้นกลางค่อนล่าง" ส่วนฐานด้านล่างสลักอักษรลายมือเดียวกันว่า "ฉีหยวนเหลียง"

"ท่านชื่อฉีหยวนเหลียงหรือ?" หากนี่คือชื่อ เช่นนั้น 'ระดับหกชั้นกลางค่อนล่าง' ก็น่าจะเป็นระดับแก่นปราชญ์ของเขา

ชายหนุ่มตอบว่า "ฉีผู้นี้มีนามว่าซ่าน นามรองหยวนเหลียง"

เขาพูดพลางจ้องมองดวงตาของเซินถัง และเมื่อเห็นว่าแววตาของอีกฝ่ายใสกระจ่าง ไร้ซึ่งความดูแคลนต่อแก่นปราชญ์ระดับกลางค่อนล่างแม้แต่น้อย เขาก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาบ้าง สีหน้าดูไม่เหินห่างเท่าก่อนหน้านี้

เซินถังกล่าวตามความเคยชิน "ช่างเป็นชื่อที่ดีจริงๆ"

ทั้ง 'ซ่าน' ทั้ง 'เหลียง' ดูท่าจะเป็นคนดี

ฉีซ่านได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งงัน

เซินถังส่งตราประทับคืนให้เขา พลางเอ่ย "ข้าพอจะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร"

นางเลียนแบบวิธีการที่ฉีซ่านทำให้ดูก่อนหน้านี้ บีบอัดพายุหมุนของกลุ่มก้อนปราณนั้นเข้าไปด้านใน พายุหมุนค่อยๆ เปลี่ยนจากไร้สีเป็นของเหลวข้นหนืดสีขาวน้ำนม จากนั้นเปลี่ยนจากของเหลวสีขาวน้ำนมกลายเป็นวัตถุขนาดเล็กที่โปร่งใสราวกับคริสตัล

เซินถังถึงได้เก็บ 'ปราณ' และรีบก้มลงดูด้านข้างของตราประทับ

ผลปรากฏว่า--- "เอ๊ะ เหตุใดไม่มีตัวอักษรล่ะ?"

"ไม่มีตัวอักษร?" แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่น้ำเสียงของฉีซ่านกลับไม่ได้ฟังดูประหลาดใจ ราวกับคาดเดาได้อยู่แล้ว

เซินถังยื่นตราประทับของตนออกไป กล่าวด้วยความสงสัยว่า "ด้านข้างไม่มีตัวอักษรจริงๆ มีแค่ที่ฐานด้านล่างเท่านั้น"

ที่ฐานด้านล่างสลักอักษรจ้วนสี่ตัวที่ดูพริ้วไหวและดุดันว่า "เซินซื่อโย่วหลี"

"เซิน... โย่ว... หลี? เจ้าไม่ใช่ลูกหลานตระกูลกงจริงๆ ด้วย"

เนื่องจากตราประทับมีความโปร่งใส การจะแกะรอยตัวอักษรบนนั้นจึงต้องใช้ความพยายามเล็กน้อย ฉีซ่านหรี่ตาลงพลางพิจารณาตัวอักษรที่ฐานและเอ่ยว่า"ทว่า คุณชายน้อย นามรองของเจ้านี้ออกจะดูงดงามอ่อนช้อยไปหน่อยหรือไม่..."

ฟังเผินๆ นึกว่าเป็นชื่อในห้องหอของสตรี

เซินถัง "......" นางเลิกที่จะอธิบายเรื่องที่ตัวเองเป็นหญิงแล้วล่ะ

ในเมื่อโลกนี้กำหนดว่าคนที่มีแก่นปราชญ์ต้องเป็นบุรุษ ต่อให้นางกระโดดออกมาเถียง ไม่ว่าคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เข้าใจผิดก็เข้าใจผิดไป รอให้นางรู้แจ้งก่อนว่าเหตุใดตัวเองถึงมีแก่นปราชญ์ หรือรอให้แข็งแกร่งพอค่อยว่ากัน จะได้ไม่โดนหาว่าเป็นพวกนอกรีตแล้วโดนจับเชือด

"ท่านฉี ข้าชื่อเซินถัง"

"ใบถังหลีร่วงโรยย้อมสีชาด ดอกเฉียวม่ายแย้มบานหอมกลิ่นหิมะ" ฉีซ่านเผยรอยยิ้มจางๆ กล่าวว่า "ก็นับเป็นชื่อที่ดีเช่นกัน"

เซินถัง "......"

ถึงแม้นางจะอยากบอกว่าชื่อจริงคือ "เซินถัง" ส่วน"โย่วหลี"เป็นนามปากกาที่สุ่มได้มา ไม่มีความหมายพิเศษอะไรก็เถอะ แต่ในเมื่อเขาคิดไปทางนั้น แถมยังอุตส่าห์โชว์ภูมิความรู้ในท้อง นางเองก็ไม่ควรไปสาดน้ำเย็นใส่ ทำได้แค่ยืดอกรับคำชมไปเท่านั้น

ตอนนี้สิ่งที่นางสนใจที่สุดก็คือแก่นปราชญ์ของนางอยู่ระดับใดกันแน่

"ท่านฉี แล้วแก่นปราชญ์ของข้าคือระดับใด?"

ใครจะรู้ว่าฉีซ่านกลับถามย้อนว่า "แล้วเจ้าอยากได้ระดับใด?"

เซินถัง "หมายความว่าอย่างไร?"

ฉีซ่านเริ่มกล่าวถึงเรื่องอื่นแทน "แตกต่างจากแก่นยุทธ์ที่มีถึงยี่สิบขั้น แก่นปราชญ์มีเพียงเก้าระดับเท่านั้น ระดับหนึ่งชั้นสูงสุด ระดับสองชั้นสูงกลาง ระดับสามชั้นสูงล่าง ไล่เรียงลงไปจนถึงระดับเก้าชั้นล่างสุด

แก่นยุทธ์สามารถผ่านการขัดเกลาภายหลังเพื่อทะลวงระดับเลื่อนขั้นได้ ผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งอาจไต่เต้าไปถึงขั้นเช่อโหวได้ด้วยซ้ำ แต่แก่นปราชญ์นั้นเกิดมามีระดับเท่าใดก็เท่านั้นตลอดไป

ของข้านี้คือแก่นปราชญ์ระดับหกชั้นกลางค่อนล่าง ดีกว่าระดับล่างแต่ก็ยังไม่เทียบเท่าระดับสูง ดังนั้น เจ้าหวังว่าเจ้าจะอยู่ระดับใด?"

เซินถังประหลาดใจ "นี่... ข้าเลือกได้ตามใจชอบด้วยหรือ?"

ฉีซ่านตอบว่า "หากเป็นผู้อื่น ย่อมไม่ได้ แต่เจ้ามาเจอข้า ข้าพอจะช่วยเจ้าในเรื่องนี้ได้"

เซินถังรู้สึกงุนงงไปหมด สัญชาตญาณบอกนางว่า วาจาของฉีซ่านมีนัยแอบแฝง

แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เพียงแค่เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "เด็กน้อยพกทองคำเดินกลางตลาด ไม่ใช่เรื่องดี"

เซินถังเกร็งตัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 'ไอ้แก่นปราชญ์นี่มันคืออะไรกันแน่ ถึงได้ดูร้ายแรงขนาดนี้? สรุปว่าสิทธิพิเศษของผู้ข้ามมิตินี้จะนำมาซึ่งภัยถึงชีวิตสินะ'

เซินถังระงับความอยากรู้อยากเห็นที่มากพอจะฆ่าแมวได้ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงแค่ถามว่า "จะปลอมแปลงเป็นแก่นปราชญ์ระดับใดก็ได้หรือ?"

ตัวฉีซ่านเองมีแก่นปราชญ์ 'ระดับหกชั้นกลางค่อนล่าง' และแก่นปราชญ์เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เกิดมาเท่าไรก็เท่านั้น ดังนั้นเขาคงไม่สามารถช่วยเปลี่ยนระดับแก่นปราชญ์จริงๆ ได้แน่ๆ ที่เหลือก็คงเป็นการปลอมแปลงเท่านั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เซินถังลองหยั่งเชิง "ถ้าอย่างนั้น ระดับหนึ่งชั้นสูงสุดได้หรือไม่?"

ฉีซ่านเกือบจะหลุดขำกับคำถามของเซินถัง "แก่นปราชญ์ระดับหนึ่งชั้นสูงสุดคือระดับนักปราชญ์ เป็นเพียงระดับในตำนาน มีเพียงเจ้าแคว้นที่ถือครองตราลัญจกรแผ่นดินเท่านั้นจึงจะครอบครองได้ เจ้าอยากรนหาที่ตายหรืออย่างไร?"

เซินถังหลุบตามองตราประทับแก่นปราชญ์ของตนเอง "อย่างนั้น เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน ปลอมเป็นระดับเก้าชั้นล่างสุดก็แล้วกัน"

"ระดับเก้าชั้นล่างสุด? หึ เจ้านี่ฉลาดไม่เบา"

เมื่อด้านข้างของตราประทับปรากฏอักษรจ้วนคำว่า "ระดับเก้าชั้นล่างสุด" ขึ้นมา เซินถังก็หมุนเล่นตราประทับโปร่งใสในมือ ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี

"ของสิ่งนี้จะเก็บกลับเข้าไปได้อย่างไร?"

"จะเก็บกลับไปด้วยเหตุใด? สิ่งนี้เอาไว้ใช้ยืนยันตัวตน ต่อให้เป็นแก่นปราชญ์ 'ระดับเก้าชั้นล่างสุด' ก็ยังดีกว่าคนธรรมดา"

ในยุคสมัยแห่งความโกลาหลที่คนรุ่นหนึ่งสามารถย้ายถิ่นฐานเปลี่ยนแคว้นได้ถึงสองครั้ง ชีวิตของคนธรรมดานั้นไร้ค่ายิ่งกว่าเศษหญ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเซินถังเป็นนักโทษหลบหนีที่ถูกเนรเทศ

อักษรที่สลักอยู่หลังใบหูนั้นใช้วิธีการพิเศษทำขึ้น เว้นแต่จะตัดหูทิ้ง มิเช่นนั้นก็ไม่มีวันลบออกได้ชั่วชีวิต

แต่หากมีตราประทับแก่นปราชญ์ แล้วใช้เครื่องประดับหูปิดบังไว้ โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่เห็นเข้าก็คงไม่กล้าตรวจสอบ เท่ากับว่ามีความปลอดภัยรับรองในระดับหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 7 ตราประทับแก่นปราชญ์

คัดลอกลิงก์แล้ว