เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ตราลัญจกรแผ่นดินและวาจาสิทธิ์

บทที่ 6 ตราลัญจกรแผ่นดินและวาจาสิทธิ์

บทที่ 6 ตราลัญจกรแผ่นดินและวาจาสิทธิ์


บทที่ 6 ตราลัญจกรแผ่นดินและวาจาสิทธิ์

เซินถังระงับจิตใจให้มั่นคง สีหน้านิ่งเรียบจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า

เอ่ยถามว่า "ท่านมีความแค้นกับตระกูลกงหรือ?"

แต่ใครจะรู้ว่าคำตอบของชายหนุ่มกลับเหนือความคาดหมายของนาง เห็นเพียงอีกฝ่ายนำมือซุกในแขนเสื้อ พิงลำต้นไม้กึ่งหนึ่ง หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ไร้แค้น"

เซินถัง "......"

'หากไร้แค้นแล้วเจ้าจะมามุงดูเรื่องชาวบ้านทำไม? เจอทายาทชายตระกูลกงแล้วยังคิดจะลงมือฆ่าอีกหรือ?'

บางทีอาจเป็นเพราะสายตาของเซินถังนั้นยากจะอธิบายเกินไป ชายหนุ่มจึงถูกจ้องจนหาอารมณ์ไม่ได้ "เจ้ามองด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"

'แน่นอนว่าเป็นสายตาที่ใช้มองเวชระเบียนผู้ป่วยโรงพยาบาลประสาทยังไงล่ะ!' เซินถังบ่นในใจ

แต่ปากกลับเอ่ยว่า "ในเมื่อไร้แค้น เหตุใดท่านถึงได้มีความมุ่งร้ายรุนแรงถึงเพียงนี้?"

ชายหนุ่มยิ้มเยาะเย้ยหยัน "เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลกง ไฉนจึงไม่รู้เล่า?"

เซินถัง "......" 'บอกแล้วไงว่าอย่ามายัดเยียดคาแรคเตอร์แปลกๆ ให้นางน่ะ!'

นางสูดลมหายใจเข้าลึกยาวเหยียด แล้วค่อยๆ พ่นลมปราณขุ่นมัวในอกออกมา ปั้นหน้าส่งรอยยิ้ม 'เป็นมิตรไมตรี' ออกมา

"บุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตไว้ ผู้น้อยจารึกไว้ในใจ ทว่ามีบางเรื่องที่หวังว่าท่านจะรับทราบไว้"

"ว่ามา"

"ข้อแรก ข้าไม่ใช่ลูกหลานตระกูลกง" พูดจบ เซินถังก็เห็นประกายความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่มแวบหนึ่ง

นางไม่สนใจว่าชายหนุ่มจะเชื่อหรือไม่ แล้วกล่าวต่อว่า "ข้อสอง ข้าไม่รู้เรื่องความมุ่งร้ายของท่านจริงๆ และข้อสาม ข้ายิ่งไม่ใช่ทายาทชายตระกูลกง..."

เห็นชัดๆ ว่าเป็นหญิงแท้ๆ คนหนึ่ง ถึงจะบอกว่าอายุยังน้อย ร่างกายยังไม่เริ่มเจริญเติบโต แม้นร่างกายจะยังไม่เจริญวัยเป็นสาวสะพรั่ง แต่ลำพังแค่ใบหน้านี้ ก็ไม่ควรจะจำแนกเพศผิดเพี้ยนไปได้!!

ชายหนุ่มพิจารณาใบหน้าของเซินถังอย่างละเอียด จ้องมองดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับกำลังไตร่ตรองความจริงในคำพูดนี้อย่างรอบคอบ

ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงพยักหน้ากล่าวว่า "คำพูดของคุณชายน้อยนี้ ข้าเชื่อแล้ว"

เซินถัง "......"

'เชื่อกับผีน่ะสิ!' (╯‵□′)╯

'บอกว่าไม่ใช่ชาย เจ้าหมอนี่ทำไมถึงได้หัวรั้นขนาดนี้! ต้องให้ถอดกางเกงควักอะไรออกมาให้ดูถึงจะเชื่อหรือไง?'

ชายหนุ่มกล่าวเยาะเย้ยว่า "แม้ฝีมือจะพอใช้ได้ แต่การใช้พลังแก่นปราชญ์พร่ำเพรื่อ ตีมั่วซั่วไปหมดเช่นนี้ ดูไม่เหมือนคนที่ได้รับการสั่งสอนมาอย่างถูกต้องจริงๆ"

ก็ไม่มีปัญญาชนดีๆ ที่ไหนเขาเอาตัวไปแลกหมัดกับพวกนักรบหรอก

เมื่อพิจารณาว่านักโทษที่ถูกเนรเทศในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ลูกหลานตระกูลกง เขาจึงคาดเดาว่าคุณชายน้อยผู้นี้อาจจะเป็นคนแซ่อื่นที่ปะปนมา และด้วยความโชคดีที่ใบหน้างดงามราวหญิงสาวจึงถูกจัดไปอยู่กับพวกสตรี ตันเถียนถึงได้รอดพ้น ไม่ถูกทำลายไปตามกัน

เซินถัง "......"

ชั่วขณะหนึ่งนางไม่รู้ว่าจะเริ่มตบมุกตรงไหนดี จึงทำได้เพียงจับประเด็นสำคัญมาหนึ่งอย่าง

"ท่านว่า... แก่นปราชญ์? ข้ามีแก่นปราชญ์รึ?" หากร่างกายนี้มีแก่นปราชญ์ติดตัว? นางถูมือเตรียมพร้อม! ในที่สุดก็เห็นสิทธิพิเศษที่ผู้ข้ามมิติควรจะได้รับสักที

"เจ้ากลับไม่รู้หรือ?" เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายดูไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ คราวนี้จึงเป็นฝ่ายชายหนุ่มที่ต้องแปลกใจบ้าง

เซินถังส่ายหน้าด้วยความจริงใจ นางข้ามมิติมายังโลกนี้ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย นอกจากจะไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว บ้านยังโดนขโมยอีก นางจะไปตรัสรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?

ชายหนุ่มซักไซ้ "ในเมื่อไม่รู้ว่าตนเองมีแก่นปราชญ์ แล้ววาจาสิทธิ์เมื่อครู่นี้คือเรื่องอันใด?"

"วาจาสิทธิ์... คือสิ่งใดอีก?"

"ก็ท่อนที่ว่า 'มารดาถือกระบี่ในมือ ฟาดฟันบนร่างบุตรพเนจร' นั่นปะไร วาจาสิทธิ์จากแก่นปราชญ์ของเจ้า" ชายหนุ่มพูดไปพลางขมวดคิ้ว สีหน้าดูประหลาดพิลึกยิ่งนัก

มารดาที่ใช้กระบี่ฟันบุตร ฟังดูไม่ใช่วาจาสิทธิ์ที่ถูกต้องตามครรลองเลยสักนิด แต่ใต้หล้ากว้างใหญ่มีเรื่องแปลกพิสดารมากมาย บางทีอาจเป็นเขาที่โลกทัศน์คับแคบเกินไป

เซินถังตอบตามความจริง "ข้าคิดหาวิธีเอาตัวรอดในใจ จู่ๆ มันก็โผล่ขึ้นมาในหัวข้าเอง"

ชายหนุ่ม "......" นี่มันช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

เซินถังพลิกกลับมาที่หัวข้อสนทนาเดิม "ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าเหตุใดจึงไม่ชอบตระกูลกงถึงเพียงนั้น"

'ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขก็เหมือนเสพดราม่าแล้วไม่ได้ตามต่อ รสชาติค้างคาใจแบบนั้นมันทรมานนะจะบอกให้'

ชายหนุ่มปรายตามองเซินถังแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า "แม้นไร้ความแค้นส่วนตัว แต่มีความแค้นที่ทำให้แคว้นล่มสลาย"

พอได้ยินคำนี้ เซินถังก็เลิกที่จะซักไซ้ไล่เลียงทันที เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากพลั้งปากไปยั่วโมโหเข้า เกรงว่าเขาคงจะยอมแลกชีวิตกับนาง

แต่เซินถังหารู้ไม่ว่าในปัจจุบันมีแคว้นนับร้อยตั้งตระหง่าน แคว้นต่างๆ ทำศึกสงครามกันไม่หยุดหย่อน การที่แคว้นล่มสลายนและตั้งแคว้นใหม่เป็นเรื่องปกติพื้นฐานที่เห็นกันจนชินชา หากคนรุ่นหนึ่งอายุยืนมากเสียหน่อย โดยประมาณแล้วก็สามารถย้ายถิ่นฐานเปลี่ยนแคว้นได้มากกว่าสองครั้ง

ชายหนุ่มมีความผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น

"เช่นนั้น วาจาสิทธิ์ล่ะ?" เซินถังไม่ถือตัว มองชายหนุ่มเป็น 'เอ็นพีซีนักอธิบาย' ฟรีๆ ไปโดยปริยาย ในเมื่อได้คำตอบจากเขา แล้วจะลำบากวิ่งเต้นไปสืบข่าวเองทำไม?

'ของฟรีนี่นา ใครบ้างจะไม่ชอบ'

ชายหนุ่ม "......"

เขาตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจว่าเซินถังไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ แถมคำถามที่ถามล้วนเป็นเรื่องพื้นฐาน ตอบสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร

เพียงแต่คำถามนั้นพื้นฐานมากเสียจนน่าสงสัยว่าเจ้าเด็กน้อยผู้นี้เป็นคนป่าที่หลุดออกมาจากซอกหลืบเขาแห่งใด ชายหนุ่มจึงจำต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ต้นกำเนิด

คำบอกเล่าของอีกฝ่ายสมบูรณ์ครบถ้วนกว่าความทรงจำแปลกปลอมที่ผุดขึ้นในหัวของเซินถังมากนัก

ในปีนั้นดาวมารร่วงหล่น แตกออกเป็นสี่ส่วนห้าแฉก กระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดินจงหยวน ผู้คนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกบุ๋นและบู๊เพื่อดูดซับปราณฟ้าดินมาขัดเกลาร่างกาย นอกจากพวกพ่อค้าที่หวัง 'เก็งกำไรสินค้าแปลก' แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสนใจมัน

จนกระทั่งมีช่างฝีมือคนหนึ่งนำเศษชิ้นส่วนดาวมารก้อนหนึ่งมาแกะสลักเป็นตราประทับ แล้วนำขึ้นถวายแด่เจ้าแคว้น

ทันทีที่เจ้าแคว้นพระองค์นั้นได้รับตราประทับ แสงสีม่วงก็สาดส่องเจิดจ้า อักขระประหลาดนับไม่ถ้วนลอยออกมาจากตราประทับ ส่วนหนึ่งหลอมรวมเข้ากับตันเถียนของเหล่าขุนนาง

ในเวลานั้นเองจึงได้รู้ว่า อักษรบางตัวในตราประทับเมื่อผสานกับแก่นปราชญ์หรือแก่นยุทธ์ที่เฉพาะเจาะจง จะสามารถสำแดงพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมาได้

อักษรเหล่านี้ก็คือ 'วาจาสิทธิ์'

ยกตัวอย่างเช่นประโยคที่ชายหนุ่มกล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า 'ฟันแข็งร่วงก่อน ลิ้นอ่อนอยู่ยืนยง อ่อนสยบแข็งและอ่อนชนะแข็งแกร่ง' ก็เป็นการมอบพลังเสริมหรือฟื้นฟูให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการต่อสู้ วาจาสิทธิ์เดียวกันเมื่ออยู่ในมือของคนละคน ผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกัน

นับแต่นั้นมา เศษชิ้นส่วนดาวมารก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของตราลัญจกรแผ่นดินของทุกแคว้น

วาจาสิทธิ์ที่แฝงอยู่ในตราลัญจกรแผ่นดินส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของแคว้นนั้นๆ หากเจ้าแคว้นกระตุ้นพลังของตราลัญจกรแผ่นดิน ยังสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นศาสตราวุธคู่แผ่นดิน เพื่อปกปักรักษาดวงชะตาเมืองและชายแดนได้อีกด้วย

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ลอบใช้หางตามองสีหน้าของเซินถัง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "เมืองหลวงฉงไถถูกตีแตก ตราลัญจกรแผ่นดินสูญหาย ในตลาดมีข่าวลือว่าตระกูลกงซุกซ่อนและยักยอกมันไป ทว่าหลังจากตระกูลกงถูกยึดทรัพย์แล้ว ก็ยังหาตราลัญจกรแผ่นดินไม่พบ..."

เซินถังไม่ได้ใส่ใจตราลัญจกรแผ่นดิน แต่สนใจคำว่า "ฉงไถ?"

สิ้นเสียงของเซินถัง สีหน้าของชายหนุ่มก็ดูพิลึกพิลั่นและซับซ้อนขึ้นมาทันที "ก็คือแคว้นซินแต่เดิม ในตลาดมีข่าวว่ากำลังจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 'ฉงไถ' "

เขาคิดว่าที่เซินถังถามเช่นนี้เป็นเพราะข่าวสารระหว่างทางเนรเทศนั้นล่าช้า จึงไม่รู้ว่าฉงไถในตอนนี้ก็คือแคว้นซิน หารู้ไม่ว่านางเพียงแค่รู้สึกว่าชื่อนี้มันประหลาดเหลือเกิน

"แคว้นล่มสลายแล้วยังเปลี่ยนชื่อให้ชาวบ้านอีก..." นี่มันปฏิบัติการอะไรกัน?

ชายหนุ่มตอบว่า "เพื่อเป็นการดูหมิ่น"

"ดูหมิ่น?"

"บรรดาทาสที่ถูกใช้งานโดยทาส ชาวบ้านเรียกว่าฉงไถ สำหรับชาวแคว้นซินที่แคว้นล่มสลายแล้ว ย่อมถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างที่สุด"

คำว่า 'บรรดาทาสที่ถูกใช้งานโดยทาส' หมายความว่าอย่างไร? พูดง่ายๆ ก็คือทาสของทาส ชนชั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดในบรรดาชนชั้นต่ำ และในฐานะหนึ่งในคนบาปผู้ทำลายแคว้น มีหรือที่ตระกูลกงจะไม่เป็นที่รังเกียจของผู้คน?

ตราบใดที่ตราลัญจกรแผ่นดินชิ้นนั้นยังไม่ปรากฏ พายุลูกนี้ก็จะไม่มีวันสงบลง ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็แค่ฟังไว้ประดับความรู้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเซินถัง นางสนใจว่าแก่นปราชญ์ของนางหน้าตาเป็นอย่างไรมากกว่า

ชายหนุ่มแนะนำว่า "ลองทดสอบดูสิ"

แก่นปราชญ์มีเก้าระดับ มีเพียงต้องรู้ระดับของแก่นปราชญ์ที่แน่ชัดเท่านั้น จึงจะสามารถค้นหาวาจาสิทธิ์ที่เหมาะสมกับตนเองได้

เซินถัง "ทดสอบอย่างไร?"

จบบทที่ บทที่ 6 ตราลัญจกรแผ่นดินและวาจาสิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว