- หน้าแรก
- วาจาประกาศิต สยบปฐพี
- บทที่ 2 อุกกาบาตเฮงซวยอะไรเนี่ย!
บทที่ 2 อุกกาบาตเฮงซวยอะไรเนี่ย!
บทที่ 2 อุกกาบาตเฮงซวยอะไรเนี่ย!
บทที่ 2 อุกกาบาตเฮงซวยอะไรเนี่ย!
ดวงจันทร์กระจ่างหมองหม่น หมู่ดาราบางตา ม่านราตรีประหนึ่งน้ำหมึกที่เข้มข้นจนยากจะเจือจาง เงียบงันและลึกล้ำ
เหล่านักโทษแบกตรวนเดินเท้าเปล่าฝ่าแดดเปรี้ยงมาตลอดทั้งวัน ไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจต่างถูกเค้นศักยภาพจนถึงขีดสุด แผ่นแป้งชิ้นเล็กๆ ที่ทั้งบูดทั้งเหม็นจึงกลายเป็นอาหารรสเลิศในโลกมนุษย์
พอกินเสร็จก็ล้มตัวลงนอนกับพื้น ไม่นานนักเสียงกรนก็ดังระงมขึ้นและลงสลับกัน บางครั้งยังได้ยินเสียง "เปรี๊ยะ" จากการปะทุของกองไฟ
เหล่าผู้คุมนักโทษล้อมวงรอบกองไฟ หยิบถุงสุราออกมาดื่มด่ำกับรสชาติ ส่วนเนื้อตากแห้งในหม้อดินเผาถูกต้มจนเปื่อยนุ่ม โรยด้วยเครื่องเทศ ส่งกลิ่นหอมอบอวลรุนแรง
สำหรับกลุ่มนักโทษที่ร่างกายอ่อนแอและไม่ได้กินอิ่มมาเนิ่นนาน กลิ่นนี้มีแรงดึงดูดแทบจะคร่าชีวิตได้เลยทีเดียว
หูของเซินถังได้ยินเสียงลูกกระเดือกของคนอื่นขยับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก และเสียงฟ้าร้องโครกครากจากกระเพาะ เธอก้มหน้าลูบท้องที่แฟบแบนของตัวเอง หลุบตาลงพลางถอนหายใจเงียบๆ
'เธอก็หิวเหมือนกัน'
"อยากกินรึ?" ผู้คุมนักโทษคนหนึ่งตักน้ำแกงจากหม้อดินเผาขึ้นมาหนึ่งชาม เป่าเบาๆ เตรียมจะจิบ หางตาก็สังเกตเห็นสายตาร้อนแรงที่มองมาทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เขาตลบตาไปมา แล้วกวาดตามองด้วยความประสงค์ร้าย พลางหัวเราะ "น้ำแกงเนื้อนี้แพงมาก หากเจ้าอยากกิน ก็ต้องเอาของมาแลก"
เหล่านักโทษเงียบกริบลงทันที เซินถังได้ยินดังนั้นก็เลิกเปลือกตาขึ้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ภายในดวงตาสีดำสนิทมีความขุ่นเคืองพาดผ่าน
เธอแค่ความจำเสื่อมไม่ได้กลายเป็นคนปัญญาอ่อน ความหมายของชายคนนั้นเธอเข้าใจดี และนี่คือกลุ่มนักโทษหญิงที่มีชะตากรรมไม่แน่นอนและกำลังจะถูกส่งเข้าสำนักสังคีต ต่อให้ซุกซ่อนเงินทองติดตัวมาก็คงถูกค้นจนเกลี้ยง แล้วจะเอาอะไรไปแลกน้ำแกงเนื้อได้อีก?
คำตอบมันจ่ออยู่ที่คอหอย
ผู้คุมนักโทษที่พูดจบ ก็ใช้สายตาโลมเลียกวาดมองกลุ่มนักโทษหญิง ราวกับกำลังดูละครฉากหนึ่ง ชื่นชมสีหน้าลังเลหรือโศกเศร้าคับแค้นของพวกนาง
ผู้คุมนักโทษอีกคนหัวเราะพลางตบหลังศีรษะอีกฝ่าย จากนั้นก็ด่ากลั้วหัวเราะ "เจ้าไม่ตักน้ำเยี่ยวชะโงกดูเงาตัวเองบ้างว่ามีคุณสมบัติพอจะปีนขึ้นเตียงพวกนางหรือไม่ คนเหล่านี้ล้วนเป็น 'คนชั้นสูง' ของสกุลกงเชียวนะ"
เขาจงใจลากเสียงคำว่า 'คนชั้นสูง' ให้ยาวเป็นพิเศษ
"คนชั้นสูง? คนชั้นสูงตระกูลใดกัน?" ผู้คุมนักโทษคนแรกลูบหลังศีรษะ จงใจตะเบ็งเสียงถาม "คนที่จะไปปรนนิบัติคนชั้นสูงในสำนักสังคีตน่ะหรือ?"
"นั่นปะไร!" ผู้คุมนักโทษคนที่สามอาศัยฤทธิ์สุราเข้ามาร่วมผสมโรง "สำนักสังคีตไม่ใช่สถานที่ที่มีเงินก็เข้าไปหาความสำราญได้หรอกรึ? พี่น้องเราใช่ว่าจะไม่มีเงินค่าตัวหญิงงามเมือง คนเดียวจ่ายไม่ไหวก็ช่วยกันลงขัน ซื้อทั้งคืนไม่ไหวก็ซื้อครึ่งคืน เจ้าเอาไปครึ่งก้านธูป ข้าเอาไปครึ่งก้านธูป..."
"เจ้าสาม เจ้าดูถูกใครกัน? ใครมันจะจบกิจในครึ่งก้านธูป เจ้าเป็นหลานข้าหรืออย่างไร! อีกทั้ง ช้าเร็วก็ต้องประเดิมคืนแรกอยู่ดี จะเป็นที่นี่หรือไปที่สำนักสังคีต แล้วมันแตกต่างกันอย่างไร?"
เมื่อเผชิญกับความอัปยศอดสูเช่นนี้ นักโทษชายได้แต่โกรธแค้นแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก ส่วนนักโทษหญิงที่พอมีรูปโฉมยิ่งหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือดเหมือนขี้เถ้า
เมื่อเห็นพวกเขายิ่งพูดยิ่งเหลวไหล หัวหน้าผู้คุมนักโทษจึงต้องออกมาปราม
"พวกเจ้าเพลาๆ กันหน่อย! ยิ่งพูดยิ่งเหลวไหล! รอให้งานเสร็จสิ้น อยากจะไปหาหญิงงามเมืองที่สำนักสังคีตไหนก็ตามใจ แต่จะมาจ้องพวกนี้ด้วยเหตุอันใด? ตั้งสติจับตาดูคนให้ดี! เบื้องบนสั่งลงมาว่า ถ้าคนพวกนี้หนีไปได้แม้แต่คนเดียว พวกเราทั้งหมดรับผิดชอบไม่ไหวแน่!"
เหล่าผู้คุมนักโทษเงียบเสียงลงทันควัน จนกระทั่งมีคนผู้หนึ่งบ่นพึมพำเสียงเบา "พวกมันแต่ละคนถูกทำลายแก่นปราชญ์ แก่นยุทธ์จนแตกร้าว จะเอาอะไรไปหนี?"
'แก่นปราชญ์?'
'แก่นยุทธ์?'
เซินถังจับคำสองคำนี้ได้อย่างฉับไว และโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ความเจ็บปวดรวดร้าวแหลมคมจนไม่อาจเมินเฉยแล่นพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของสมอง
ได้ยินผู้คุ้มกันผู้นั้นกระซิบประจบหัวหน้า ยิ้มอย่างพินอบพิเทาว่า "นักโทษสกุลกงพวกนี้ ไม่ว่าเมื่อก่อนจะรุ่งโรจน์เพียงใด นั่นมันก็คืออดีต ถึงพวกพี่น้องเราจะเป็นแค่กงซื่อปลายแถว แต่ท่านเป็นถึงจานเหนี่ยวขั้นสามเชียวนะขอรับ"
ผู้คุมนักโทษคนอื่นก็เออออ "ใช่ๆ ท่านหัวหน้า นักโทษพวกนี้ถ้าไม่ใช่หญิงสาวก็เป็นคนพิการที่ถูกทำลายวรยุทธ์ จะหนีรอดไปได้อย่างไร?"
'กงซื่อปลายแถว? จานเหนี่ยวขั้นสาม? นี่มันคืออะไรอีก?' เซินถังขมวดคิ้วแน่น กัดฟันกรอด อดทนต่อความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า โดยไม่รู้ตัวว่าหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นผุดพราย ใบหน้าซีดเผือด
แม้เธอจะพยายามข่มกลั้นอย่างที่สุด แต่อาการสั่นเทาเล็กน้อยก็ยังรบกวนนักโทษข้างกาย หญิงคนนั้นเลิกเปลือกตาชำเลืองมองเซินถัง เห็นอีกฝ่ายยกมือกุมหน้าผาก ท่าทางเจ็บปวดทรมาน จึงแค่นเสียงหึในลำคอ แล้วพลิกตัวหันหลังให้
พึมพำว่า "คนบ้า......"
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความเจ็บปวดดูเหมือนจะข้ามผ่านจุดวิกฤตจุดหนึ่ง ดังตูมขึ้นมา แล้วถดถอยไปดั่งน้ำลง เซินถังหอบหายใจแผ่วเบาราวกับได้รับการอภัยโทษ แววตาสับสนงุนงง
เมื่อสติสัมปชัญญะกลับมาแจ่มใส ในหัวก็ปรากฏความทรงจำแปลกปลอมที่ขาดวิ่น นางค่อยๆ หลับตาเรียบเรียงข้อมูล
เมื่อสองร้อยปีก่อน แผ่นดินกำลังจะสงบสุข ยามค่ำคืนมีฝนดาวตกโปรยปราย มีดาวมารดวงหนึ่งที่แตกต่างเป็นพิเศษ เปล่งแสงสีม่วงประหลาดเจิดจ้า ย้อมทั่วผืนฟ้า
ฝนดาวตกครั้งนั้นไม่เพียงพลิกผันสถานการณ์สงคราม ทำให้จอมทัพผู้เหลือเพียงก้าวเดียวจะขึ้นสู่จุดสูงสุดต้องจบชีวิตด้วยความแค้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปอย่างรวดเร็ว
นับแต่นั้นแผ่นดินไร้ผู้นำ ขุนศึกเจ้าแคว้นต่างตั้งตนเป็นใหญ่ ใต้หล้ากลับสู่ยุคโกลาหลอีกครั้ง หลังจากนั้นก็แตกแยกเป็นร้อยแคว้นทำสงครามกันไม่หยุดหย่อน
ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เวลานั้นเองมีคนค้นพบว่าร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่ามหัศจรรย์
การฝึกฝนบุ๋นและบู๊สามารถดูดซับปราณฟ้าดินมารวบรวมไว้ที่ตันเถียน เพื่อขัดเกลาร่างกายตนเอง ซึ่งตันเถียนแบ่งเป็นฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ หากสามารถกลั่นปราณฟ้าดินให้เป็นแก่นได้ ก็จะกลายเป็น 'แก่นปราชญ์' และ 'แก่นยุทธ์' ซึ่งทั้งสองอย่างมีจุดเด่นแตกต่างกัน
เมื่อผู้คนพากันค้นคว้าสืบต่อกันมา จึงค่อยๆ มีการแบ่งระดับที่เป็นระบบ แก่นปราชญ์แบ่งเป็นเก้าระดับ วาจาสิทธิ์เป็นจริง สร้างความมีจากความว่าง วางค่ายกลศึก พูดคุยยิ้มแย้มก็ตัดสินแพ้ชนะในพันลี้
แก่นยุทธ์มียี่สิบขั้น หนึ่งคนยืนขวางหมื่นคนมิอาจผ่าน ต่อให้เผชิญกองทัพนับพันหมื่นม้าก็สามารถฝ่าวงล้อมเข้าออกได้เจ็ดรอบ ทำลายข้าศึกจนราบพนาสูร
กงซื่อ และ จานเหนี่ยว ล้วนจัดอยู่ในแก่นยุทธ์ แบ่งเป็นขั้นปลายแถวและขั้นสาม ส่วนขั้นสูงสุดของแก่นยุทธ์คือขั้นยี่สิบ เรียกว่า เช่อโหว
นับตั้งแต่ดาวมารตกลงมา แก่นยุทธ์ขั้น 'เช่อโหว' มีเพียงแค่สามคน ไม่มีใครไม่ใช่ยอดวีรบุรุษผู้มีพละกำลังยกภูเขาและบารมีปกคลุมโลกหล้า เป็นเสาหลักค้ำจุนแคว้น!
เซินถังเรียบเรียงความทรงจำแปลกใหม่เหล่านี้เสร็จ สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นพูดไม่ออก เพราะเมื่อครู่นางเพิ่งจะเดาว่าตัวเองมีแก่นปราชญ์กี่ระดับหรือแก่นยุทธ์กี่ขั้นต่อให้ถูกทำลายไปแล้วก็น่าจะมีร่างกายดีกว่าคนธรรมดา เผื่อจะใช้ประโยชน์ในการหลบหนีได้
ใครจะรู้ว่าพอมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา ในหัวก็มีข้อมูลบรรทัดเล็กๆ เด้งขึ้นมาตัดความหวังของนางจนขาดสะบั้น--- นางเป็นสตรี
ในโลกใบนี้ ร่างกายของสตรีเปรียบเสมือนถุงที่ก้นรั่ว แม้จะสัมผัสรู้ถึงปราณฟ้าดินได้แต่ไม่อาจรวบรวมไว้ในตันเถียน ย่อมไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแก่นปราชญ์หรือแก่นยุทธ์
เซินถัง '...ไอ้บ้าเอ๊ย! ไอ้อุกกาบาตเฮงซวยนั่นก็เลือกปฏิบัติทางเพศด้วยเรอะ?' ในใจเพิ่งจะก่นด่าจบ ก็ได้ยินหัวหน้าผู้คุมกันใช้น้ำเสียงเคร่งเครียดตักเตือนลูกน้อง
"เจ้าพวกบ้าพลังจะไปรู้อะไร?" หัวหน้าผู้คุมกันถูกยกยอปอปั้นจนตัวลอย แต่เขาก็ไม่ได้หลงระเริงจนลืมตัว "สกุลกงถูกริบราชบาตร แต่ใช่ว่าจะถูกจับมาหมดทุกคนเสียเมื่อไร ได้ยินเขาพูดกันว่ายังมีอู่ต้าฟูคนหนึ่งหลบหนีอยู่ข้างนอก หากบังเอิญมาเจอเข้า... หึ!"
จานเหนี่ยวขั้นสามสามารถอัดกงซื่อปลายแถวอย่างพวกเขาร้องหาบิดามารดาจับทิศทางไม่ถูก อู่ต้าฟูอยู่ในขั้นเก้า หากจะอัดจานเหนี่ยวก็เหมือนปู่ตีหลาน และหากอู่ต้าฟูผู้นั้นมาปล้นชิงตัวนักโทษ พวกเขาคงหนีตายกันไม่ทัน...
แน่นอนว่า ความเป็นไปได้นี้มีน้อยมาก แต่ทุกคนเข้าใจความหมายโดยนัย พร้อมกับรู้สึกหวาดหวั่นในใจ เพราะเหตุแทรกซ้อนเล็กน้อยนี้ พวกเขาจึงต้องเก็บพับความหื่นกระหาย ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
รอบด้านเงียบสงัดจนเหลือเพียงเสียงแมลง เซินถังกำลังรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ทันใดนั้นประสาทสัมผัสอันเฉียบคมก็จับได้ว่าเชือกป่านที่เอวมีการเคลื่อนไหว ตามมาด้วยเสียงก้อนหินเล็กๆ ถูกโยนกลิ้งออกไป
ผู้คุ้มกันได้ยินเสียงเดินตรงเข้ามา พลันตวาดเสียงต่ำเป็นการเตือน "ทำอะไรน่ะ?"
หญิงสาวที่แย่งแผ่นแป้งของเซินถังเมื่อตอนกลางวันกลืนน้ำลาย ถามว่า "คุณชาย ตรงนั้นยังมีน้ำแกงเนื้อเหลือหรือไม่?"
เซินถังที่แกล้งหลับคิ้วกระตุกวูบ
—----------
ปล. จะเริ่มเปลี่ยนการใช้สรรพนามของเซินถังจากคำว่าเธอเป็นนาง ตั้งแต่ประโยคที่เซินถังได้รับความทรงจำข้อมูลต่างๆ ของโลกใบนี้นะคะ
แต่…ความคิด คำอุทาน และคำศัพท์ ของเซินถัง จะคงความสมัยใหม่เช่นเดิม เพื่อคงต้นฉบับจีนของผู้แต่งค่ะ
ด้วยรัก… ราตรีเสมือนฝัน