- หน้าแรก
- มหาเต๋า ระบบคัมภีร์พลิกสวรรค์
- บทที่ 34 - ถ่ายทอดอักษร ประสิทธิ์ประสาทวิชา
บทที่ 34 - ถ่ายทอดอักษร ประสิทธิ์ประสาทวิชา
บทที่ 34 - ถ่ายทอดอักษร ประสิทธิ์ประสาทวิชา
บทที่ 34 - ถ่ายทอดอักษร ประสิทธิ์ประสาทวิชา
เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่ห้าเดือนสามอย่างรวดเร็ว
อวี๋หมิงหยางสวมชุดนักเรียนที่จัดเตรียมไว้อย่างสะอาดสะอ้าน หิ้วกล่องไม้ไผ่ใส่หนังสือ เดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวอันราบเรียบ มุ่งหน้าสู่ ‘ระเบียงบูรพา’ ซึ่งเป็นพื้นที่สูงภายในสำนักศึกษาไท่หยาง
ระเบียงบูรพาคือพื้นที่สูงรองลงมาจากพระที่นั่งหลักของสำนักศึกษา ด้านบนมีอาคารเรียนโครงสร้างไม้โอ่อ่ากว้างขวางสามหลังปลูกสร้างอยู่ ที่นี่นับเป็นสถานที่สำหรับถ่ายทอดวิชาความรู้เฉพาะทางบางอย่างของสำนักศึกษา
วิชาเอกของอวี๋หมิงหยางคือภาษาพื้นเมืองอันซาน นี่เป็นหนึ่งในวิชาเอกไม่กี่แขนงที่เมื่อเรียนจบแล้วต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกตัวของสภาบริหาร เพราะค่าเล่าเรียนทั้งหมดของเขาทางทำเนียบองครักษ์เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายให้
หากไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากศึกษาในสำนักศึกษาไปไม่กี่ปี เขาจะถูกทำเนียบองครักษ์ส่งตัวไปยังชนเผ่าพื้นเมืองแถบเทือกเขาอันซานเพื่อทำหน้าที่เป็นทูตเจริญสัมพันธไมตรี รับผิดชอบดูแลการค้าขายและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างชนเผ่ากับทำเนียบองครักษ์
เขาเตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เพิ่งเข้าเรียนได้ไม่กี่วัน จู่ๆ จะถูกเรียกตัวมาที่นี่เพื่อเรียนภาษาพื้นเมืองอีกภาษาหนึ่งที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
เพราะมันเกี่ยวข้องกับอนาคตของเขา ภายในใจจึงค่อนข้างกังวล ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นผลดีหรือผลร้ายกับตัวเองกันแน่
เมื่อเดินขึ้นมาถึงระเบียงบูรพา เขาเดินไปตามทางเดินหินที่มีพุ่มดอกไม้ขนาบข้างจนมาถึงหน้าอาคารเรียน ที่นี่มีทหารยามของสำนักศึกษายืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ทุกคนล้วนพกปืนถือหอก
เมื่อเห็นเขาเดินมา เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาตรวจสอบเอกสารและเทียบเชิญทันที หลังจากผ่านการซักถามอย่างเข้มงวดแล้ว จึงยอมปล่อยให้เขาเข้าไป
อวี๋หมิงหยางก้าวขึ้นบันได เห็นเบื้องหน้าเป็นประตูใหญ่กว้างขวางที่มีเสาคั่นห้าต้น เขาเปลี่ยนรองเท้าตามสัญญาณมือของผู้ช่วยที่อยู่ด้านนอก ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
ทันทีที่เข้าสู่โถงภายใน ก็พบว่าโครงสร้างสถาปัตยกรรมของที่นี่ช่างเป็นเอกลักษณ์ กลางโถงไร้เสาค้ำ กว้างขวางสว่างไสว ทัศนวิสัยเปิดโล่ง สามารถมองเห็นยอดเขาหิมะอันซานอันตระการตาด้านนอกได้โดยตรง
ขณะเดินอยู่บนพื้นไม้ขัดเงาวับจนแทบส่องเงาได้ เขารู้สึกราวกับกำลังเหยียบย่ำอยู่เหนือเมฆา เสมอกับยอดเขา จิตใจก็พลอยปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นไม่น้อย
ในห้องเรียนมีโต๊ะเตี้ยจัดวางเรียงรายเป็นแถวแนวตั้งและแนวนอนรวมหกแถว ระยะห่างระหว่างโต๊ะกว้างพอให้คนเดินผ่านได้ ข้างโต๊ะยังมีกระถางกำยานอุ่นมือและชั้นวางของไม้ไผ่
เวลานี้เขาเห็นเด็กสาวร่างบอบบางคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้ว แม้ตอนนี้อาจารย์ยังไม่มา แต่เธอก็นั่งหลังตรงแน่วแน่
เขาไม่กล้าเสียมารยาท เดินเข้าไปด้านหน้า ประสานมือคารวะ “คารวะแม่นาง ข้าอวี๋หมิงหยาง”
เด็กสาวผู้นั้นเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้น ย่อกายคำนับแบบว่านฝูตอบกลับ “คารวะคุณชาย ข้าอันฉูเอ๋อร์”
อวี๋หมิงหยางเพิ่งสังเกตเห็นในตอนนี้เองว่านัยน์ตาของนางเจือสีทองเล็กน้อย ดูออกไม่ยากว่าเป็นลูกครึ่งชาวอัน
ทว่าสีหน้าของเขาไม่มีความแปลกใจแต่อย่างใด เพราะคนที่มาเรียนภาษาพื้นเมืองส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกครึ่ง ชาวเทียนเซี่ยแท้อย่างเขาต่างหากที่หาได้ยาก
เขามองไปรอบๆ เลือกที่นั่งค่อนไปทางด้านหลัง วางข้าวของของตนให้เรียบร้อย แล้วนั่งรอท่านอาจารย์อย่างเงียบสงบ
ไม่นานนัก เสียงจอแจด้านนอกก็เริ่มดังขึ้น เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวทยอยเดินเข้ามาในห้องเรียนทีละคน แต่ละคนล้วนมีมารยาทงาม ทักทายปราศรัยกัน
ห้องเรียนที่เดิมว่างเปล่า เมื่อมีนักเรียนเหล่านี้เข้ามา ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
เจ้าอ้วนเตี้ยคนหนึ่งมานั่งลงข้างๆ อวี๋หมิงหยาง เขาหน้าตาสดใส ผิวขาวผ่องนุ่มนิ่มราวกับก้อนแป้ง เมื่อเห็นอวี๋หมิงหยาง ก็ฉีกยิ้มกว้าง ประสานมือว่า “ต้วนเหนิง”
อวี๋หมิงหยางประสานมือตอบเช่นกัน “อวี๋หมิงหยาง”
ต้วนเหนิงถาม “พี่อวี๋ ก่อนมาที่นี่ ท่านเรียนวิชาเอกอะไรหรือ?”
อวี๋หมิงหยางตอบ “ภาษาชาวอัน”
ต้วนเหนิงตาโต “ยอดไปเลย พี่อวี๋”
อวี๋หมิงหยางชะงัก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนชมเขาเช่นนี้ จึงถ่อมตัวว่า “แค่ความรู้เล็กน้อย”
“ไม่ ไม่ ไม่” ต้วนเหนิงขยับเข้ามาใกล้ ตบไหล่เขาแล้วขยิบตาให้ “พี่อวี๋ ต่อไปน้องชายคนนี้คงต้องพึ่งท่านแล้วล่ะ”
อวี๋หมิงหยางรีบกล่าว “พี่ต้วนกล่าวหนักไปแล้ว”
ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ตึง ตึง ตึง ดังมาแต่ไกล จากนั้นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม นัยน์ตาเจือสีทองเล็กน้อยก็พุ่งพรวดเข้ามา
นางตัวเล็กกะทัดรัด แต่เวลาเดินกลับมีท่าทางดุดันขึงขัง สวมชุดสตรีชาวเทียนเซี่ยแบบดั้งเดิม หน้าผากประดับเครื่องประดับ สวมถุงมือไหม ทันใดนั้นนางถูกใครบางคนเรียกไว้ จึงปลดมีดสั้นที่เอวโยนออกไปให้คนข้างนอกอย่างหงุดหงิด แล้วถึงเดินมายังโต๊ะเรียน
นางไม่สนใจคนรอบข้าง เดินตรงไปนั่งที่ด้านหน้าสุด
อวี๋หมิงหยางลอบมองออกไปนอกห้องเรียน แวบเดียวก็เห็นผู้ติดตามร่างสูงใหญ่กว่าสิบคนปรากฏตัวอยู่ที่นั่น ชัดเจนว่าคนเหล่านี้คือผู้ติดตามของเด็กสาวคนนั้น
เขาครุ่นคิดในใจ เด็กสาวคนนี้มีสายเลือดชาวอันอย่างชัดเจน แต่กลับสามารถพาผู้ติดตามเข้ามาเดินเพ่นพ่านในสำนักศึกษาไท่หยางได้ คนแบบนี้ ดูเหมือนในเขตปกครองจะมีอยู่แค่ตระกูลเดียว...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจเขาก็เต้นแรง รีบเบนสายตาหนี ไม่กล้ามองนางอีก
ต้วนเหนิงเห็นเด็กสาวคนนี้ปรากฏตัว ก็แสยะยิ้มแหยๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ พึมพำว่า “ทำไมยัยนี่ถึงมาด้วยเนี่ย”
พลันมีเสียงหยกกระทบกันดังมาจากด้านนอก ผู้ช่วยอาจารย์ก็ประกาศทันที “เงียบเสียง ท่านอาจารย์มาแล้ว”
นักเรียนทุกคนหยุดบทสนทนา ลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง ยืนตรงอย่างสำรวม รอรับการมาถึงของอาจารย์
จางอวี้ก้าวเดินด้วยฝีเท้าเนิบช้าแต่ทรงพลัง เดินผ่านทางเดินอาจารย์ด้านนอกเข้ามาในห้องเรียน และหยุดยืนที่ตำแหน่งอาจารย์ เขากวาดสายตามองไป เห็นนักเรียนด้านล่างรวมสิบเก้าคน จำนวนไม่มากนัก แต่ดูจากบุคลิกและท่วงท่า ก็พอมองออกว่ามีที่มาหลากหลาย ฐานะสูงต่ำแตกต่างกัน
เขาทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่มาเรียนภาษานี้ หากไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ ก็ต้องเป็นคนที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ หวังจะกอบโกยผลประโยชน์บางอย่างจากเรื่องนี้
เหล่าศิษย์เมื่อเห็นจางอวี้ ต่างก็พากันตะลึงงัน พวกเขาคิดว่าอาจารย์ที่จะมาสอนภาษาพื้นเมืองวันนี้ น่าจะเป็นนักวิชาการเฒ่าอายุมาก แต่ท่านอาจารย์ผู้นี้กลับแตกต่างจากจินตนาการโดยสิ้นเชิง รูปโฉมราวกับเซียนในภาพวาด ท่วงท่าสูงส่งดุจอยู่เหนือเมฆา น่าเกรงขามจนมิอาจจ้องมองตรงๆ สายตาที่กวาดผ่านทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นรัว ต้องก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว
“หืม?”
จางอวี้พลันสังเกตเห็นว่า นอกจากนักเรียนเหล่านี้และผู้ติดตามด้านนอกแล้ว ยังมีกลิ่นอายของบุคคลอื่นอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
เขาไตร่ตรองครู่หนึ่งก็เข้าใจเรื่องราว แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก สายตามองไปยังเบื้องล่าง “ข้าชื่อ จางอวี้ วันนี้มารับหน้าที่สอน ‘ภาษาเผ่ากรงเล็บเหล็ก’ เชิญเหล่าบัณฑิตและกุลสตรีนั่งลงได้”
เหล่านักเรียนต่างประสานมือคารวะพร้อมกัน “ขอบคุณท่านอาจารย์” จากนั้นจึงนั่งลงพร้อมเพรียงกัน
จางอวี้สะบัดแขนเสื้อกว้าง นั่งลงประจำตำแหน่งอาจารย์ด้วยท่วงท่าสง่างาม
เขาขยับไม้เรียว หยิบรายชื่อที่ทับอยู่ด้านล่างขึ้นมาถือไว้ บนนั้นมีรูปพรรณและชื่อแซ่ของนักเรียนที่นั่งอยู่ เพียงแต่เมื่อกวาดตามอง กลับมีเพียงสิบแปดคน ขาดไปหนึ่งคน
เขาตรวจสอบเทียบดู ก็รู้ทันทีว่าคนที่ขาดไปคือเด็กสาวที่นั่งอยู่หน้าสุด ผู้ติดตามด้านนอกน่าจะเป็นคนที่นางพามา แม้จะไม่มีใครบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จากเครื่องแต่งกายและความยิ่งใหญ่ของขบวนติดตาม เขาก็พอจะเดาฐานะของนางได้
แต่ในเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องเรียนของเขา ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของเขา นี่เป็นอำนาจที่สำนักศึกษามอบให้เขา
เขาย้ายสายตาไปหยุดที่เด็กสาวผู้นั้น ฝ่ายหลังกำลังพิจารณาเขาอยู่ พอเห็นสายตาของเขากวาดมาปะทะ ก็ตกใจจนรีบก้มหน้า แต่แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองแสดงความอ่อนแอเกินไป จึงรีบยืดอกเงยหน้า ถลึงตากลับอย่างไม่ยอมแพ้
จางอวี้ไม่ใส่ใจความคิดเล็กคิดน้อยของนาง เอ่ยเสียงเรียบ “แม่นางท่านนี้ ท่านมีชื่อแซ่ว่าอะไร?”
“เรื่องอะไรข้าต้องบอกเจ้าด้วย?” ประโยคนี้เพียงแค่วิ่งวนอยู่ในใจของเด็กสาว แต่ปากกลับตอบออกไปอย่างว่านอนสอนง่าย “หยางอิง”
จางอวี้พยักหน้าเล็กน้อย ตรวจสอบกับรายชื่อ แล้วขานชื่อนักเรียนที่เหลือทีละคน ผู้ที่ถูกขานชื่อก็ขานรับทันที
ในจำนวนนี้เขายังพบ “คนคุ้นเคย” อีกคนหนึ่ง เด็กสาวที่เคยเจอที่หออักษรพิจารณ์คราวนั้นก็อยู่ที่นี่ด้วย ในรายชื่อระบุชื่อว่า “อันฉูเอ๋อร์”
เมื่อขานชื่อครบทุกคน เขาก็พอจะเข้าใจอุปนิสัยของแต่ละคนคร่าวๆ จากน้ำเสียงการตอบรับ
เขาวางรายชื่อลง เริ่มต้นด้วยการประกาศกฎระเบียบของห้องเรียน และกฎข้อบังคับที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามในขณะที่เขาสอน
เมื่อชี้แจงเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น เขาจึงเริ่มการบรรยายอย่างเป็นทางการ
“ก่อนที่จะเรียนภาษาเผ่ากรงเล็บเหล็ก พวกเจ้าต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทพเจ้าของเผ่ากรงเล็บเหล็กเสียก่อน ในอีกสามวันต่อจากนี้ ข้าจะเริ่มเล่าจากตำนานเทพปกรณัมของชนเผ่านี้”
การที่เขาเลือกสอนเรื่องนี้ก่อนไม่ใช่จงใจดึงเกมให้ช้าลง แต่การปรากฏขึ้นของเทพเจ้าพื้นเมือง มักมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของบรรพชน การทำความเข้าใจตำนานเทพปกรณัมก็เปรียบเสมือนการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาเช่นกัน
ในการสอบสวนคุณวุฒิก่อนหน้านี้ เหตุใดผู้คุมกฎชิวถึงถามเรื่องวิธีการสื่อสารกับฟ้าดินและมนุษย์ของเผ่ากรงเล็บเหล็กก่อนเป็นอันดับแรก แทนที่จะถามเรื่องอื่น?
เพราะนั่นคือการถามถึงต้นกำเนิด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะรู้ว่ารากฐานทางวัฒนธรรมของเผ่ากรงเล็บเหล็กคืออะไร
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีตัวอย่างข้อมูลมากพอ เขาสามารถอนุมานสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่ชนเผ่าเหล่านี้อาศัยอยู่ วิถีการผลิตและการดำรงชีวิตโดยสังเขป รวมถึงวิวัฒนาการที่พวกเขาผ่านมาได้อีกด้วย
หยางอิงพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “ชาวเทียนเซี่ยเราไม่เคยพึ่งพาเทพเจ้า เราพึ่งพาแต่ตัวเอง!”
“ถูกต้อง เทพเจ้าจะนับเป็นตัวอะไร ถลกหนังมาทำอาภรณ์เทพซะเลย!”
“ใช่! ทำไมเราต้องเรียนภาษาของพวกมัน ให้พวกมันมาเรียนภาษาเราสิ!”
ด้านล่างเริ่มมีคนส่งเสียงโห่ร้องตามทันที
จางอวี้พยักหน้า “พูดได้ดี มีปณิธาน”
หยางอิงยิ้มกระหยิ่มด้วยความลำพองใจ แต่ประโยคถัดมาของจางอวี้ทำให้นางต้องตะลึงงัน
“หยางอิง พูดแทรกโดยไม่มีเหตุผล รบกวนความสงบในห้องเรียน จดบันทึกความผิดหนึ่งครั้ง”
“ข้าไม่ยอมรับ!”
หยางอิงโกรธจัด นางอยากจะตะโกนประโยคนี้ออกไป แต่เมื่อครู่เพิ่งเสียท่าไปครั้งหนึ่ง นางจึงเริ่มมีความจำอยู่บ้าง ได้แต่บ่นงึมงำในใจอย่างเจ็บใจว่า
“ทำไมถึงเป็นข้าคนเดียวล่ะ?”
จางอวี้ไม่สนใจอารมณ์หงุดหงิดของนาง เริ่มเล่าตำนานกำเนิดของเผ่ากรงเล็บเหล็กอย่างช้าๆ
อันที่จริง ตำนานเทพปกรณัมของชนเผ่าแถบเทือกเขาอันซาน นักเรียนที่นั่งอยู่ที่นี่คงเคยฟังมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ไม่พ้นเรื่องการสร้างโลก ภัยพิบัติ ความขัดแย้ง การสืบเผ่าพันธุ์ การกอบกู้ อะไรเทือกนี้ จากนั้นก็ตามมาด้วยบททดสอบและการผจญภัยของวีรบุรุษครึ่งคนครึ่งเทพ นอกเหนือจากรายละเอียดปลีกย่อยแล้ว โครงเรื่องส่วนใหญ่ก็แทบไม่ต่างกัน
แต่ทว่าเรื่องพวกนี้ อยู่ที่ว่าใครเป็นคนเล่า
จางอวี้มีทักษะ “สำเนียงกังวาน” น้ำเสียงยามเอื้อนเอ่ยช่างน่าฟังจับใจ ทำให้ชื่อเทพเจ้าที่สลับซับซ้อนเรียกยากเหล่านั้นฟังดูไม่น่ารำคาญอีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น เขาเล่าตำนานการสร้างโลกที่เดิมทีดูธรรมดาๆ ให้ฟังดูยิ่งใหญ่ตระการตา ปลุกเร้าเลือดลมให้พลุ่งพล่าน เหล่านักเรียนเผลอจมดิ่งเข้าสู่สถานการณ์โดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่ผู้ติดตามด้านนอกก็ได้รับอิทธิพลจนเผลอฟังอย่างเคลิบเคลิ้มไปด้วย
จนกระทั่งเสียงหยกกระทบดังขึ้นด้านนอก ทุกคนจึงได้สติ ตระหนักว่าการบรรยายคาบนี้จบลงแล้ว
ทุกคนต่างรู้สึกว่ายังฟังไม่จุใจ
จางอวี้กล่าว “การบรรยายในวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ เนื้อหาที่ข้าสอนไปวันนี้ พวกเจ้าทุกคนต้องกลับไปคัดลอกด้วยความจำ มาดูซิว่าพวกเจ้าจำได้มากน้อยแค่ไหน พรุ่งนี้นำมาส่งให้ข้าดูทีละคน”
ในเมื่อสอนนักเรียนแล้ว ก็ต้องมีการบ้าน นี่คือความรับผิดชอบที่มีต่อนักเรียน
“อะไรนะ? มีการบ้านด้วยเหรอ?”
หยางอิงตบโต๊ะ ลุกขึ้นยืนคิ้วขมวดตาขวาง
จางอวี้เหลือบมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงเรียบ “นั่งลง”
ใบหน้าของหยางอิงแดงก่ำ นางเบิกตาโต กำหมัดแน่น ส่งเสียงฮึดฮัดสองที แล้ว... ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี
ผู้ติดตามหลายคนที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างมองตรงไปข้างหน้า ทำราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
จางอวี้กล่าว “เลิกเรียนแล้ว จะไม่บันทึกความผิดเจ้า จำกฎไว้ ครั้งหน้าอย่าทำอีก” พูดจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป
เขาเพิ่งเดินออกจากห้องเรียน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบไล่ตามมาจากด้านหลัง พร้อมเสียงหายใจหอบถี่ จึงหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง “อันฉูเอ๋อร์ มีธุระอะไรหรือ?”
อันฉูเอ๋อร์วิ่งมาหยุดตรงหน้าเขา โค้งคำนับอย่างนอบน้อม จากนั้นยื่นร่มที่กำไว้ในมือส่งให้ พลางกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “ท่านอาจารย์ ท่านยังจำได้ไหม วันนั้นท่านให้ศิษย์ยืมร่มคันหนึ่ง ศิษย์หาโอกาสนำมาคืนท่านอาจารย์อยู่ตลอดเจ้าค่ะ”
จางอวี้มองร่มคันนั้นแวบหนึ่ง “หลายวันนี้ฝนไม่ตก หรือว่าเจ้าพกร่มติดตัวไว้ตลอด?”
อันฉูเอ๋อร์พยักหน้าอย่างจริงจัง “เจ้าค่ะ ศิษย์ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์พักอยู่ที่ไหน ก็เลยคิดว่าเผื่อวันไหนบังเอิญเจอท่านอาจารย์ จะได้คืนร่มให้ได้ทันที”
จางอวี้รับร่มมาถือไว้ “เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นว่า ในห้องเรียน เจ้าเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียนที่สุด”
อันฉูเอ๋อร์ได้รับคำชมก็ดีใจ กล่าวอย่างจริงจัง “ท่านอาจารย์ ศิษย์จะพยายามต่อไปเจ้าค่ะ”
“อืม ดีมาก อย่าลืมทำการบ้านด้วยล่ะ”
จางอวี้ทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้ แล้วเดินลงจากเนินเขาไปตามทางลาด
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องข้างๆ ซึ่งมีเพียงผนังกั้น ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งก็เดินออกมา เขามองแผ่นหลังของจางอวี้ที่เดินห่างออกไป ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วเดินลงจากระเบียงไปอีกทางหนึ่ง
เขาเดินตรงไปยังบ้านพักอันเงียบสงบทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสำนักศึกษา ทักทายผู้ช่วยที่หน้าประตู แล้วเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลได้อย่างราบรื่น
ผู้คุมกฎชิวกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่นี่ ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเดินเข้ามา ก็ถามโดยไม่หันกลับมามอง “เป็นอย่างไรบ้าง?”
ชายหนุ่มหยุดยืนด้านหลังเขา ประสานมือคารวะ “เรียนท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ผู้ช่วยจางผู้นี้บรรยายได้ยอดเยี่ยมมากขอรับ ขณะสอนภาษา ก็วิเคราะห์ที่มาทางวัฒนธรรมเบื้องหลังได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เข้าใจง่ายมาก”
ผู้คุมกฎชิวกล่าว “ดีมาก”
ชายหนุ่มถามต่อ “ท่านอาจารย์ ต้องการให้ศิษย์ทบทวนเนื้อหาของวันนี้ให้ฟังไหมขอรับ?”
ผู้คุมกฎชิวโบกมือ “ไม่จำเป็น แผนเดิมของข้าคือจะหาทางล้วงเอาภาษาเผ่ากรงเล็บเหล็กมาจากเขา แล้วชิงติดต่อกับชนเผ่าพวกนั้นก่อน เช่นนี้เราก็จะเขี่ยเขาทิ้งได้ แต่ในเมื่อตอนนี้เขาชิงลงมือก่อน ใครๆ ก็รู้ว่าภาษานี้เริ่มถ่ายทอดมาจากเขา ถ้าทำต่อไปก็ไม่มีความหมาย เจ้าแค่ตั้งใจฟังให้ดี รอจนถึงเวลาติดต่อกับเผ่ากรงเล็บเหล็กอย่างเป็นทางการ ค่อยหาทางเข้าไปแทนที่ก็พอ”
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ “ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์จะพยายาม”
...
...
[จบแล้ว]