- หน้าแรก
- มหาเต๋า ระบบคัมภีร์พลิกสวรรค์
- บทที่ 23 - จิตเคลื่อนปราณกระบี่บังเกิด
บทที่ 23 - จิตเคลื่อนปราณกระบี่บังเกิด
บทที่ 23 - จิตเคลื่อนปราณกระบี่บังเกิด
บทที่ 23 - จิตเคลื่อนปราณกระบี่บังเกิด
ในยามนี้ซูควงลืมจุดประสงค์ที่มายังสำนักศึกษาไท่หยางไปจนหมดสิ้น จิตใจจดจ่ออยู่เพียงการไล่ล่าสังหารเหยื่อที่ตนหมายตาอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ดูเหมือนเขาเองจะรู้ถึงความร้ายกาจของกระบี่เซี่ยในมือจางอวี้ จึงไม่กล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงรับคมกระบี่ตรงๆ ในขณะที่พุ่งทะยานเข้าไปนั้น เขายังพอมีสติเหลือพอที่จะปรายตามอง เพื่อประเมินทิศทางที่เป็นไปได้ของวิถีกระบี่หลังจากชักออกจากฝัก
เรื่องนี้ไม่นับว่ายากเย็นอันใด การบิดงอของข้อต่อกระดูกมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด และเมื่อดูจากท่วงท่าการยืนของจางอวี้ ก็ไม่ยากที่จะคำนวณขอบเขตสูงสุดที่คมกระบี่จะวาดไปถึงหลังจากออกแรงฟัน
ความจริงแล้วตัวเขาไม่ได้มีความรู้ในศาสตร์เหล่านี้แต่อย่างใด ทว่าอาภรณ์เทพที่สวมใส่อยู่นั้นได้มอบสัญชาตญาณในการสังเกตสิ่งเหล่านี้ให้แก่เขา
สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจยิ่งกว่าคือ ด้วยความเร็วระดับนี้ ต่อให้จางอวี้จะมีสาทสัมผัสที่เฉียบคมและล่วงรู้ถึงความผิดปกติล่วงหน้า ก็ไม่มีทางที่จะปรับเปลี่ยนท่าทีได้ทันท่วงที เพราะปฏิกิริยาตอบสนองของคนธรรมดา ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับผู้สวมใส่อาภรณ์เทพเยี่ยงเขาได้
ฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์
อีกฝ่าย... คือเทพเจ้า!
จางอวี้จ้องมองศัตรูที่พุ่งเข้ามา เขายังคงรักษาลมหายใจให้ราบเรียบ กระบี่เซี่ยในมือสั่นระริกน้อยๆ คล้ายกระหายที่จะพุ่งทะยานออกมา ตัวกระบี่ที่เปล่งประกายดุจหยกขาวเคลื่อนออกจากฝักมาได้หนึ่งช่องว่างแล้ว
ภายใต้แรงกระตุ้นจากอันตรายขั้นวิกฤตินี้ เขารู้สึกราวกับสรรพสิ่งรอบกายเงียบงันลง ห้วงทะเลสาบแห่งจิต ที่ใสกระจ่างสะท้อนภาพกลิ่นอายต่างๆ จากภายนอกเข้ามา และในบรรดากลิ่นอายเหล่านั้น มีกลิ่นอายหนึ่งที่ดุร้ายอำมหิตและแปลกแยกไปจากโลกทั้งใบกำลังบุกรุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เสียเวลาขบคิดสิ่งใด อาศัยเพียงเจตจำนงนำพา ฟาดฟันกระบี่ออกไปตามทิศทางของกลิ่นอายนั้น!
นัยน์ตาของซูควงสะท้อนภาพประกายกระบี่ที่ชัดเจนสายหนึ่ง เขาแสยะยิ้ม กางมือข้างหนึ่งออก แล้วเอียงศีรษะไปด้านข้าง ร่างกายก็เอนตามไปทิศทางนั้นเช่นกัน แต่ยังคงรักษารวามเร็วในการพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าเอาไว้
ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกเขาว่า หากทำเช่นนี้ วิถีกระบี่อย่างมากก็ทำได้เพียงเฉียดผ่านข้างแก้มเขาไป และหลังจากนั้น ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เขาอ้อมไปด้านหลังเพื่อสังหารเหยื่อ
เขาหลงใหลในความรู้สึกที่ได้โลดแล่นอยู่บนคมมีดเช่นนี้ โดยเฉพาะยามที่คมศาสตราวุธเฉียดผ่านผิวหนังไป ความรู้สึกเย็นเยียบที่กระตุ้นเร้าอารมณ์นั้นทำให้เขาแทบอยากจะแลบลิ้นออกมาเลียด้วยความซ่านสยิว
ทว่าครั้งนี้ เขาคำนวณผิดพลาดอย่างมหันต์
ประกายกระบี่สายนั้นไม่ได้ห่างออกไปตามที่คาด แต่กลับวาดโค้งด้วยวิถีอันลึกลับพิสดารไล่ตามมา ปลายกระบี่อันคมกริบเมินเฉยต่อเงาแสงจางๆ ที่คุ้มกายเขาอยู่ มันกรีดผ่านแก้มขวาของเขาเข้าไป เฉือนฟันฟันที่แข็งแกร่งและกระดูกกรามจนขาดสะบั้น ก่อนจะทะลุผ่านออกมาอีกด้านหนึ่งอย่างราบรื่น
ท่ามกลางความมืดมิด แสงสีเงินยวดยาบสว่างวาบขึ้น พร้อมกับชิ้นส่วนกรามล่างและลิ้นครึ่งหนึ่งของเขาที่ถูกฟันจนขาดกระเด็น เศษฟันนับสิบซี่ร่วงกราวเกลื่อนพื้น
เสียงร้องโหยหวนที่ผิดเพี้ยนดังระเบิดออกมาจากลำคอของซูควง ความเจ็บปวดทำให้เขาไม่อาจทรงตัวได้อีกต่อไป ร่างล้มคว่ำลง แรงเฉื่อยอันมหาศาลส่งให้ร่างของเขากลิ้งไถลไปข้างหน้า ชนชั้นวางของพังระเนระนาดไปหลายแถว สุดท้ายก็พุ่งชนอัดก็กำแพงอิฐจนพังครืน
จางอวี้ฟันกระบี่ออกไปเพียงดาบเดียวก็สัมฤทธิผล ปลายกระบี่ชี้เฉียงออกไปด้านนอก แขนเสื้อสะบัดพลิ้วไหว
เขาค่อยๆ หันกลับมา หันหน้าไปยังทิศทางที่ซูควงอยู่
แต่เพียงแค่ชั่วพริบตา ตรงนั้นกลับว่างเปล่าไม่เหลือสิ่งใด
แม้แต่ในห้วงทะเลสาบแห่งจิต ก็สูญเสียกลิ่นอายของอีกฝ่ายไปแล้ว
เขามองไปที่พื้น ตรงจุดที่ชิ้นส่วนกรามร่วงหล่นไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว มีเพียงเศษผ้าไม่กี่ชิ้นตกอยู่
นัยน์ตาของเขาทอประกายวูบหนึ่ง
เนื้อผ้าและรูปแบบของเสื้อผ้าเช่นนี้จดจำได้ง่ายมาก
ชุดซิ่งเจียงของกองทัพองครักษ์เทพ!
เขาย้ายสายตามองไปไกลออกไป หน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงเก็บของกลุ่มนั้นนอนเกลื่อนอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนจมน้ำ ลำคอบางส่วนถูกพวกเขาทึ้งจนเป็นแผลเหวอะหวะ โชคดีที่มีคนช่วยกันกดร่างไว้แน่น แต่พวกเขาก็ยังคงดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาครุ่นคิดในใจ กองทัพองครักษ์เทพแห่งทำเนียบองครักษ์ พลังล้วนมาจากอาภรณ์เทพ และอาภรณ์เทพทั้งหมดของเขตปกครองตงถิง ล้วนได้มาจากเทพเจ้าต่างมิติบนทวีปแห่งนี้
วิชาเอกของเขาคือโบราณคดี จากความสามารถที่อีกฝ่ายแสดงออกมา รวมถึงเงาเทพเจ้าเลือนรางที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ เขาก็พอจะอนุมานที่มาของอาภรณ์เทพที่อีกฝ่ายสวมใส่ได้คร่าวๆ
“เซลเมล” หรือที่ชนพื้นเมืองขนานนามว่า “เทพแห่งการล่าในเงา” เป็นเทพเจ้าแห่งป่าดิบชื้น ในตำนานเล่าว่าเทพองค์นี้สวมใส่หนังเสือดาวศักดิ์สิทธิ์ สามารถเดินทางผ่านเงา และมักจะแอบดูความเป็นส่วนตัวและจุดอ่อนของผู้อื่น ก่อนจะใช้จุดนั้นลอบทำร้ายศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าจนพ่ายแพ้มานับไม่ถ้วน
ผู้ที่สวมใส่อาภรณ์เทพ หากสามารถดึงศักยภาพออกมาได้ถึงขีดสุด ก็แทบจะทัดเทียมกับเทพเจ้าต่างมิติองค์นั้น แต่ในสถานการณ์ทั่วไป ย่อมไม่อาจเทียบเคียงได้
จางอวี้มองไปรอบๆ แม้เมื่อครู่อีกฝ่ายจะถูกเขาฟันไปหนึ่งดาบ แต่พลังชีวิตของคนผู้นั้นไม่ใช่น้อยๆ ตอนนี้ที่ยังไม่ปรากฏตัว อาจเป็นไปได้ว่ากำลังหาโอกาสหนีหรือรอจังหวะสวนกลับ
แต่เขาไม่รีบร้อน ที่นี่คือสำนักศึกษาไท่หยาง ความเคลื่อนไหวเมื่อครู่ต้องดึงดูดความสนใจของสำนักวิถีแน่ เชื่อว่าอีกไม่นานต้องมีคนมาถึง ยิ่งรอเวลานานไป สถานการณ์ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเขา
ในเวลานี้ซูควงกำลังเคลื่อนที่ไปในเงามืดราวกับปลาแหวกว่ายในน้ำ ความเร็วของเขารวดเร็วอย่างยิ่งและไร้สุ้มเสียง ต่อให้มีคนยืนอยู่ในระยะประชิด ก็ไม่อาจล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
ในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความโกรธแค้น และความอัปยศ เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ว่ากระบี่ดาบนั้นฟันถูกตัวเขาได้อย่างไร
อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้เขาหมดปัญญาที่จะตอบโต้ แม้จะมีร่างกายที่เหนือมนุษย์ แต่ตอนนี้แค่ประคองสติไว้ได้ก็เต็มกลืนแล้ว
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือหนีออกไปจากที่นี่ แล้วค่อยหาโอกาสกลับมาล้างแค้น
แต่วันนี้ที่เขามาที่นี่ ก็เพื่อภารกิจที่เบื้องบนของกองทัพองครักษ์เทพสั่งการลงมา มีของบางอย่างที่เขาต้องหาทางนำกลับไปให้ได้ เพื่อให้ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เขาหลบเลี่ยงจางอวี้ไปไกล ผ่านผู้คนไปทีละคน แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ
ร่างทั้งร่างของเขาราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงา
เพียงครู่เดียว เขาก็เข้าไปในซากอาคารที่ “เหล่าหยาง” ระเบิดร่าง ท่องไปมาระหว่างเงาของกองหินโสโครก รอยแตกและมุมมืดเหล่านั้นปรากฏชัดเจนในสายตาของเขา
วนเวียนอยู่เพียงไม่กี่รอบ เขาก็พบสิ่งที่ต้องการ เชือกเถาวัลย์ที่มีความยาวพอประมาณ เส้นที่เคยรัดอยู่บนข้อมือของ “เหล่าหยาง” นั่นเอง
เมื่อได้ของแล้ว เขาก็ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่อีก กระโจนออกจากเงา วิ่งไปสองก้าว แล้วกระโดดวูบหายเข้าไปในเงาอีกแห่ง ทำซ้ำกระบวนการนี้ ร่างกายผลุบๆ โผล่ๆ ด้วยทิศทางที่ไร้กฎเกณฑ์ มุ่งหน้าออกจากโรงเก็บของด้วยความเร็วสูง
ในห้วงทะเลสาบแห่งจิตของจางอวี้ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายชั่วร้ายนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขา และกำลังถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าการต่อสู้ในวันนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้
แต่ทว่าในชั่วขณะนั้น เจตจำนงแห่งการสังหารศัตรูที่หลงเหลือในใจ กลับกระตุ้นให้กระบี่ในมือส่งเสียงก้องกังวานสั่นสะท้านไม่หยุด
เขาสูตลมหายใจเข้าลึก หลับตาลง ยกกระบี่เซี่ยในมือขึ้น จากนั้นหมุนตัวแล้วขว้างออกไป!
ฟุ่บ!
ประกายกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด!
ซูควงที่อยู่ห่างจากจางอวี้ไปไกลแล้ว ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงอันตรายรุนแรงที่พุ่งมาจากด้านหลัง ซึ่งประจวบเหมาะกับจังหวะที่เขากระโดดลอยตัวอยู่กลางอากาศ สัญชาตญาณจากอาภรณ์เทพทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เขาบิดกายอย่างสุดแรง จนสามารถหลบวิถีกระบี่พ้นไปได้อย่างเฉียดฉิว
นัยน์ตาของเขาเผยแววอำมหิตปนยินดี
การที่อีกฝ่ายขว้างกระบี่ใส่เขาช่างเป็นการเดินหมากที่โง่เขลาสิ้นดี เมื่อไร้กระบี่เล่มนี้ อีกฝ่ายจะเอาอะไรมาต่อกรกับเขา? เดี๋ยวเขาควรจะย้อนกลับไปฆ่ามันดีหรือไม่?
แต่ในขณะที่ตัวกระบี่พุ่งผ่านข้างกายเขาไป และยังไม่ทันจะผ่านพ้นไปทั้งหมด กระบี่เซี่ยที่เดิมทีบินเป็นเส้นตรงพลันสั่นสะท้านเบาๆ ส่งเสียงก้องกังวาน ตัวกระบี่คล้ายถูกพลังบางอย่างชักนำ มันหมุนวนกลางอากาศ เปลี่ยนจากการแทงเป็นการฟันกวาดในฉับพลัน!
รูม่านตาของซูควงหดเกร็ง เขาพยายามบิดตัวหนีอย่างสุดชีวิต แต่ถึงกระนั้น ลำคอครึ่งหนึ่งของเขาก็ยังถูกประกายกระบี่กวาดเข้าไป
กลางอากาศ ร่างเงาหนึ่งร่วงหล่นลงมาด้วยท่าทางบิดเบี้ยว นอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แขนขากระตุกสองสามที ก่อนจะฝืนตะเกียกตะกายลุกขึ้น กุมลำคอข้างหนึ่งไว้ แล้ววิ่งโซซัดโซเซหนีออกไป
แสงสว่างที่เคยคุ้มกายซูควงบัดนี้หายไปจนหมดสิ้น เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลไม่หยุด และยิ่งไหลออกมามากขึนเรื่อยๆ
เขาหอบหายใจอย่างรุนแรง ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ข้างหน้าคือเงามืดผืนใหญ่ ขอเพียงหนีเข้าไปในนั้นได้ เขาก็จะปลอดภัย
แต่ในขณะที่ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขากำลังจะจมหายเข้าไปในเงา มือเรียวขาวผ่องที่เรืองแสงนวลตาข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านหลัง คว้าหมับเข้าที่คอของเขา แล้วกระชากเขาลากออกมา ก่อนจะเหวี่ยงกระแทกพื้นอย่างแรง จนเขาหมดสติไปทันที จากนั้นเท้าเล็กๆ ข้างหนึ่งก็เหยียบลงมาอย่างไร้ความปรานี เสียงกระดูกสะโพกแตกดัง 'กร๊อบ' ผู้มาใหม่ก้มตัวลง หยิบเชือกเถาวัลย์เส้นนั้นไปจากมือของเขา
เวลานี้จางอวี้เดินไปดึงกระบี่เซี่ยของตนกลับมาจากกำแพงหินด้านข้าง ขณะกำลังจะมองหาทิศทางของซูควง ก็เห็นหญิงสาวร่างระหงสวมชุดคลุมยาวสีขาว เอวห้อยกระบี่ไม้ไผ่ และสวมแว่นตา เดินออกมาจากความมืด ในมือลากขาข้างหนึ่งของซูควง ลากเขาออกมาเหมือนสุนัขตายตัวหนึ่ง แล้วเหวี่ยงทิ้งลงบนพื้นเบื้องหน้า
เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก พยักหน้าทักทาย “อาจารย์ซิน”
ซินเหยาขยับแว่นตา มองดูเขาแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องจาง เป็นกระบี่ที่งดงามมาก”
“หน่วยลาดตระเวนตุลาการมาแล้ว! คนไม่เกี่ยวข้องถอยไป!”
เสียงตะโกนก้องดังมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่าน ทหารตุลาการนับสิบคนถือปืนไฟบุกเข้ามาอย่างดุดัน ทว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้พวกเขาลมหายใจสะดุด สีหน้าแข็งค้างไปตามๆ กัน
ซูควงนอนแน่นิ่งเหมือนสุนัขตายอยู่บนพื้น ใบหน้าท่อนล่างหายไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
จางอวี้และซินเหยาแม้จะสวมชุดอาจารย์ แต่ต่างก็ถืออาวุธครบมือ หัวหน้าหน่วยตุลาการก็พอมีไหวพริบ ดูจากท่าทางก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นคนของสำนักวิถี และเมื่อมองไปด้านหลัง ก็เห็นหน่วยรักษาความปลอดภัยของสำนักศึกษาถือปืนไฟทยอยมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
หัวหน้าหน่วยตุลาการรู้สึกคอแห้งผาก ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ อยากจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก
ซินเหยาเอ่ยเสียงเรียบ “ฝ่ายตุลาการมากันเร็วจริงนะ คงไม่ใช่พวกเดียวกับคนที่บุกรุกทำลายสำนักศึกษาคนนี้หรอกนะ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่!”
หัวหน้าหน่วยตุลาการรีบปฏิเสธทันควัน แต่พอพูดจบ เขาก็รู้สึกว่างานเข้าเสียแล้ว
เป็นไปตามคาด ซินเหยากล่าวว่า “งั้นก็ดี เชิญเจ้าหน้าที่ตุลาการมาทางนี้หน่อย” นางชักกระบี่ไม้ไผ่ที่เอวออกมา เขี่ยเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่ขาดวิ่นของซูควงเปิดออก เผยให้เห็นชุดซิ่งเจียงของกองทัพองครักษ์เทพที่สวมอยู่ด้านใน
นางส่งเสียงในลำคอ ขยับแว่นตาอีกครั้ง “ที่แท้ก็เป็นคนของกองทัพองครักษ์เทพที่มาก่อเรื่อง” จากนั้นหันไปมองหัวหน้าหน่วยตุลาการ “คงต้องรบกวนเจ้าหน้าที่ตุลาการทุกท่านช่วยเป็นพยานด้วย”
[จบแล้ว]