- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุคกลายพันธุ์ ฉันดันมีสกิลคุยกับดอกไม้
- บทที่ 36 - ความคับแค้นของเถ้าแก่ถัง
บทที่ 36 - ความคับแค้นของเถ้าแก่ถัง
บทที่ 36 - ความคับแค้นของเถ้าแก่ถัง
บทที่ 36 - ความคับแค้นของเถ้าแก่ถัง
หลินเสวี่ยเฟิงจากไปแล้ว ความรู้สึกหวิวๆ แปลกๆ ของหวายอวี๋เกิดขึ้นแค่แวบเดียว แล้วก็ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นถั่วเหลืองที่เธอแช่ไว้เมื่อวานสิ!
การเพาะถั่วงอกต้องใช้ภาชนะที่ระบายอากาศและระบายน้ำได้ เดิมทีหวายอวี๋กะว่าจะเอาม่านหญ้าปูบนกะละมังแก้ขัดไปก่อน แต่พอเห็นตะกร้าเถาวัลย์ใบเล็กที่หลินเสวี่ยเฟิงสานไว้ให้ มันช่างเหมาะเจาะอะไรอย่างนี้!
ถั่วเหลืองที่สำนักงานสถิติแจกมา แม้จะรับประกันอัตราการงอกไม่ใช่ถั่วเก่าเก็บ แต่คุณภาพก็น่าเป็นห่วงจริงๆ เอาเป็นว่ากินไม่ได้เลยสักนิด
แต่ถั่วเหลืองที่แช่อยู่ในกะละมังตอนนี้กลับเม็ดอวบอ้วน ผิวเรียบลื่นสีเหลืองนวล ถ้าเอาลงกระทะคั่วกินเลยนะ...
หวายอวี๋ถอนหายใจ เทถั่วเหลืองใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำ แล้วล้างอีกรอบ
พอนำถั่วมาเกลี่ยในตะกร้าอีกครั้ง เธอก็วางตะกร้าซ้อนบนกะละมัง หยิบผ้าขนหนูสะอาดที่เมื่อวานใช้กรองน้ำมาชุบน้ำแล้วคลุมทับถั่วเหลือง รดน้ำซ้ำอีกที
ตอนนี้อุณหภูมิยังต่ำอยู่ หวายอวี๋คิดๆ ดูแล้วก็ขยับกะละมังไปวางใกล้กองไฟขึ้นอีกนิด แล้วเอาอ่างอีกใบครอบทับด้านบน
ฝนข้างนอกเริ่มซาลงแล้ว
จากเสียงเปาะแปะกลายเป็นละอองฝนโปรยปราย ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม ไม่มีวี่แววว่าเมฆจะจางหรือฟ้าจะเปิดเลยสักนิด
เธอถอนหายใจ พลิกดูข้อมือ นับคะแนนสองร้อยกว่าแต้มของตัวเอง แล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้
ถ้ารู้ว่าเขาเก่งงานบ้านงานเรือนขนาดนี้ เธอคงไม่หน้าด้านรับคะแนนมาหรอก
แต่พอมองไปรอบๆ ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำจริงๆ หวายอวี๋เลยมุดกลับเข้าบ้าน ขนเอาลูกมันมือเสือกองโตออกมา
ในเมื่อหลินเสวี่ยเฟิงบอกว่าความสามารถของเธอไม่เหมือนใคร งั้นไม่แน่ว่าถ้าใช้บ่อยๆ อาจจะฝึกจนเก่งขึ้นได้ก็ได้นี่นา
แล้วก็เรื่องความเป็นมาของตัวเอง... ตอนที่ตื่นขึ้นมาจากรังไหมต้นไม้ เธเดินงงๆ อยู่บนเขาตั้งนาน จำได้แค่ว่ามีสิ่งก่อสร้างอิฐหินที่เย็นเฉียบ แล้วก็ต้นไม้สูงเสียดฟ้า...
ที่นั่นคือที่ไหน
คือสำนักพรตบนเขาซานชิงหรือเปล่า หรือว่าจริงๆ แล้วเธอจะเป็นนักพรต ว้าว ฟังดูเท่ชะมัด!
ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นนักพรตประเภทเก็บตัว ก่อเตาดิน ผ่าฟืนฝึกวิชาอะไรทำนองนั้น
แต่พอก้มดูหุ่นตัวเอง ดูยังไงก็ไม่ใช่อะ
เธอคิดว่าถ้าวันหน้ามีโอกาส จะลองขึ้นเขาไปหาดู อย่างน้อยรังไหมต้นไม้นั่นก็กว้างกว่าถุงนอน แล้วก็สบายมาก ไม่แข็งกระด้างเลยสักนิด... เอาเถอะ ตอนนั้นเธอไม่มีสติ ไม่รู้หรอกว่าแข็งไม่แข็ง
หวายอวี๋คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย มือก็หยิบลูกมันมาวางบนฝ่ามือทีละลูก สัมผัสถึงพลังที่ไหลเวียน คราวนี้เธอหลับตาตั้งใจจับความรู้สึก พบว่าลูกมันแต่ละลูกต้องการพลังงานไม่เท่ากัน
ลูกที่เล็กและฝ่อหน่อยจะต้องการพลังงานมากกว่า ส่วนบางลูกที่ใหญ่กลมดิ๊กแต่กลับแผ่รังสี 'ไม่อร่อย' ออกมา ก็ต้องการพลังงานเยอะเหมือนกัน
แต่นั่นเป็นแค่ส่วนน้อย ส่วนใหญ่ต้องการพลังงานในระดับสมดุล
กว่าจะชำระล้างลูกมันเกือบสองชั่งจนเสร็จ หวายอวี๋ยกแขนขึ้นขยับไปมา พบว่าคราวนี้ยังมีแรงเหลือ ไม่ได้เหนื่อยเหมือนตอนทำกับถั่วเหลืองและน้ำ
พอดูเวลา...
โอ้โฮ เที่ยงแล้ว!
ลูกมันสองชั่งใช้เวลาตั้งสองชั่วโมงกว่า ประสิทธิภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไปแล้ว!
เธอเทลูกมันกลับลงตะกร้า เห็นเสี่ยวเถียนกำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ ส่งเสียง จี๊ดๆ พยายามจะมุดเข้ามา—
"ไม่ได้นะ"
หวายอวี๋หิ้วตะกร้าหนี "นี่ของฉัน ฉันให้ถึงจะเอาไปได้ เข้าใจไหม"
น้ำเสียงเหมือนกำลังโอ๋หนูตัวน้อย แต่การกระทำกลับเย็นชาสุดขั้ว เสี่ยวเถียนได้แต่มองตาละห้อยเห็นเธอเอาตะกร้าไปแขวนไว้บนเถาวัลย์ มันร้องจี๊ดๆ ด้วยความโมโห แล้วรีบเผ่นแน่บก่อนที่หวายอวี๋จะถลึงตาใส่
หวายอวี๋คาบถุงอาหารเหลวไว้ในปาก ก้มมองดูเหลืออยู่ไม่กี่ถุงแล้ว ยิ่งดูก็ยิ่งกลุ้ม
ถ้ารู้แต่แรกเธอคงขยันเก็บผักป่าให้มากกว่านี้ อย่างน้อยก็ควรซื้อน้ำมันหมูมาตุนไว้ก่อน! ถั่วคั่วเมื่อคืนถ้าได้ทอดน้ำมันก่อน ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะหอมกรอบขนาดไหน
รสชาติประหลาดๆ ของอาหารเหลวทำให้หงุดหงิด เธอมองดูสายฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นอีกครั้ง แล้วหยิบถั่วลิสงออกมา
...
และในเวลานี้ ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางพายุฝนคงหนีไม่พ้นเถ้าแก่ถัง หรือถังหงจี
ตั้งแต่วางขายผักป่าสดใหม่ไปเมื่อวานตอนบ่าย จนถึงตอนนี้ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ โทรศัพท์มือถือของเขายังดังไม่หยุด
เขาฉีกยิ้มกว้าง รับสายไม่หวาดไม่ไหว
"...หมดแล้ว หมดจริงๆ ครับ... ระดับท่านเอ่ยปาก ถ้าผมมีของดีจะไม่รีบส่งไปให้เป็นที่แรกได้ยังไงล่ะครับ"
"โธ่! ท่านมาช้าไปนิดเดียว! ไม่เหลือเลยจริงๆ รอบหน้า! รอบหน้าผมจะแจ้งท่านเป็นคนแรกเลย..."
"เฮ้ย หมดแล้วจริงๆ คนกันเองทั้งนั้น ฉันจะโกหกนายเรื่องแค่นี้ทำไม... เป็นไง ค่าการกลายพันธุ์แค่ 9 ของแบบนี้นายไม่ได้กินมากี่ปีแล้วล่ะ"
"...ฮ่าฮ่าฮ่า ดีก็โอเคแล้ว! ดีแล้วครับ! กลัวท่านผู้เฒ่าจะไม่ถูกปาก พอได้มาผมยังไม่ทันจัดของก็รีบส่งไปให้เลย... ครับๆ ขอบคุณครับ..."
เสียงเตือนข้อความและสายเรียกเข้าดังระงม มือถือรุ่นโบราณฟังก์ชั่นจำกัดถูกเขาใช้งานจนคุ้ม ปู่ของเขาเดินเล่นอยู่ในลานบ้านมองดูหลานชายแล้วก็ส่ายหน้าอย่างระอา
"ขายของก็ขายไปสิ ดูทำหน้าทำตาประจบสอพลอเข้า พูดออกไปใครจะเชื่อว่าเป็นหลานฉัน"
"ปู่ไม่รู้อะไร" เถ้าแก่ถังยืดอกภูมิใจ "ทำธุรกิจต้องผูกมิตรทั่วทิศถึงจะรวย พูดจาดีๆ ให้รื่นหูสักสองสามประโยค วิน-วินกันทุกฝ่าย ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน"
"ฉันว่าเพราะพ่อแกตำแหน่งยังไม่สูงพอมากกว่า ดูแกทำตัวสิ..."
ถังหงจีไม่โกรธ "ปู่ครับ ปู่กับพ่อก็มีเส้นทางของปู่กับพ่อ เคร่งขรึมกันเกินไป ทางผมนี่มันเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง จะให้ขี่ช้างจับตั๊กแตนทุกรอบได้ไง"
"ว่างๆ หาอะไรทำแก้เซ็ง ปู่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ — ว่าแต่ ไก่ต้มเมื่อคืนหอมไหม"
ตาเฒ่าโดนเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคลิบเคลิ้มทันที "หอม! หอมจริงๆ! เห็ดหอมนั่นมันเห็ดหอมป่าของแท้ ดูดซับน้ำมันไก่เข้าไป รสชาตินี่แบบ..."
เขาเดาะลิ้น นึกเสียดาย "ไม่น่ารีบเอาไปห่อเกี๊ยวไส้ผักกาดนาแล้วก็ยำผักกูดหมดเลย รู้ยังงี้เก็บไว้กินต่อวันนี้ได้อีกตั้งสองมื้อ"
พูดถึงเรื่องนี้ เสียดายกันทั้งบ้าน
ถังหงจียิ่งเจ็บใจ "เพิ่งจะเปิดตลาดร่วมมือกันครั้งแรก นึกว่าจะได้ผูกปิ่นโตกันยาวๆ เลยกะว่าจะกินให้เต็มคราบ ที่บ้านจะได้เจิมของดีบ้าง"
ใครจะไปรู้ว่าฝนจะตกก็ตกเลย ฤดูใบไม้ผลิแท้ๆ ดันพาเอามลพิษมาด้วย...
จะไปร้องเรียนกับใครได้
ฝนรอบนี้ตกเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่เกือบค่อนประเทศ แบบนี้ต่อให้วิ่งหาอีกสามสี่เมืองก็คงหาผักป่าสดสะอาดแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
แถมไก่กับหมูค่าการกลายพันธุ์ต่ำที่เขาประมูลมาด้วยราคาสูงลิบจากกรมปศุสัตว์...
เฮ้อ!
เพิ่งจะได้ลิ้มรสความอร่อยไปนิดเดียว ราคาของก็พุ่งขึ้นอีกแล้ว
ปู่หลานมองหน้ากันเงียบๆ ได้แต่ถอนหายใจ ถังหงจีนั่งคิดอยู่นาน "รอฝนหยุด ผมคงต้องไปเฝ้าที่ร้าน ผู้ค้าคนใหม่คนนี้เส้นสายไม่ธรรมดา ดูทรงแล้วทางบ้านคงมีอิทธิพลน่าดู... ผมต้องไปเฝ้าไว้ เดี๋ยวโดนคนอื่นปาดหน้าเค้กไปซะก่อน"
[จบแล้ว]