- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุคกลายพันธุ์ ฉันดันมีสกิลคุยกับดอกไม้
- บทที่ 9 - ฉายาอัจฉริยะ
บทที่ 9 - ฉายาอัจฉริยะ
บทที่ 9 - ฉายาอัจฉริยะ
บทที่ 9 - ฉายาอัจฉริยะ
ผ้าใบหนักหกกิโลเล่นเอาหวายอวี๋เหนื่อยแทบตาย
น้ำหนักต่างกันแค่กิโลสองกิโล พอมาอยู่บนไหล่ตัวเองกลับเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย พอเธอกลับมาถึงบ้านใหม่ที่เขต 37 สิ่งสุดท้ายที่ทำได้คือโยนผ้าใบลงพื้น แล้วทิ้งตัวลงนอน
เหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย...
ฮือๆๆ คนรับใช้ชายของฉันอยู่ไหน... เหนื่อยจริงๆ นะ!
เหงื่อท่วมตัว หน้าตาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าดูไม่ได้ เมื่อเช้าไม่ได้แปรงฟันดีๆ ด้วยซ้ำ...
แต่ร่างกายเธออ่อนแอขนาดนี้ จะให้อาบน้ำเย็นๆ ในฤดูนี้ไม่ได้เด็ดขาด แค่เช็ดตัวก็ยังไม่ได้เลย!
เธอสูดหายใจลึกๆ พอรู้สึกว่ามีลมเย็นพัดวูบเข้ามาในเสื้อ ก็รีบตะกายลุกขึ้น
สร้างบ้านคืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว เธอต้องฮึดสู้ คืนนี้ต้องได้นอนบ้านใหม่!
พอคิดแบบนี้ เรี่ยวแรงก็เหมือนจะกลับมา เธอกางผ้าใบออก แล้วค่อยๆ ลากมันขึ้นไปคลุมหลังคาใบไม้ทรงกลมทีละนิด
โครงวิสทีเรียทำหน้าที่ได้ดีมาก ไม่โยกแยกเลยสักนิด ดูมั่นคงสุดๆ
หวายอวี๋เดินเข้าไปในบ้านต้นไม้หลังน้อย (ก็มันสร้างจากต้นไม้นี่นา) พบว่าข้างในที่เคยมีแสงลอดผ่านรำไร ตอนนี้มืดตึ๊ดตื๋อ แสงส่องเข้ามาไม่ได้เลยสักนิด เธอยิ่งดีใจใหญ่!
นั่นไง! การที่ไปขอลูกสนจากพี่สนยักษ์ เป็นความคิดที่ฉลาดสุดๆ ไปเลย!
ผลลัพธ์ที่ดีมอบพลังให้เธออย่างมหาศาล
ตอนนี้เธอจัดการเอาใบไม้ที่เหลือมาถักร้อยด้วยเถาวัลย์เส้นเล็กทีละใบๆ ทำเป็นม่านบังตาธรรมชาติที่ประตู ต่อให้แห้งเหี่ยวไป ก็ยังช่วยปกปิดความจริงที่ว่าวิสทีเรียพวกนี้หยั่งรากลงดินได้
ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ
หวายอวี๋คิดพลางแปะป้ายฉายาเพิ่มให้ตัวเองที่ยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเงียบๆ อีกหนึ่งป้าย
...
แต่เทียบกับพื้นทางเดินที่เป็นอิฐเย็นเฉียบ บ้านต้นไม้หรือบ้านหญ้าหลังน้อยนี้กลับตั้งอยู่บนพื้นดินโดยตรง
มันสูงประมาณสองเมตร อาจจะสูงกว่าสองเมตรนิดหน่อย เพราะโครงสร้างจุดสูงสุดหวายอวี๋ต้องเขย่งเท้าชูแขนขึ้นไปมัด ตอนมัดใบไม้ก็ต้องเหยียบขึ้นไปอย่างระมัดระวัง
เห็นได้ชัดว่าเพื่อบ้านหลังนี้ เธอตั้งใจและพยายามมากจริงๆ
มองไกลๆ บ้านต้นไม้เหมือนชามเบี้ยวๆ คว่ำอยู่ หรือไม่ก็เหมือนสี่เหลี่ยมที่ไม่สมประกอบ
เอาเป็นว่า ด้วยความกว้างยาวหรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.5 เมตร พื้นที่ใช้สอยในบ้านก็ปาเข้าไปสิบกว่าตารางเมตร กว้างขวางมากทีเดียว
หวายอวี๋คิดแล้ว อาศัยช่วงที่ฟ้ายังไม่มืด เดินไปที่ฐานตึกไม่ไกล ค่อยๆ หาอิฐก้อนเล็กๆ ที่หลวมๆ แล้วขนย้ายทีละก้อนเหมือนมดขนไข่ เอาไปไว้ที่บ้านใหม่
เธอโชคดี ไม่รู้ว่าคนสร้างตึกแอบลดสเปกหรือเป็นความจำเป็นในการก่อสร้าง ฐานตึกมีโซนหนึ่งใช้อิฐเขียว (อิฐโบราณ) ก้อนเล็ก แทนที่จะเป็นคอนกรีตกับอิฐบล็อกก้อนใหญ่เหมือนตรงอื่น
ข้างๆ ยังมีกองอิฐแดงกระจัดกระจายอยู่ แต่มีน้อย น่าจะไม่ได้เอามาทำฐานตึก และดูไม่แข็งแรงเท่าอิฐเขียว หวายอวี๋เลยเลือกอิฐเขียวอย่างไม่ลังเล
ฮึดฮัดๆ ขนทีละก้อน นอกจากมือจะแดงแล้ว เธอรู้สึกว่าเอวจะหักให้ได้
แต่พอพระอาทิตย์ตกดิน ความมืดเริ่มโรยตัว พื้นดินในบ้านต้นไม้ขนาดสิบกว่าตารางเมตรก็ถูกยกระดับขึ้น ปูจนเรียบกริบที่สุดเท่าที่จะทำได้
แบบนี้ ต่อให้ฝนตกหนักก็ไม่ต้องกลัวแล้ว!
เอ่อ ตกหนักมากก็ไม่ได้นะ ถ้าตกหนักมากแล้วตกไม่หยุด พื้นราบแบบนี้ก็เสี่ยงน้ำท่วมขังนิดหน่อยเหมือนกัน
วินาทีนี้ หวายอวี๋มองดูบ้านน้อยของตัวเอง รู้สึกฟินสุดๆ ไปเลย!
จริงๆ ควรจะเช็ดอิฐเขียวพวกนี้หน่อย แต่วันนี้ทำงานหนักเกินไปแล้ว เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
หวายอวี๋มุดกลับเข้าไปในทางเดินดิน ยัดน้ำยาอาหารเสริมกับถั่วเหลืองใส่ถุงนอน แล้วลากพวกมันออกมา
ตั้งแต่วันนี้ไป เธอไม่ต้องมุดเข้ามุดออกอีกแล้ว!
...
วันที่สี่หลังจากลงจากเขา แม้แต่เสียงประกาศที่ดังอยู่ข้างหูก็ยังฟังดูไพเราะ
[วันนี้วันที่ 21 มีนาคม ปี 2066 วันเสาร์ มีเมฆมาก ค่าดัชนีการกลายพันธุ์ในอากาศระดับ 5 พื้นที่หุบเขาซานชิงและทุ่งร้างยังไม่มีความผิดปกติ...]
[ถนนคนเดินหงเซิ่งเดิมของเมืองบุปผา กำหนดให้เป็นตลาดแลกเปลี่ยนหงเซิ่งชั่วคราว...]
[ผ่านวันวสันตวิษุวัตมาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจากกรมการเพาะปลูกแนะนำให้ประชาชนเลือกสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นลองเพาะพันธุ์พืชเอง เพื่อพึ่งพาตนเองและลดภาระคลังเสบียง...]
[กรมการแพทย์แนะนำให้ประชาชนตรวจค่าการกลายพันธุ์เมื่อหาผักป่า เพื่อป้องกันการกินผักที่ค่าใกล้ขีดจำกัดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย...]
[นักโทษหลบหนีจากเรือนจำที่ 3 ยังคงลอยนวล...]
หวายอวี๋นั่งอยู่บนอิฐเขียวหน้าบ้านต้นไม้ มองไปไกลๆ อย่างสบายอารมณ์ ระเบียงกุหลาบข้างกายทอดยาวออกไปไม่สิ้นสุด ยังคงเชื่องและหอมกรุ่นเหมือนเดิม
ความรู้สึกของการนอนในบ้านกับนอนในทางเดินดิน มันต่างกันราวฟ้ากับเหว จนทำให้รสชาติน้ำยาอาหารเสริมที่เธอกัดถุงดูดจ๊วบๆ อยู่นั้น ไม่ได้เลวร้ายจนทนไม่ไหวอีกต่อไป
เสียงประกาศดังต่อเนื่องอยู่ครึ่งชั่วโมง หวายอวี๋ตั้งใจฟังจนจบ แล้วก็ลืมเกลี้ยง แต่ไม่เป็นไร วันนี้ต้องทำอะไรเธอยังจำได้แม่น
เช่น ต้องไปหาหญ้าแห้งที่ไม่ร่วงเป็นฝุ่นผง แล้วก็หาภาชนะใส่น้ำ มาทำความสะอาดพื้นอิฐเขียวเมื่อวานก่อน
แต่หญ้าแห้งหาง่าย ภาชนะสิหายาก!
ถึงจะไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่เธอก็พอรู้เลาๆ ว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ตอนนี้ยังไม่อยากไปในที่คนเยอะๆ เลยได้แต่รวบรวมหญ้าแห้งไปพลาง คิดหาวิธีไปพลาง
บนซากฐานตึกมีหญ้าคาขึ้นอยู่เต็มไปหมด ฤดูใบไม้ร่วงมันแห้งตายกลายเป็นสีเหลือง แต่ไม่เน่าเปื่อยล้มลง กลับยังคงปลิวไสวตามลม ปกป้องยอดหญ้าอ่อนสีเขียวเหลืองที่เพิ่งแตกยอดอยู่ข้างล่าง
มองไปไกลๆ หญ้าคาพวกนี้ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
หวายอวี๋ไม่มีมีด ได้แต่หักทีละต้นๆ พอได้กำมือหนึ่งก็พับทบสองที ดึงก้านหญ้าออกมาเส้นหนึ่งมัดไว้ลวกๆ ก็พอถูไถเป็นแปรงได้แล้ว
ใบสำโรงที่เหลือจากเมื่อวานเริ่มเหี่ยวแล้วยังมีอยู่บ้าง เธอแบกอิฐบล็อกที่มีรูไปที่สระน้ำใกล้ๆ อย่างทุลักทุเล
เอาเศษอิฐยัดรูข้างล่างให้แน่นเป็นฐาน แล้วเอาใบไม้ซ้อนๆ กันปูเข้าไปในรู ก็กลายเป็นภาชนะใส่น้ำแบบบ้านๆ
ใช้มือวักน้ำจากสระใส่ทีละนิด จนได้น้ำประมาณหนึ่งชามแกง
ถึงรูอิฐจะใหญ่กว่ากำปั้นแค่นิดหน่อย แต่ถ้าแค่เอามาเช็ดพื้น ก็พอถูไถไปได้
กำหญ้าแห้งในมือจุ่มน้ำขัดพื้นอิฐ แล้วใช้ใบสำโรงที่แห้งหมาดๆ เช็ดคราบสกปรกออกทีละนิด...
ตอนนี้ ในห้องอันเรียบง่ายมีแค่ถุงนอนหนึ่งใบ ลูกสนใหญ่ยักษ์ที่ถูกบิดจนแหว่งไปนิดหน่อยแขวนอยู่กลางบ้านด้วยเถาวัลย์
ดูแวบๆ เหมือนหลอดไฟที่ไม่มีแสงสว่างห้อยอยู่
อิฐเขียวสะอาดตา ถุงนอนสีแดงเลือดหมู น้ำยาอาหารเสริม 24 ถุงวางเรียงเป็นระเบียบ และถุงตาข่ายใส่ถั่วเหลืองใบเล็ก
ถึงจะไม่มีสมบัติอะไรติดตัว บ้านต้นไม้ก็โล่งโจ้ง แต่หวายอวี๋รู้สึกว่า ทัศนคติในการใช้ชีวิตอย่างพิถีพิถันของเธอได้แสดงออกมาแล้ว
ส่วนต่อไปเหรอ...
อาศัยแสงสว่างที่ส่องผ่านประตูเข้ามา หวายอวี๋แหวกพวงดอกวิสทีเรียที่ห้อยระย้าบานสะพรั่ง แล้วหันไปหาระเบียงกุหลาบ
"ฉันขอเด็ดดอกไม้สักกี่กิ่งได้ไหม?"
เธอชี้ไปที่อิฐบล็อกรูพรุนที่ทำหน้าที่เป็นอ่างน้ำชั่วคราว "ในบ้านต้องมีดอกไม้สดประดับถึงจะสวยนะ!"
[จบแล้ว]