- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุคกลายพันธุ์ ฉันดันมีสกิลคุยกับดอกไม้
- บทที่ 8 - ผ้าใบกันน้ำ
บทที่ 8 - ผ้าใบกันน้ำ
บทที่ 8 - ผ้าใบกันน้ำ
บทที่ 8 - ผ้าใบกันน้ำ
"เอ่อ..."
จู่ๆ ก็โดนเรียกว่าพี่ชายหัวหน้า แถมอีกฝ่ายยังเป็นเด็กสาวตัวนุ่มนิ่มน่ารักที่ดูน่าสงสาร (ต้องอยู่คนเดียวในทางเดินดิน) หัวหน้าทีมพยายามปั้นหน้าเคร่งขรึม แต่น้ำเสียงกลับอ่อนลง
"ฉันชื่อโจวเฉียน เรียกว่าหัวหน้าโจวก็ได้ มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
หวายอวี๋ยิ้มตาหยี เสียงเบาหวิว "หนูสร้างบ้านหลังหนึ่ง แต่เหมือนมันจะไม่ค่อยกันฝน เลยอยากถามว่าจะเอาลูกสนพวกนี้แลกพลาสติกสักผืนได้ไหมคะ?"
"สร้างบ้าน?" หัวหน้าโจวขมวดคิ้ว "นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองวัน... เธอสร้างเองเหรอ? บ้านแบบไหน!"
หวายอวี๋ทำท่าทางประกอบ "ก็หักกิ่งไม้มาทำโครง แล้วก็เด็ดใบไม้มาปูทับข้างบนก็เสร็จแล้วค่ะ!"
"แต่ใบไม้มันปูไม่ค่อยมิดชิด..."
เธอกังวลนิดหน่อย ถึงจะรู้ว่าน้ำฝนจะไหลลงตามความโค้งของใบไม้ แต่ใบสำโรงที่เร่งโตมามันมีน้อย แถมยังไม่ใหญ่พอ ปูได้แค่สองชั้น เลยอดห่วงไม่ได้
ยามเฝ้าประตูกับหัวหน้าโจวเงียบกริบ
เอาไม้กับใบไม้มาสร้างบ้าน พวกเขาไม่ใช่ไม่เคยได้ยิน
แต่หนึ่ง อีกฝ่ายเป็นเด็กสาวแรงน้อยที่ดูเหมือนไข่ในหินมาก่อน แล้วบ้านที่สร้างเสร็จในเวลาแค่วันกว่าๆ...
ไม่อยากจะคิดสภาพ
กิ่งไม้ใหญ่หน่อย เธอคงหักไม่ไหวด้วยซ้ำ
สอง ตอนนี้มันต้นฤดูใบไม้ผลิ ถึงแถวชายป่าจะมีต้นไม้อยู่บ้าง แต่พวกที่มีใบตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นไม้พุ่มใบเล็กเขียวตลอดปี
ใบเล็กแค่นั้น จะเอามาปูทับกันกันลมกันฝน...
หัวหน้าโจวมองท่าทางน่าสงสารของเธอ ถึงจะรู้ว่าเธอเป็นพวกเกาะกินศูนย์คะแนน แต่สุดท้ายก็อดถอนหายใจไม่ได้
พอเขาถอนหายใจ หวายอวี๋ก็เริ่มลนลาน "พี่ชายหัวหน้า แลกได้ไหมคะ?"
เธอปลดพวงลูกสนหนักอึ้งลงจากไหล่ ท่าทางจริงใจสุดๆ "นี่หนูหาแถวระเบียงกุหลาบเมื่อวานตั้งนานกว่าจะเจอ กินได้นะคะ! แลกได้ไหมคะ?"
คงเป็นพวกที่ระเบียงกุหลาบขว้างออกมาตอนไล่พืชกลายพันธุ์ หรือไม่ก็ลมพัดมา...
สรุปคือ พอคิดว่าเด็กสาวบอบบางคนหนึ่ง เดินเลียบระเบียงกุหลาบอันตรายเพื่อตามหาของกินประทังชีวิต เดินไปไม่รู้กี่ลี้กว่าจะหาของพวกนี้ได้...
หัวหน้าโจวก็ปั้นหน้าดุไม่ไหวอีกต่อไป
เขาโบกมือ ทหารคนสนิทข้างกายรีบเดินเข้ามา "ไปฝ่ายพลาธิการ ใช้คะแนนของฉันแลกผ้าใบกันน้ำแบบเบามาผืนนึง 20 ตารางเมตรพอมั้ย? ช่างเถอะ เอามา 40 ตารางเมตรเลย ที่เหลือจะได้เอาไว้ปูรองพื้นกันชื้น"
หวายอวี๋ขยับปากขมุบขมิบ อยากจะบอกว่าบ้านใหม่สร้างไว้ใหญ่และแข็งแรงมาก ถึงห้องข้างในจะแค่สิบกว่าตารางเมตร แต่ 40 ตารางเมตรนี่พอดีสำหรับคลุมหลังคาทรงกลม แล้วเอาอิฐทับชายผ้าใบไว้ คงไม่เหลือมาปูพื้นหรอก
แต่ ไม่เป็นไร พี่ชายหัวหน้าใจดี เธอพอใจแล้ว
สั่งเสร็จ หัวหน้าโจวยังกำชับอีกว่า "ผ้าใบแบบเบาก็มีน้ำหนักนะ เอาไปคลุมหลังคา อย่าลืมทำโครงสร้างบ้านให้รับน้ำหนักดีๆ ล่ะ"
"พลาสติกถึงจะเบากว่า แต่มันกันลมได้ไม่กันหนาว อีกสองวันฝนตกอากาศจะเย็นลงมาก"
หวายอวี๋พยักหน้าหงึกหงัก พบว่าหัวหน้าโจวตรงหน้าถึงจะตัวดำหน้าดุ แต่จิตใจละเอียดอ่อนมาก
เธอไม่ได้นึกถึงเรื่องอากาศเย็นเลย!
เธอส่งลูกสนให้อย่างว่าง่าย
หัวหน้าโจวดูเหมือนไม่อยากรับ
แต่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็รับมา แล้วก็ต้องตกใจกับน้ำหนักที่หนักอึ้ง
"เกือบสิบโล เธอแบกมาตลอดทางเลยเหรอ?"
หวายอวี๋พยักหน้า จริงๆ เธออยากได้รถมาก แต่ไม่มี ก็เลยต้องแบกมา
หนักจะตายชัก
อีกฝ่ายกลับหัวเราะ "ไม่เลว! ตอนนี้เธอเริ่มดูเหมือนคนที่พึ่งพาตัวเองได้แล้ว มีความอดทน... คะแนนศูนย์คงเพราะที่บ้านปกป้องมาดีเกินไป แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน!"
เขาโบกมือ "ตอนนี้อาหารหายาก ลูกสนพวกนี้ดูมีการกลายพันธุ์น้อย น่าจะแลกได้สัก 10-15 คะแนน พอดีค่าผ้าใบผืนนั้นแหละ"
"ทำได้ดีมาก!" เขาให้กำลังใจ "ผ้าใบกันน้ำหนักประมาณหกโล กันแดดกันเสื่อมสภาพ ทนทานมาก อย่าใช้ทิ้งขว้างล่ะ!"
เจ้าหน้าที่พลาธิการวิ่งเหยาะๆ กลับมาพร้อมผ้าใบพับหนาเตอะที่กดทับจนเอวหวายอวี๋โค้งงอทันที
...
มองดูหวายอวี๋กอดผ้าใบลากถูลู่ถูกังเดินจากไป กลับเข้ามาในค่าย เจ้าหน้าที่พลาธิการยังหัวเราะ
"หายากนะที่เด็กผู้หญิงจะมีความมุ่งมั่นพึ่งพาตัวเองขนาดนี้ รู้จักเอาของมาแลกทรัพยากร น่าจะเอารถไปส่งของให้เธอหน่อยนะ"
อีกคนหัวเราะเสริม "นั่นสิ ดูหน้ามอมแมมนั่นสิ เสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่ง... เหอๆ สงสัยไม่กล้าล้างหน้า"
ถึงตอนนี้จะปลอดภัยแล้ว แต่เด็กผู้หญิงอยู่คนเดียว ทำตัวสกปรกหน่อยก็ปลอดภัยดี ไม่รู้ลูกเต้าเหล่าใคร ทำไมก่อนหน้านี้ถึงปกป้องมาได้ดีขนาดนี้
พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง กลับ...
ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว ภัยพิบัติผ่านมาหกปี เรื่องไม่คาดฝันมีเยอะแยะ ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่หัวหน้าโจวกลับพูดเสียงเครียด "ของที่เธอขาดยังมีอีกเยอะ! แปรงสีฟันยาสีฟันล่ะ? ผ้าขนหนูล่ะ? ถ้วยชามรามไหอีกล่ะ?"
"เธอแบกลูกสนสิบโลมาได้ ก็แบกผ้าใบหกโลกลับไปได้"
"อุตส่าห์คิดพึ่งพาตัวเอง ลบล้างไอ้ศูนย์คะแนน พวกรนายอย่าไปยุ่งทำลายความตั้งใจของคนเขา"
แต่พูดก็พูดเถอะ เขาก็สงสัยนิดหน่อย "ทำไมพวกเราไม่เคยเก็บลูกสนได้เยอะขนาดนี้? หรือเพราะระเบียงกุหลาบตรงนั้นมันติดภูเขา?"
เจ้าหน้าที่พลาธิการหัวเราะหึๆ "สงสัยลูกวัวไม่กลัวเสือ ไม่เคยเห็นความโหดร้ายของระเบียงกุหลาบช่วงฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วง เลยกล้าแหวกพุ่มไม้ข้างระเบียงกุหลาบเข้าไปหาของมั้ง?"
ตรงนั้นพวกเขาเข้าใกล้ไม่ได้ ดังนั้นหลายปีมานี้ไม่ได้อะไรเลยก็เรื่องปกติ
คงไม่ใช่ว่าเดินทะลุระเบียงกุหลาบขึ้นเขาไปเก็บหรอกนะ?
หัวหน้าโจวยื่นพวงลูกสนให้ "มา ไม่ได้แทะเม็ดทานตะวันมาตั้งกี่ปีแล้ว วันนี้มาแทะเมล็ดสนกัน... วัดค่าดูซิ ค่าการกลายพันธุ์เท่าไหร่ กินได้มั้ย?"
หลังภัยพิบัติ พืชทุกชนิดมีการกลายพันธุ์ไม่มากก็น้อย ต่างกันแค่ว่าทะลุขีดจำกัดหรือเปล่า
พืชที่ทะลุขีดจำกัดจะบ้าคลั่ง โตเร็ว แข็งแกร่ง แล้วก็กระหายสารอาหารทุกอย่าง คน สัตว์ เลือดเนื้อ... ทุกอย่างที่เป็นอาหาร
ดังนั้นหกปีแห่งการต่อสู้ พืชคลั่งพวกนี้ถูกพวกเขาร่วมมือกันกำจัดจนหมด ที่ฆ่าไม่ตาย ก็หาวิธีไล่ต้อนไปอยู่ทุ่งร้าง
ส่วนพวกที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนใหญ่รสชาติจะแย่มาก
อย่างเมล็ดสน เมื่อก่อนอาจจะหอมหวาน ตอนนี้อาจจะขมฝาดจนลิ้นชา
ความห่วยแตกของรสชาติ ขึ้นอยู่กับค่าการกลายพันธุ์
แต่ทว่า...
"เชี่ย! เกิดอะไรขึ้น? ค่าการกลายพันธุ์แค่ 3?"
ค่าดัชนีการกลายพันธุ์ในอากาศของพวกเขาก็ 3 นะ!
ทุกคนรีบมุงเข้ามา จ้องมองตัวเลขสีเขียวตัวเบ้อเริ่มเขม็ง
"วัดใหม่! รายงานผล!"
"ติ๊ด"
"ยังเป็น 3!"
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะร้องเฮ "ขอฉันกินกำนึง! อันนี้ไม่ขมแน่นอน!"
"คิดอะไรอยู่จะเอากำนึง? หน้าไม่อายไปมั้ย?!"
"ถุย! อย่าแย่งกัน! ของข้าโว้ย! ข้าใช้ 50 คะแนนแลกผ้าใบมานะ!"
[จบแล้ว]