- หน้าแรก
- ภารกิจป่วนโลกออนไลน์ของคุณปู่ระดับพระกาฬ
- บทที่ 4 แท่นบูชาแห่งดวงดาว
บทที่ 4 แท่นบูชาแห่งดวงดาว
บทที่ 4 แท่นบูชาแห่งดวงดาว
“กล่องเหรอ”
ใครมองก็ต้องบอกว่าเป็นกล่อง แสงเจ็ดสีได้ก่อตัวเป็นรูปร่างกล่องสี่เหลี่ยม มันลอยอยู่อย่างแผ่วเบาในอากาศในขณะที่สายลมพัดมาสัมผัสแก้มของฉัน ฉันพยายามจะเดินเข้าไปใกล้กล่องนั้น แต่ไซคีก็ร้องทักขึ้น
“รอเดี๋ยวก่อนค่ะ ท่านนักผจญภัย”
“หือ”
จู่ ๆ สายลมที่อ่อนโยนก็พัดวูบ และไซคีขนาดเท่าฝ่ามือก็ถูกกลีบดอกไม้หลากสีสันห่อหุ้มไว้
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์กะทันหันแบบนี้ ฉันก็พูดไม่ออก ได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองดูเธอ เวลาผ่านไป กลีบดอกไม้ที่ปกคลุมเธอก็ร่วงโรย ฉันจำต้องหลุดปากร้องออกมาด้วยความชื่นชม
“อา”
‘งดงาม’ เป็นเพียงคำเดียว แต่สื่อความหมายทุกอย่างที่ฉันอยากจะบอกได้หมดจด หลังจากกลายเป็นผู้ใหญ่ เธอคือหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวที่มีผิวพรรณผุดผ่อง ดูเหมือนสิ่งเดียวที่ไม่เหมือนมนุษย์คือหูที่ยาวและแหลม เธอเหมือนเทพธิดาตะวันตกเหล่านั้นเลย
“เชิญทางนี้ค่ะ ท่านนักผจญภัย”
“ขะ เข้าใจแล้วครับ” ฉันกระแอมไอเล็กน้อยและเผลอพูดสุภาพออกไปโดยไม่รู้ตัว
ความจริงแล้ว ฉันไม่สามารถพูดอะไรขัดความงามของเธอได้เลย ก็เธอสวยจริง ๆ นี่นา
ฉันสะบัดหน้าแล้วขอโทษภรรยาในใจขณะเดินไปที่กล่อง
“เปิดมันสิคะ”
ไอ้นี่มันอะไรกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่น่าจะเป็นของที่ยิ่งใหญ่มาก ออร่าของเธอมันช่างรุนแรงจนอดคิดแบบนี้ไม่ได้ ว่าแต่ จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนหรือเปล่า เธอเปลี่ยนไปจากเมื่อกี้อย่างสิ้นเชิงเลย
กล่องเปิดออกพร้อมเสียงชวนขนลุก สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นผิดคาดไปจากที่ฉันคิดไว้มาก
“กระจกงั้นรึ”
ไม่สิ ไม่ใช่กระจก นี่มันอะไรกัน
“สิ่งนี้เรียกว่า ‘ไบรท์เนส’ เป็นกระจกทองสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นจากเจตจำนงของเทพีไกอาค่ะ”
ฉันคิดถูกแล้วที่ว่ามันเป็นกระจก
[ใครเป็นผู้ปลุกข้า]
เสียงประหลาดดังก้องขึ้นกะทันหัน ทำให้ร่างกายฉันสั่นสะท้าน มันเป็นเสียงชวนสยองที่ดูเหมือนจะเป็นการผสมกันระหว่างเสียงผู้ชายและผู้หญิง ขนแขนฉันลุกชัน ฉันหันซ้ายหันขวาแต่ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่น สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีอยู่ในพื้นที่นี้คือไซคีและฉัน
[นักผจญภัยหน้าใหม่รึ]
เสียงนั้นดังมาจากกระจกทองสัมฤทธิ์ที่ฉันถืออยู่ พอรู้แบบนี้ฉันก็อดสั่นไม่ได้ ตัวบ้าอะไรเนี่ย
“ใช่แล้ว ท่านไกด์ไบรท์เนส จงเปิดแท่นบูชาแห่งดวงดาวเสีย”
[ข้าเข้าใจแล้ว มีผู้พ่ายแพ้ในการทดสอบเท่าไหร่]
“พ่ายแพ้ทั้งหมดค่ะ”
[อะไรนะ] เสียงดังลั่นจนเหมือนแก้วหูจะแตก
เวรเอ๊ย ไอ้เจ้านี่มันตัวอะไรกันเนี่ย
[นักผจญภัย เจ้าชื่ออะไร]
เสียงประหลาดถามชื่อฉัน และฉันจำต้องตอบ ไม่รู้ทำไม ฉันรู้สึกเหมือนจะโดนสาปถ้าไม่ตอบ
“แจ็คสัน”
มันใช้คำหยาบคายตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แต่ก็คงไม่สำคัญหรอกมั้งเพราะมันไม่ใช่คนนี่นา
[เป็นชื่อที่ดี แจ็คสัน นักผจญภัยผู้ผ่านการทดสอบของเทพีไกอาตั้งแต่เริ่มต้น เจ้ามีคุณสมบัติที่จะขึ้นสู่แท่นบูชาแห่งดวงดาวทั้งเจ็ด]
แท่นบูชาแห่งดวงดาวทั้งเจ็ด นี่มันนักต้มตุ๋นหรือเปล่า มันมีกลิ่นตุ ๆ ของลัทธิประหลาดอยู่นะ
ทันใดนั้น แสงอันเจิดจ้าก็ระเบิดออกมา
“อุ๊บ”
ตาฉันพร่ามัว เหมือนแสงสว่างจ้าทะลุผ่านร่าง มันสว่างจนฉันลืมตาไม่ขึ้น เวลาผ่านไปสักพัก เมื่อฉันลืมตาขึ้น ก็พอมองเห็นข้างหน้าได้อย่างเลือนราง ว่าแต่
“หือ”
ดวงตาของฉันเบิกกว้างทันทีที่ลืมตา ดวงดาวส่องแสงเจ็ดดวงลอยเด่นอยู่กลางอากาศตรงหน้าฉันราวกับกำลังอวดโฉม ฉันเผลอกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเห็นภาพอันงดงามตระการตานั้น ยืนเหม่อลอยเหมือนกระต่ายตื่นตูม
“แท่นบูชาแห่งดวงดาวทั้งเจ็ด นักผจญภัยที่ผ่านการทดสอบของดวงดาวจะได้รับทางเลือกที่นี่ค่ะ”
ฉันยังไม่เข้าใจสิ่งที่ไซคีพูดอยู่ดี นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย
เธอพูดต่อ “เมื่อท่านวางมือบนลูกแก้ว ท่านจะถูกเลือกโดยหนึ่งในเจ็ดดวงดาว มันจะเป็นเข็มทิศสำหรับการเดินทางในอนาคตและเส้นทางที่ท่านจะก้าวเดินต่อไปค่ะ”
จากนั้นฉันก็เห็นลูกแก้วที่มีแสงสว่างลอยอยู่กลางอากาศ
เธอหมายถึงไอ้นี่สินะ
“ดวงดาวทั้งเจ็ดแต่ละดวงคือดวงดาวประจำตัวของนักผจญภัยและแสดงถึงศักยภาพของพวกเขาค่ะ”
“ศักยภาพงั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ ดาวสีแดงหมายถึงความกล้าหาญอันบริสุทธิ์”
ทันใดนั้น ดาวดวงซ้ายสุดก็กะพริบเป็นสีแดงแล้วหายไป
“ดาวสีส้มหมายถึงความเมตตาอันเยือกเย็น”
ดาวดวงที่สองกะพริบแล้วหายไป
“ดาวสีเหลืองหมายถึงความหวังอันแรงกล้า”
แสงสีเหลืองเหมือนดอกทานตะวันคือดาวดวงที่สาม
“สีเขียวคือความรักอันยากไร้ สีน้ำเงินคือมิตรภาพอันโดดเดี่ยว สีครามหมายถึงปัญญาที่แท้จริง และสีม่วงหมายถึงความอดทนที่อ่อนโยน”
ดวงดาวทั้งเจ็ดส่องแสงระยิบระยับราวกับสีรุ้งอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันกลืนน้ำลายเมื่อเห็นพวกมัน
“ดาวแต่ละดวงเป็นตัวแทนเส้นทางราชันที่นักผจญภัยจะก้าวเดินไปขณะผจญภัยในอาร์คแลนด์แห่งนี้ค่ะ”
“เส้นทางราชัน”
“ใช่ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านถูกเลือกโดยดาวสีแดงแห่งความกล้าหาญอันบริสุทธิ์ ท่านจะเริ่มต้นด้วยแต้มสถานะความแข็งแกร่งเพิ่มอีก 20 แต้ม ถ้าเป็นปัญญาที่แท้จริง ท่านก็จะได้แต้มในค่าสถานะความรู้ ดาวทุกดวงจะมอบค่าสถานะที่แตกต่างกันให้กับนักผจญภัย และมันจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางของนักผจญภัยค่ะ”
“งั้นฉันขอสองค่าสถานะได้ไหม”
“แน่นอนค่ะ ถ้าท่านถูกเลือกโดยความเมตตาอันเยือกเย็นสีส้ม ท่านจะได้ความแข็งแกร่ง 10 แต้มและความว่องไว 10 แต้ม ดาวที่ท่านถูกเลือกนั้นขึ้นอยู่กับเจตจำนงของไกอาค่ะ”
สรุปก็คือดวงสินะ ฉันลูบเคราแล้วถาม “นี่เป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้เฉพาะคนที่ผ่านการทดสอบของดวงดาวเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ นักผจญภัยทุกคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน แม้จะไม่ผ่านการทดสอบ แต่ค่าสถานะแต่ละอย่างจะได้รับตามดวงดาวประจำตัวค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
“ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของดวงดาว คลาสของนักผจญภัยก็จะแตกต่างกันไปด้วย แน่นอนว่าไม่สำคัญหรอกค่ะถ้าท่านจะเลือกคลาสที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เอาล่ะ มาดูศักยภาพของท่านกันเถอะ”
ศักยภาพอะไร ฉันอยากให้พวกเขาให้เวลานอนกับเงินฉันมากกว่า ไซคีแกว่งคทาเล็กน้อยและร่ายคาถา จากนั้นแสงสว่างก็ตกลงมาที่ตัวฉัน แสงนั้นย้ายฉันไปที่แท่นบูชาแห่งดวงดาว และจู่ ๆ ฉันก็เผชิญหน้ากับลูกแก้ว
“วางมือลงแล้วฟังสาส์นจากสวรรค์เถิด”
คำพูดของเธอถูกกลืนหายไปเมื่อมีเสียงดังก้องในหูฉัน
ฉันประหม่า เสียงหัวใจเต้นดังขึ้นเรื่อย ๆ และก้องอยู่ในหู
ในขณะเดียวกัน ฉันก็ได้ยินเสียงของไกด์ [จงรับสาส์นจากดวงดาว]
เกิดความเงียบชั่วขณะ และฉันก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ออกมา ฉันหลับตาลงและรออย่างเงียบ ๆ โดยมีเสียงหัวใจเต้นอยู่ในหู เวลาผ่านไปในขณะที่ฉันยังหลับตาและยื่นมือไปที่ลูกแก้ว
[แท่นบูชาแห่งดวงดาวกำลังทดสอบท่าน]
ทันทีที่สัมผัสมัน ร่างกายของฉันก็เริ่มสั่นสะท้าน ไม่สิ โลกทั้งใบกำลังสั่นสะเทือน แรงกดดันกะทันหันดูเหมือนจะบดขยี้ร่างกายของฉัน มันเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ดูเหมือนจะมองเห็นบาปทั้งหมดของฉันและทำลายมันให้สิ้นซาก
“อึก”
ฉันจำต้องชักมือออก เป็นเพราะพลังงานที่แทรกซึมไปทั่วทุกมุมของร่างกาย ฉันปวดหัวเมื่อเศษเสี้ยวความทรงจำที่ไม่รู้จักไหลผ่านเข้ามาในหัว
[ตั้งสมาธิหน่อยสิ เจ้าหนูนักผจญภัย]
นี่ฉันโดนดุเหรอ ไอ้หมอเน่านี่
ฉันหายใจออกเบา ๆ และไซคีก็เข้ามาใกล้ฉัน ไม่สิ นี่เธอลอยได้ไม่ใช่เหรอ
“อา เธอบินได้นี่นา”
ปีกสีม่วงกระพืออยู่ข้างหลังเธอ เธอถามต่อ “ยากไหมคะ”
“อืม ยากกว่าที่คิดแฮะ”
“ถ้าต้องการ หนูสามารถใช้เวทมนตร์นิทราให้ท่านรู้สึกสบายขึ้นหน่อยได้นะคะ”
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวลองอีกที”
สูดหายใจอีกครั้ง ฉันยื่นมือไปที่ลูกแก้ว ไม่รู้ทำไม แต่รู้สึกเหมือนต้องทำแบบนั้น เสียงของดวงดาวตรงหน้าดูเหมือนจะขอร้องให้ฉันยื่นมือไปที่ลูกแก้วอีกครั้ง ฉันกัดฟันแน่น
[แท่นบูชาแห่งดวงดาวกำลังทดสอบท่าน]
“อึก”
บ้าเอ๊ย มันดันเข้ามา ทันทีที่ความทรงจำของดวงดาวไหลเข้ามา ฉันรู้สึกเจ็บปวดและทรมานเมื่อประวัติศาสตร์และข้อมูลต่าง ๆ ทำให้หัวฉันหมุนคว้าง ฉันลืมตาขึ้นเมื่อความคลื่นไส้ถาโถมเข้ามา
“หือ”
นี่คือจักรวาล เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล มีดวงดาวนับร้อย นับพัน นับร้อยล้านดวง ฉันยืนอยู่ลำพังท่ามกลางเสียงสะท้อนของดวงดาว ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงหนึ่ง
[ในที่สุดเจ้าก็มา ฉันรู้ว่าเจ้าจะมา]
อะไรนะ ฉันอยากตะโกน แต่เสียงไม่ออกมา
[ฉันชื่อไกอา เพื่อช่วยฉัน ไม่สิ เพื่อช่วยโลก เจ้าเป็นคนเดียวที่ฉันเชื่อใจได้]
คำพูดไร้สาระ แต่ไม่สำคัญหรอก เสียงนี้คุ้นหูพิกล ฉันเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อนแน่ ๆ ใครกันนะ เป็นไปได้ยังไง
จักรวาล อวกาศ โลกทั้งใบเริ่มกลายเป็นสีขาว
[ได้โปรดเถอะ]
“อา ไม่นะ”
โลกในสายตาที่พร่ามัวของฉันสว่างจ้า เสียงกรีดร้องของฉันก้องอยู่ในหูขณะที่ฉันกลับมาสู่ความจริง ไม่สิ กลับมาสู่เกมเสมือนจริงกับไซคี
น้ำตาไหลอาบหน้า ทำไมฉันถึงเศร้าขนาดนี้ เสียงของผู้หญิงที่ชื่อไกอาทำให้ฉันร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉันบอกไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ
“อา” ไซคีเบิกตากว้างดูตกใจ เธอมีสีหน้าตื่นเต้นและดีใจเหมือนเด็กสามขวบที่ได้ลูกกวาด รอยยิ้มของเธอสดใสและงดงามราวกับนางฟ้าขณะที่เธอเอามืออันบอบบางปิดปากไว้ ว่าแต่ ทำไมเธอทำแบบนั้นล่ะ
ทันใดนั้นอีกเสียงก็ดังขึ้น “โอ้ เหลือเชื่อ”
บอกยากว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง นี่เป็นเสียงของไกด์ลึกลับในกระจกที่ชื่อไบรท์เนส เสียงของพวกเขาก็สั่นเครือเล็กน้อยเช่นกัน
ทำไมกัน
คำถามนั้นได้รับคำตอบในไม่ช้า
“หือ”
แสบตาชะมัด
ฉันรู้สึกหายใจไม่ออกขณะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยรับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ จากนั้นฉันก็มองขึ้นไปตรงหน้า
“เอ๊ะ”
ดวงดาวทุกดวงกำลังส่องประกายระยิบระยับ