- หน้าแรก
- มหาจักรพรรดิผู้นำตระกูล สร้างสรรค์ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งปฐมกาล
- บทที่ 11 อัจฉริยะในอดีต (หนึ่ง)
บทที่ 11 อัจฉริยะในอดีต (หนึ่ง)
บทที่ 11 อัจฉริยะในอดีต (หนึ่ง)
บทที่ 11 อัจฉริยะในอดีต (หนึ่ง)
ตี้เซิ่งหลงเดินอยู่ลำพังภายในตระกูลตี้
แม้จะไม่มีศึกใหญ่ปะทุขึ้น แต่แดนบรรพชนก็ยังมีสิ่งก่อสร้างหลายแห่งได้รับความเสียหาย บัดนี้ช่างฝีมือนับร้อยกำลังเร่งมือซ่อมแซม เสียงตอกดัง "ติงๆ ตังๆ" สลับกันไปมา สอดประสานกับเสียงนกร้อง กลับเผยให้เห็นร่องรอยของชีวิตชีวา
“ประมุขตระกูล!”
ผู้อาวุโสใหญ่ตี้เฉิงเยวียนรีบร้อนเดินเข้ามา ในมือประคองสมุดบัญชีปึกหนึ่ง: “นี่คือรายการความเสียหายของตระกูลในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่ตรวจสอบแล้ว ขอท่านโปรดตรวจดู”
นี่คือสิ่งที่ตี้เซิ่งหลงสั่งให้ผู้อาวุโสใหญ่ไปทำ ช่วงไม่กี่ปีมานี้เขามุ่งมั่นกับวิถียุทธ์มาโดยตลอด ภาระกิจของตระกูลส่วนใหญ่ล้วนเป็นเหล่าผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือผู้อาวุโสใหญ่จนลุล่วง
ตอนนี้ตระกูลกำลังพัฒนาอย่างมั่นคง และอีกไม่นานเขาก็จะสามารถหลอมรวมพลังฝีมือระดับมหาจักรพรรดิได้อย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้น ก็จะสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตระกูลได้
ตี้เซิ่งหลงเปิดอ่านผ่านๆ สายตาหยุดชะงักอยู่ที่รายการ “หอคัมภีร์ คัมภีร์เสียหายเจ็ดส่วน” การโจมตีเมื่อห้าปีก่อน คัมภีร์เคล็ดวิชาที่ตระกูลตี้สั่งสมมานับร้อยปีถูกเผาทำลายไปกว่าครึ่ง
“หืม?” ตี้เซิ่งหลงพลันสังเกตเห็นหมายเหตุที่หน้าสุดท้ายของสมุดบัญชี “'กระท่อมกระบี่' คือสถานที่ใด? เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน?”
สีหน้าของตี้เฉิงเยวียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวเสียงต่ำ: “นั่นคือ··· ที่พักของ 'ตี้เชียนเจี๋ย'”
“ตี้เชียนเจี๋ย?” ตี้เซิ่งหลงรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้นหูอยู่บ้าง แต่ชั่วขณะหนึ่งก็นึกไม่ออกว่าคือผู้ใด
“ประมุขตระกูลลืมแล้วหรือ?” ตี้เฉิงเยวียนถอนหายใจ “ก่อนหน้าหายนะเมื่อห้าปีก่อน เขาคืออัจฉริยะวิถีกระบี่ที่ร้อยปีจะมีสักคนของตระกูลตี้เรา อายุสิบสองปีบรรลุเจตจำนงกระบี่ สิบห้าปีก้าวเข้าสู่ขอบเขตเสวียนตาน ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากรองเพียงท่านเท่านั้น”
ประตูแห่งความทรงจำพลันเปิดออก ตี้เซิ่งหลงนึกออกแล้ว เพียงแต่ตี้เชียนเจี๋ยเงียบหายไปนานเกินไป ประกอบกับตระกูลเผชิญอันตรายไม่หยุดหย่อน จึงแทบไม่เคยมีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ เพราะอย่างไรเสีย ตันเถียนแหลกสลาย โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะฟื้นฟูกลับคืนมาได้
“ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง?” ตี้เซิ่งหลงปิดสมุดบัญชี
ตี้เฉิงเยวียนมีสีหน้าลำบากใจ: “ในการโจมตีเมื่อห้าปีก่อน เขาเพื่อคุ้มกันคนในตระกูลให้ล่าถอย ถูกยอดฝีมือพันธมิตรอสูรทมิฬซัดฝ่ามือเดียวจนตันเถียนแหลกสลาย··· บัดนี้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปแล้ว”
แสงสีทองปนแดงในดวงตาของตี้เซิ่งหลงสว่างวาบ: “พาข้าไปพบเขา”
มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตระกูลตี้ ลานบ้านเล็กๆ ที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เข้ากันอย่างยิ่งกับภาพที่คึกคักโดยรอบ บนประตูมีป้ายไม้แขวนอยู่อย่างบิดๆ เบี้ยวๆ บนป้ายสลักอักษรสองคำ “กระท่อมกระบี่” ลายมือนั้นทรงพลัง แต่เพราะขาดการซ่อมแซมมานานจึงดูเก่าแก่และลอกล่อน
ตี้เซิ่งหลงผลักประตูเข้าไป กลิ่นสุราเข้มข้นก็โชยปะทะใบหน้า ภายในลานหญ้ารก สิ่งเดียวที่อยู่ในสภาพดีคือโต๊ะหินตัวหนึ่ง บนโต๊ะวางเรียงรายไปด้วยไหสุราเปล่า ข้างโต๊ะมีชายหนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งนั่งฟุบอยู่ ในอ้อมแขนกอดไหสุราไหหนึ่ง กำลังแหงนหน้าดื่มอย่างหนัก
“ตี้เชียนเจี๋ย” ตี้เฉิงเยวียนขมวดคิ้ว ตะโกน “ประมุขตระกูลมาเยี่ยมเจ้า!”
ชายหนุ่มค่อยๆ วางไหสุราลง เผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบโทรมแต่ยังคงหล่อเหลา เขาดูอายุยี่สิบต้นๆ ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่สว่างไสวจนน่าตกใจ ราวกับกระบี่คมสองเล่มที่ซ่อนอยู่ในฝัก
“ประมุขตระกูล?” ตี้เชียนเจี๋ยแค่นเสียงหัวเราะ น้ำเสียงแหบพร่า “ตี้เชียนเจี๋ยคนนี้ตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้เป็นเพียงซากศพเดินได้ คนตาย··· จำเป็นต้องคารวะผู้ใดด้วยรึ?”
“บังอาจ!” ตี้เฉิงเยวียนตะคอก
ตี้เซิ่งหลงยกมือห้ามผู้อาวุโสใหญ่ เดินไปนั่งที่โต๊ะหิน หยิบถ้วยที่สะอาดใบหนึ่ง: “ไม่รังเกียจใช่หรือไม่ หากข้าจะขอสุราดื่มสักถ้วย?”
ตี้เชียนเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา: “ท่านประมุขจะดื่มสุราเลวของข้ารึ?” แม้จะพูดเช่นนั้น เขาก็ยังรินให้ตี้เซิ่งหลงหนึ่งถ้วย
น้ำสุราขุ่น รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอ เทียบไม่ได้เลยกับสุราวิญญาณที่ตี้เซิ่งหลงดื่มในวันธรรมดา แต่เขากลับสีหน้าไม่เปลี่ยน ดื่มรวดเดียวจนหมด: “สุราดี”
แววตาของตี้เชียนเจี๋ยฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปสิ้นหวังดุจขี้เถ้าอีกครั้ง: “หากท่านประมุขมาเพื่อสมเพชข้า ก็ไม่จำเป็นเลย ตี้เชียนเจี๋ยผู้นี้แม้จะไร้ประโยชน์ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ต้องการ···”
“ตอนที่เจ้าเกิด มีกระบี่เล่มหนึ่งอยู่ด้วย นามว่า 'กระบี่เชียนเจี๋ย' (กระบี่พันภัยพิบัติ)” ตี้เซิ่งหลงพูดแทรกขึ้นมาทันที “กระบี่อยู่ที่ใด?”
ร่างกายของตี้เชียนเจี๋ยสั่นสะท้าน ราวกับถูกสัมผัสบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุด เขานิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดก็โงนเงนลุกขึ้นยืน: “ตามข้ามา”
ตี้เซิ่งหลงเดินตามเขาเข้าไปในห้อง ภายในของสิ่งที่เรียกว่า “กระท่อมกระบี่” แห่งนี้ ทรุดโทรมยิ่งกว่าที่เห็นจากภายนอก นอกจากเตียงไม้หนึ่งหลัง ก็แทบจะไม่มีเครื่องเรือนใดๆ เลย สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตา คือผนังที่อยู่ตรงข้ามประตู บนผนังแขวนกระบี่ยาวสีดำสนิทเล่มหนึ่ง บนฝักกระบี่มีโซ่สีทองเจ็ดสายพันธนาการอยู่
“นั่นคกระบี่เชียนเจี๋ย” น้ำเสียงของตี้เชียนเจี๋ยแผ่วทุ้ม “นับตั้งแต่ตันเถียนของข้าถูกทำลายเมื่อห้าปีก่อน มันก็ผนึกตัวเอง ไม่มีผู้ใดชักมันออกมาได้อีก”
ตี้เซิ่งหลงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กระบี่เล่มนี้ยาวราวสามฉื่อสามชุ่น ด้ามกระบี่เป็นรูปมังกร ที่ปากมังกรคาบไข่มุกที่หม่นหมองเม็ดหนึ่ง แม้ว่าจะถูกผนึกด้วยโซ่ทองเจ็ดสาย ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ภายในตัวกระบี่
“ว่ากันว่าวันที่ข้าเกิด กระบี่เล่มนี้ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ปักตรงอยู่หน้าห้องคลอด” ตี้เชียนเจี๋ยหัวเราะเยาะตัวเอง “คนในตระกูลต่างพูดว่านี่คือสิริมงคลที่สวรรค์ประทาน เป็นลางบอกว่าข้าจะกลายเป็นสุดยอดนักกระบี่ เหอะ... พอนึกถึงตอนนี้ ช่างน่าสมเพชสิ้นดี”
ตี้เซิ่งหลงยื่นมือคิดจะสัมผัสตัวกระบี่ แต่กลับถูกม่านพลังที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้ที่ระยะสามชุ่น แสงสีทองปนแดงในดวงตาของเขาไหลเวียน มองเห็นจางๆ ว่ารอบตัวกระบี่มีอักขระสีทองเล็กละเอียดดั่งเส้นผมนับไม่ถ้วนพันอยู่
“ไม่ใช่ผนึก···” ตี้เซิ่งหลงกล่าวเสียงเบา “แต่คือการหลับใหล”
ตี้เชียนเจี๋ยเงยหน้าขึ้นทันที: “หมายความว่าอย่างไร?”
“กระบี่เชียนเจี๋ยไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า แต่กำลังรอคอย” ตี้เซิ่งหลงดึงมือกลับ “รอคอยวันที่เจ้ากลับมายืนขึ้นอีกครั้ง”
ตี้เชียนเจี๋ยราวกับได้ยินเรื่องตลก พลันหัวเราะเสียงดัง แต่ในเสียงหัวเราะกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง: “กลับมายืนขึ้นอีกครั้ง? ตันเถียนของข้าแหลกสลายสิ้น เส้นชีพจรขาดสะบั้น จะเอาอะไรมายืนขึ้น?”
“หากท่านประมุขมาเพื่อหยอกล้อข้า ท่านก็กลับไปได้แล้ว···”
“บังอาจ!” ตี้เฉิงเยวียนหมดความอดทน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าประมุขตระกูลเพื่อตระกูล···”
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่” ตี้เซิ่งหลงห้ามเขาอีกครั้ง “ท่านกลับไปก่อน ข้าอยากคุยกับเชียนเจี๋ยตามลำพัง”
ตี้เฉิงเยวียนอ้าปากค้าง ในที่สุดก็ถอนหายใจ โค้งคำนับถอยออกไป
ในห้องเหลือเพียงคนสองคน ตี้เซิ่งหลงนั่งลงข้างเตียงอย่างไม่ถือตัว: “การโจมตีเมื่อห้าปีก่อน เจ้าช่วยคนในตระกูลไว้สิบเจ็ดคน ในจำนวนนั้นรวมถึงเด็กสามคน”
ร่างของตี้เชียนเจี๋ยแข็งทื่อ: “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“ข้าคือประมุขตระกูล” ตี้เซิ่งหลงกล่าวเสียงเบา “ทุกคนที่หลั่งโลหิตเพื่อตระกูล ข้าจำได้”
เขาหยิบผลึกความทรงจำออกมาจากอกเสื้อ หลังจากอัดเจินหยวนเข้าไป ภาพเหตุการณ์ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ: ตี้เชียนเจี๋ยในวัยเยาว์ถือกระบี่เชียนเจี๋ย ต้านทานคนชุดดำสามคนไว้เพียงลำพัง เพื่อซื้อเวลาให้สตรีและเด็กที่อยู่ด้านหลังหลบหนี สุดท้ายเขาถูกฝ่ามือซัดเข้าที่ท้อง กระอักโลหิตล้มลง และกระบี่เชียนเจี๋ยเล่มนั้นก็ระเบิดแสงสว่างเจิดจ้า ผลักดันคนชุดดำทั้งสามคนให้ถอยไป...
“ภาพส่วนนี้สกัดมาจากความทรงจำของคนในตระกูลที่รอดชีวิตคนหนึ่ง” ตี้เซิ่งหลงเก็บผลึก “ตี้เชียนเจี๋ย เจ้าไม่ใช่ขยะ เจ้าคือวีรบุรุษ”
สองมือของตี้เชียนเจี๋ยสั่นเทาเล็กน้อย ในดวงตาปรากฏความไหววูบเป็นครั้งแรก: “วีรบุรุษ? เหอะ... ข้าในตอนนี้ แม้แต่กระบวนท่ากระบี่พื้นฐานที่สุดก็ยังใช้ไม่ออก จะนับเป็นวีรบุรุษอะไรได้?”
“ตันเถียนแหลก ก็สร้างขึ้นใหม่ได้” ตี้เซิ่งหลงจ้องตรงไปยังดวงตาของเขา “เส้นชีพจรขาด ก็ต่อใหม่ได้ แต่หากใจตาย ก็จะไมเหลืออะไรเลยจริงๆ”
ตี้เชียนเจี๋ยเงยหน้าขึ้นทันที ในดวงตาฉายแววความหวังแวบหนึ่ง แต่ในไม่ช้าก็ดับวูบ: “ท่านประมุขไม่จำเป็นต้องปลอบใจข้า ข้าค้นทั่วตำราโบราณแล้ว ผู้ที่ตันเถียนถูกทำลาย ไม่เคยมีความเป็นไปได้ที่จะฝึกฝนใหม่ได้”
“ในตำราโบราณไม่มี ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้” แสงสีทองปนแดงในดวงตาของตี้เซิ่งหลงสว่างวาบ “ข้ามีวิธีทำให้เจ้าได้รับพลังฝีมือกลับคืนมา หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าเดิม แต่เงื่อนไขคือ ตัวเจ้าต้องยืนขึ้นด้วยตัวเองก่อน”
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แสงอรุณส่องผ่านช่องหน้าต่างที่เก่าโทรมสาดส่องลงมา ทอดเงาแสงและเงาที่สลับซับซ้อนลงบนพื้น
“อีกสามวัน ข้าจะมาใหม่” ตี้เซิ่งหลงไม่ได้หันกลับมา “ในสามวันนี้ ข้าต้องการให้เจ้าเลิกสุรา ทำใจให้สงบ คิดให้ดีๆ ว่าตัวเจ้าเองต้องการอะไรกันแน่ หากเจ้าตัดสินใจที่จะหยิบกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง ก็จงแขวนตะเกียงไว้ที่หน้าประตู”
ตี้เชียนเจี๋ยนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดก็เค้นเสียงถาม: “ทำไมถึงช่วยข้า?”
ตี้เซิ่งหลงหันกลับมา แสงตะวันที่อยู่ด้านหลังก่อตัวเป็นวงแสง: “เพราะว่าหายนะเมื่อห้าปีก่อน พรากไปไม่เพียงแต่บิดามารดาของข้า แต่ยังอนาคตของตระกูลตี้ และเจ้า··· เคยเป็นส่วนหนึ่งที่เจิดจรัสที่สุดในอนาคตนั้น”
“เพราะเจ้าคือคนตระกูลตี้ และข้าคือประมุขตระกูลตี้”
เขาทิ้งท้ายประโยคสุดท้าย ผลักประตูจากไป ทิ้งไว้เพียงตี้เชียนเจี๋ยที่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง สายตาจ้องเขม็งไปยังกระบี่เชียนเจี๋ยบนผนัง