- หน้าแรก
- มหาจักรพรรดิผู้นำตระกูล สร้างสรรค์ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งปฐมกาล
- บทที่ 7 ประมุขตระกูลหนุ่ม (เจ็ด)
บทที่ 7 ประมุขตระกูลหนุ่ม (เจ็ด)
บทที่ 7 ประมุขตระกูลหนุ่ม (เจ็ด)
บทที่ 7 ประมุขตระกูลหนุ่ม (เจ็ด)
ตี้เซิ่งหลงสยายปีกทั้งสองข้าง พลังอันประหลาดที่สอดประสานกันระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความชั่วร้ายพลันแผ่กระจายออกไป
โลหิตอสูรหมื่นวิญญาณที่เพียงพอจะกัดกร่อนยอดฝีมือขอบเขตตำหนักม่วงได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังนี้ กลับเป็นดั่งหิมะในฤดูใบไม้ผลิพบดวงตะวัน พลันละลายหายไปอย่างรวดเร็ว!
“เป็นไปไม่ได้!” หม่าเทียนสิงตื่นตระหนกจนสิ้นหวัง “นี่มัน... นี่มันพลังอะไรกัน?”
ตี้เซิ่งหลงไม่ตอบ เขาก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ก็ข้ามผ่านระยะทางหลายจั้งในพริบตา มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าหม่าเทียนสิง มือขวาเปลี่ยนเป็นกรงเล็บ พุ่งตรงไปยังลำคอของอีกฝ่าย
หม่าเทียนสิงเรียกใช้โล่สีเลือดออกมาอย่างกะทันหัน พร้อมกันนั้นก็กัดปลายลิ้น พ่นโลหิตแก่นแท้คำหนึ่งลงบนโล่ โล่พลันสว่างวาบ กลายเป็นกำแพงโลหิตสูงสามจั้ง
“แคร็ก!”
กรงเล็บของตี้เซิ่งหลงทะลวงผ่านกำแพงโลหิตโดยไร้สิ่งกีดขวาง เข้าบีบกุมลำคอของหม่าเทียนสิงอย่างแม่นยำ นายน้อยประมุขตระกูลหม่าผู้นี้ดวงตาถลน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
น้ำเสียงของตี้เซิ่งหลงเย็นเยียบ มือค่อยๆ เพิ่มแรง “วางใจเถอะ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายสบายนักหรอก”
“หยุดมือ!”
เสียงตะคอกดังลั่นมาจากนอกโถง ทันใดนั้น ประกายดาบสีเลือดสายหนึ่งก็ทะลวงม่านแสงเข้ามา ฟาดฟันใส่แผ่นหลังส่วนหัวใจของตี้เซิ่งหลง!
ตี้เซิ่งหลงไม่แม้แต่จะหันศีรษะ ปีกซ้ายสะบัดเบาๆ ประกายดาบที่เพียงพอจะสังหารขอบเขตตำหนักม่วงได้ พลันสลายไปดุจฟองสบู่ เขาหันไปมอง ก็เห็นผู้เฒ่าในชุดคลุมโลหิต รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ก้าวยาวๆ เข้ามาในโถง
ใบหน้าของผู้เฒ่าคล้ายกับหม่าเทียนสิงถึงเจ็ดส่วน แต่กลิ่นอายกลับแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงขั้นสูงสุด!
“หม่าฮ่าว!” มีแขกอุทานขึ้นมา “บรรพชนตระกูลหม่า เขาปิดด่านตายไปยี่สิบปีแล้วมิใช่รึ?”
หม่าฮ่าวจ้องตี้เซิ่งหลงด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม: “เจ้าเด็กน้อย ปล่อยเทียนสิง มิฉะนั้น...”
“มิฉะนั้นจะทำไม?” ตี้เซิ่งหลงแค่นเสียงเย็นชา ขัดจังหวะ แรงที่มือเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง หม่าเทียนสิงพลันใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำ ตาเหลือกขาว
ใบหน้าของหม่าฮ่าวมืดครึ้มดุจน้ำ: “เจ้าเด็กตระกูลตี้ เจ้าคิดว่า ตำหนักม่วงขั้นสูงจะอาละวาดได้ตามใจชอบรึ? วันนี้ผู้เฒ่าจะทำให้เจ้ารู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า!”
“เฒ่าใกล้ตาย อายุมากแล้วก็ควรไปนอนในโลง ยังจะออกมาเต้นแร้งเต้นกาอะไรอีก?”
ตี้เซิ่งหลงค่อยๆ ยกนิ้วขึ้น ชี้ออกไปหนึ่งนิ้ว “ตูม!”
บรรพชนตระกูลหม่า หม่าฮ่าว บาดเจ็บสาหัสล้มลงกับพื้น!
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าเด็กตระกูลตี้ เจ้ามีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร! ผู้เฒ่าไม่เชื่อ!”
เขาฉีกกระชากเสื้อบริเวณหน้าอก เผยให้เห็นรอยสักหัวอสูรอันน่ากลัว รอยสักนั้นบิดตัวราวกับสิ่งมีชีวิต กลิ่นอายของหม่าฮ่าวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในพริบตา ก็ทะลวงผ่านพันธนาการของขอบเขตตำหนักม่วง บรรลุถึงขอบเขตทงเทียน!
“ขอบเขตทงเทียน?!” หลัวชิงเยว่ขมวดคิ้ว “ระวัง! เขาใช้วิชาต้องห้าม!”
ตี้เซิ่งหลงกลับไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลับกันยังเผยรอยยิ้มประหลาด: “ในที่สุดก็ทนไม่ไหวแล้วสินะ? หม่าฮ่าว เมื่อห้าปีก่อน ผู้ที่นำทัพโจมตีตระกูลตี้ข้า เจ้าก็คือหนึ่งในนั้นใช่หรือไม่?”
หม่าฮ่าวยิ้มเหี้ยม: “แล้วจะทำไม? วันนี้ผู้เฒ่าจะส่งเจ้าไปพบพ่อผีตายโหงของเจ้า!”
เขาสองมือประสานอิน รอยสักหัวอสูรที่หน้าอกพลันหลุดออกจากผิวหนัง กลายเป็นเงามายาเทพมารสีเลือดสูงสามจั้ง ทันทีที่เงามายาปรากฏ พื้นโถงก็เริ่มแตกร้าว แขกเหรื่อที่ยังหนีไม่ทัน ต่างร่างระเบิดตาย โลหิตถูกเงามายาดูดซับ ทำให้มันยิ่งชัดเจนขึ้น
“มหาวิชาอสูรโลหิตสังหารเทพ!” หลัวชิงเยว่อุทาน “อภินิหารของนักพรตอสูรโลหิต! หลังจากนักพรตอสูรโลหิตถูกล้อมปราบในตอนนั้น มหาวิชาอสูรโลหิตสังหารเทพก็ถูกตำหนักผู้คุมกฎทำลายต่อหน้าสาธารณชนแล้ว เหตุใดยังตกทอดมาถึงตอนนี้ได้?”
แม้จะใช้มหาวิชาอสูรโลหิตสังหารเทพ หลัวชิงเยว่ก็ไม่ได้เห็นหม่าฮ่าวอยู่ในสายตา แต่นางก็ไม่ได้ลงมือ เดิมทีนางคิดจะช่วยตี้เซิ่งหลง แต่คาดไม่ถึงว่าตี้เซิ่งหลงจะเหนือความคาดหมาย แม้แต่นางก็ยังมองไม่ทะลุ ดังนั้น นางจึงไม่รีบร้อนลงมือ อยากจะดูว่าขีดจำกัดของตี้เซิ่งหลงอยู่ตรงไหน
ตี้เซิ่งหลงคลายมือจากหม่าเทียนสิง หันไปเผชิญหน้าโดยตรงกับเทพมารสีเลือดตนนั้น “ไอโลหิตที่เข้มข้นถึงเพียงนี้ หม่าฮ่าว นี่เจ้าสังหารผู้คนไปมากเท่าใดกัน?”
ตี้เซิ่งหลงส่ายหน้า ยังคงยกนิ้วขึ้น ลำแสงสีทองปนแดงพุ่งออกจากปลายนิ้ว ทะลวงเงามายาเทพมารสีเลือดในบัดดล แรงที่เหลือยังคงพุ่งกระแทกหน้าอกของหม่าฮ่าว
“อ๊า!”
หม่าฮ่าวกีดร้องอย่างโหยหวน ร่างกายแตกร้าวทีละนิ้วราวกับเครื่องกระเบื้อง เขาพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะหยุดยั้ง แต่พลังที่แฝงอยู่ในลำแสงสีทองปนแดงนั้นเหนือกว่าความเข้าใจของเขามาก ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“ไม่... ท่านผู้นั้น ช่วยข้าด้วย!” หม่าเฉิงร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง
ในชั่วพริบตาที่เขากำลังจะร่างสลายวิญญาณดับ ห้วงมิติเบื้องหน้าพลันบิดเบี้ยว โซ่สีเลือดสามสายปรากฏขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือน พุ่งตรงไปยังลำคอ หัวใจ และตันเถียนของตี้เซิ่งหลง!
ตี้เซิ่งหลงแค่นเสียงเย็นชา ไม่หลบไม่เลี่ยง มือขวาเปลี่ยนเป็นสันมือดาบ ฟันขวาง ประกายดาบสีทองปนแดงพุ่งออก โซ่สีเลือดสามสายที่เพียงพอจะทะลวงขอบเขตทงเทียนได้ขาดสะบั้น สลายกลายเป็นจุดแสงโลหิต
“สมแล้วที่เป็นคนที่เอาชนะหม่าฮ่าวได้ มีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ”
น้ำเสียงเย็นเยียบดังมาจากทั่วทุกทิศ ในเงามืดของห้องโถง ร่างสิบกว่าร่างค่อยๆ เดินออกมา คนเหล่านี้สวมผ้าคลุมสีดำเหมือนกันหมด ใบหน้าสวมหน้ากากเขี้ยวอสูรอันน่ากลัว หน้าอกปักลายหัวอสูรสีเลือด พันธมิตรอสูรทมิฬ!
สองผู้นำโดดเด่นเป็นพิเศษ ด้านซ้ายคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมหน้ากากเขี้ยวอสูรขอบทอง คางที่โผล่ออกมาซีดขาวราวกับกระดาษ ด้านขวาคือผู้เฒ่าหลังค่อม หน้ากากบดบังเพียงครึ่งหน้าบน มุมปากที่เผยออกมาเต็มไปด้วยริ้วรอยราวกับเปลือกไม้แห้ง
“พวกเจ้าเป็นใครอีก?” น้ำเสียงของตี้เซิ่งหลงราบเรียบ
“เซวี่ยซ่าวเทียน!” เห็นได้ชัดว่าหลัวชิงเยว่จำที่มาของพวกเขาได้ “นายน้อยประมุขพันธมิตรอสูรทมิฬ มีข่าวลือว่ามีพลังฝีมือถึงตำหนักม่วงขั้นสิบแล้ว คนข้างๆ น่าจะเป็นผู้อาวุโสเจ็ด โฉ่วว่านคู ทงเทียนขั้นสี่” หลัวชิงเยว่เตือน
แววตาของตี้เซิ่งหลงไหววูบ ทงเทียนขั้นสี่ หากนับทั่วทั้งราชวงศ์ต้าฉี ก็นับเป็นตัวตนระดับสุดยอดแล้ว กลับใช้เพื่อรับมือตระกูลตี้เล็กๆ นี่น่ะรึ
“คุณหนูใหญ่ตระกูลหลัวสายตาดีจริงๆ” เซวี่ยซ่าวเทียนหัวเราะเบาๆ เสียงราวกับอสรพิษแลบลิ้น “ข้าไม่ฆ่าเจ้า เจ้าไปเถอะ” เซวี่ยซ่าวเทียนรู้ว่าเจ้าสำนักลั่วเทียนให้ความสำคัญกับหลัวชิงเยว่มาก สำนักลั่วเทียนนี้ก็ไม่ธรรมดา บิดาของเขากำชับย้ำแล้วย้ำอีกว่าชั่วคราวอย่าได้ยั่วยุสำนักลั่วเทียน ดังนั้นจึงเกรงใจหลัวชิงเยว่
“ส่วนเจ้า แม้จะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพันธมิตรอสูรทมิฬของข้า ก็อ่อนแอจนทนดูไม่ได้อยู่ดี” เขาค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า ทุกย่างก้าวใต้ฝ่าเท้าก็บังเกิดดอกบัวสีเลือด แรงกดดันตำหนักม่วงขั้นสิบถูกปลดปล่อยออกมาโดยไม่ปิดบัง พื้นดินพลันปรากฏรอยแตกละเอียด
“ตี้เซิ่งหลง รู้หรือไม่ว่าพวกเรามาหาเจ้าทำไม?” เซวี่ยซ่าวเทียนเล่นกริชสีเลือดเล่มหนึ่ง น้ำเสียงเหยียดหยาม
ตี้เซิ่งหลงไร้ซึ่งอารมณ์: “ข้าไม่จำเป็นต้องรู้ รู้เพียงว่า นับจากวันนี้ นายน้อยประมุขพันธมิตรอสูรทมิฬจะถูกสับเป็นพันชิ้น”
“บังอาจ!” โฉ่วว่านคูตะคอกลั่น แรงกดดันขอบเขตทงเทียนกดทับลงมาราวกับภูเขา “เจ้าเด็กน้อย คุกเข่าพูด!”
อากาศแข็งตัวในบัดดล พื้นดินแตกร้าวทีละนิ้วภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ตี้เซิ่งหลงกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ราวกับแรงกดดันที่เพียงพอจะบดขยี้ภูเขานั้นเป็นเพียงสายลมอ่อนๆ พัดผ่านใบหน้า
“ขอบเขตทงเทียน?” ตี้เซิ่งหลงแค่นเสียงเย็นชา “ก็แค่นั้น”
คิ้วใต้หน้ากากของเซวี่ยซ่าวเทียนขมวดเล็กน้อย เขาเดิมทีคิดว่ามีผู้อาวุโสเจ็ดคุมสถานการณ์ การจัดการตี้เซิ่งหลงย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสามารถต้านทานแรงกดดันขอบเขตทงเทียนได้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน
“น่าสนใจ!” เซวี่ยซ่าวเทียนเลียริมฝีปาก “ดูท่า หม่าฮ่าวจะพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเสียดาย แต่ว่า...” น้ำเสียงของเขาพลันเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่า แค่นี้ก็เพียงพอแล้วรึ?”