- หน้าแรก
- ยินดีต้อนรับสู่เมืองร้างของผม
- บทที่ 13 กระท่อมสไตล์ยุคแปดศูนย์
บทที่ 13 กระท่อมสไตล์ยุคแปดศูนย์
บทที่ 13 กระท่อมสไตล์ยุคแปดศูนย์
บทที่ 13 กระท่อมสไตล์ยุคแปดศูนย์
“บีบให้กลับมาเหรอคะ? งั้น... งั้นก็ได้ค่ะ! ทางนี้ฉันจะลองหาเหตุผลดู! แต่จะนานเกินไปไม่ได้นะ นานไปจะไม่มีคำตอบให้ทางฝ่ายโน้นค่ะ”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ถูเพ่ยก็ถือว่ายอมรับการจัดการของสวีหล่างโดยปริยาย
“อืม! เหล่าหลิวทำงานค่อนข้างน่าเชื่อถือและก็รู้จักขอบเขตดี” สวีหล่างถอนหายใจยาว
“ค่ะ!”
โดยหารู้ไม่ว่า ในขณะที่ถูเพ่ยกำลังลำบากใจไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ “คุณแม่ของฝ่ายโน้น” ฟังอย่างไรนั้น ที่เมืองไห่ ณ บ้านพักบนอาคารสูงแห่งหนึ่งในเขตวงแหวนรอบสาม ก็มีเสียงเกรี้ยวกราดดังออกมาเช่นกัน
“อะไรนะ? ลาป่วยเหรอ? แถมยังบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้าระดับรุนแรงอีก?”
เมื่อมองเข้าไปในบ้าน ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคนหนึ่งกำลังเบิกตาโต
“ค่ะ! ถ้าไม่ใช่เพราะทางโรงเรียนโทรมาบอกให้พวกเราดูแลซู่ซู่เป็นพิเศษ ฉันก็คงไม่รู้เรื่องนี้เลย” ฝั่งตรงข้ามโซฟา หญิงวัยกลางคนในชุดนอนคนหนึ่งมีสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
พวกเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพ่อแม่ของฉินซู่ซู่ ฉินอีหมิงและฉู่เซียงจวิน
“ซู่ซู่เด็กคนนี้นี่ กำเริบเสิบสานจริง ๆ! ผมว่าเธอจงใจหลบหน้าเสี่ยวสวี เสี่ยวสวีอายุยังน้อยก็เป็นถึงดอกเตอร์ทางการแพทย์แล้ว เขามีอะไรไม่คู่ควรกับเธอตรงไหน!”
ปัง!
ฉินอีหมิงตบโต๊ะน้ำชาอย่างแรงหนึ่งฉาด
“เหล่าฉิน ฉันเพิ่งโทรหาซู่ซู่ โทรศัพท์ของซู่ซู่ปิดเครื่องไปแล้ว ไม่รู้เลยว่าเธอไปอยู่ไหน?” ฉู่เซียงจวินนวดขมับตัวเอง
“คุณถามฉินจื่อฮ่าวแล้วหรือยัง? สองคนพี่น้องนั่นสนิทกัน เขาน่าจะรู้!” ความโกรธของฉินอีหมิงยังไม่ลดลง
“ถามแล้วค่ะ จื่อฮ่าวบอกว่าเขาไม่รู้อะไรเลย” ฉู่เซียงจวินส่ายหน้า
“ไม่รู้เหรอ? หึ! เขารู้แน่นอน แค่แกล้งไม่พูดเท่านั้นแหละ!” ฉินอีหมิงถลึงอีกครั้ง
ลูกสองคนของเขาสนิทกันมาก ตอนนี้พี่สาวแอบหนีไป น้องชายจะไม่รู้ได้ยังไง
“แล้วตอนนี้จะทำยังไงดีคะ? ฉันกับคุณแม่ของฝ่ายโน้นก็นัดกันไว้แล้วว่าอีกสองวันเด็ก ๆ จะได้เจอกันอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ซู่ซู่เธอ...” หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ฉู่เซียงจวินก็อดไม่ได้ที่จะถามเสียงเบาอีกครั้ง
“เจอกันเหรอ? เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะโทรหาฉินจื่อฮ่าว คุณก็โทรหาคุณแม่ของฝ่ายโน้น หาเหตุผลเลื่อนเรื่องการเจอกันออกไปก่อน... พอหาตัวซู่ซู่เจอเมื่อไหร่ ดูซิว่าจะจัดการกับเธอยังไงดี!”
ฉินอีหมิงลุกขึ้นยืน เดินไปเดินมาครู่หนึ่ง จึงหันไปพูดกับฉู่เซียงจวิน
“งั้นก็ได้ค่ะ หวังว่าคุณแม่ของฝ่ายโน้นจะไม่ขุ่นเคืองใจเพราะเรื่องนี้นะคะ เฮ้อ...”
ผ่านไปสักพัก ในที่สุดฉู่เซียงจวินก็พยักหน้าอย่างจนใจ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็เที่ยงวันแล้ว ณ เมืองทะเลสาบน้ำแข็ง หลิวหนิงและพรรคพวกอีกสามคนกลับมาถึงที่ตั้งแคมป์แล้ว
“พี่หลิว แล้วตอนนี้พวกเราจะเอายังไงกันต่อครับ?” หวังซินมองไปที่เต็นท์แวบหนึ่งก็ถามขึ้น
“ไปพักผ่อนให้เต็มที่ในอำเภออาไซ่ที่ใกล้ที่สุดสักพักแล้วกัน! ส่วนเรื่องจะใช้วิธีพิเศษบีบให้สวีสิงออกไปได้ยังไงนั้น รอพวกเรากลับมาแล้วค่อยคิดหาทางกันอีกที”
หลิวหนิงพูดพลางมุดเข้าไปในเต็นท์ เริ่มเก็บข้าวของส่วนตัว
ถึงแม้ท่านประธานของเขาจะบอกชัดเจนแล้วว่าใช้วิธีพิเศษได้ แต่หลิวหนิงก็รู้ดีอยู่ในใจว่า วิธีพิเศษเหล่านี้ต้องรู้จักขอบเขต และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องไม่ให้สวีสิงจับพิรุธได้
มิฉะนั้น ต่อให้พาสวีสิงกลับไปได้ ในท้ายที่สุดสวีสิงก็จะอาละวาดออกมาอีก
“แล้วพวกเราจะอยู่กี่วันครับ?” หม่าชงที่อยู่ด้านข้างพลันถามต่อ
“เอาอย่างนี้ พวกเราไปอยู่ที่นั่นสักสิบวัน ยังไงท่านประธานก็ไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอนอยู่แล้ว! และยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ โอกาสที่จะสำเร็จก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
ไม่นานนัก หลิวหนิงก็มุดออกมาจากเต็นท์
การอยู่คนเดียวในเมืองเล็ก ๆ แบบนี้ ในสภาวะที่ไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่หลับนอน ความเหงาคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“แล้วความปลอดภัยของสวีสิงล่ะครับ...” เหอซานลังเลเล็กน้อย
เดิมทีเขาคิดว่าจะไปพักผ่อนที่อำเภออาไซ่สักพักแล้วค่อยกลับมา ไม่คิดว่าหลิวหนิงจะพูดออกมาว่าเป็นสิบวัน
“ความปลอดภัยเหรอ? สวีสิงมีบ้านอยู่ทั้งหลัง ความปลอดภัยจะมีปัญหาอะไรได้? อีกอย่าง พละกำลังของเจ้าเด็กนั่นก็เหนือกว่าคนทั่วไป ที่สำคัญที่สุดพวกนายอย่าลืมสิว่า เขายังเป็นถึงดอกเตอร์ทางการแพทย์นะ!” หลิวหนิงโบกมืออย่างมั่นใจ
มาถึงตอนนี้แล้ว ถ้าเขายังมองสวีสิงด้วยภาพจำเดิม ๆ อยู่ล่ะก็ คงเป็นเพราะสมองเขามีปัญหาจริง ๆ นั่นแหละ
“ก็จริงครับ...” เหอซานพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แล้วส่ายหัวอย่างเยาะเย้ยตัวเอง
“จริงสิ เต็นท์กับเสบียงยังชีพที่เหลือไม่ต้องเอาไปแล้ว เอาไปแค่ของใช้ส่วนตัวของพวกเราก็พอ”
หลิวหนิงหันหลังกลับ เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เอาไปแล้วเหรอครับ?”
“อืม! อีกสิบวันกลับมาพวกเราก็ยังต้องพักที่นี่! แต่ว่าที่นี่กลางคืนลมแรง ตอนไปก็เก็บของพวกนี้ให้เรียบร้อย แล้วเอาอิฐดินดิบทับไว้ข้างบนด้วย” หลิวหนิงพูดต่อ
ตอนมาพวกเขาแอบเอารถไปซ่อนไว้ที่หุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร การแบกของเหล่านี้เดินไปก็ค่อนข้างลำบาก ถ้าเป็นอย่างนั้น สู้ทิ้งไว้ที่นี่เลยจะดีกว่า
ยังไงเสียที่นี่ก็ไม่มีคน ปลอดภัยมาก!
“ได้ครับ! ผมจะเก็บเดี๋ยวนี้เลย”
หวังซินและคนอื่น ๆ คิดดูก็เห็นด้วย มันจริงอย่างที่ว่า จึงพยักหน้ารับทันที
อาจเป็นเพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว หรืออาจเป็นเพราะของใช้ส่วนตัวของแต่ละคนมีไม่มากนัก
ยี่สิบนาทีต่อมา หลิวหนิงและคนอื่น ๆ ก็จัดการเก็บของที่จะทิ้งไว้เรียบร้อย แล้วจึงค่อย ๆ เดินย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิมและหายลับไปที่ท้ายเมืองเล็กแห่งนั้น
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเมืองเล็ก สวีสิงไม่รู้เลยว่าหลิวหนิงและอีกสามคนได้แอบออกจากเมืองทะเลสาบน้ำแข็งไปแล้ว ยิ่งไม่รู้ว่าพ่อแม่สวีที่อยู่เมืองท่าอันไกลโพ้นแทบจะกลัดกลุ้มใจตาย ในขณะนี้ เขายืดตัวขึ้นแล้วถอนหายใจยาว
ใช่แล้ว เมื่อเช้านี้หลังจากสวีสิงทำหลังคาเสร็จก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสามารถใช้เวลาที่เหลือก่อเตาดินขึ้นมา จึงเกิดเป็นภาพที่หลิวหนิงและคนอื่น ๆ แอบดูอยู่บนกำแพงนั่นเอง
“เผลอแป๊บเดียวก็เที่ยงแล้ว!”
หลังยกมือขึ้นดูเวลา แล้วมองไปยังเตาดินที่เพิ่งก่อเสร็จใหม่ ๆ สวีสิงก็พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
เตาดินนี้สร้างไว้ข้างกำแพงด้านข้างของกระท่อม
อย่าเห็นว่าโครงสร้างของเตาดินนั้นเรียบง่าย เป็นเพียงแค่ช่องใส่ฟืน โครงสำหรับวางหม้อ และปล่องควัน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ง่ายเลยสักนิด
ดินและอิฐดินดิบที่ใช้สร้างเตามีข้อกำหนดที่จำเป็น
และในระหว่างการก่อสร้างก็ต้องคอยทดสอบขนาดของเตาอยู่เรื่อย ๆ ว่าจะพอดีกับหม้อหรือไม่
ทำให้ใช้เวลามากกว่าการซ่อมหลังคาเสียอีก
“เที่ยงนี้ยังทำอาหารไม่ได้ เตาที่เพิ่งก่อเสร็จยังเป็นดินเปียก ๆ อยู่เลย ต้องใช้ไฟเผาดินเปียกพวกนี้ให้แห้งสนิทก่อนถึงจะทำอาหารได้ อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องเป็นตอนเย็น”
เมื่อได้สติ สวีสิงก็เดินมาข้างรถกระบะ แล้วล้างมือ
น้ำในกระบะหลังรถยังใช้ไม่หมด โดยไม่รู้ตัวมันก็ได้ทำหน้าที่เป็นตุ่มน้ำไปแล้ว
มิฉะนั้น ต่อให้ระบบจะคอยปรับเปลี่ยนร่างกายของเขาเงียบ ๆ แต่ความคืบหน้าของ ‘โครงการ’ สองสามอย่างนี้ก็คงไม่เร็วขนาดนี้
“หวังว่าบ่ายนี้จะได้อะไรติดไม้ติดมือบ้างนะ!”
หลังจากเช็ดมือเสร็จและมองไปรอบ ๆ สวีสิงก็ไม่ได้เข้าบ้าน แต่หยิบบิสกิตอัดแท่งถุงหนึ่งออกมาจากห้องคนขับรถกระบะ
ตามแผนที่วางไว้ บ่ายวันนี้มีเรื่องต้องทำเพียงอย่างเดียว นั่นคือไปเก็บขยะตามซากปรักหักพังในเมืองเล็ก ๆ และต้องเก็บขยะให้ได้มากพอเท่านั้นถึงจะหลุดพ้นจากเต็นท์และถุงนอนได้อย่างสิ้นเชิง แล้วเปลี่ยนไปใช้เตียงใหม่กับเครื่องนอนใหม่
พอมีเตียงใหม่กับเครื่องนอนใหม่แล้ว ค่อยเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาแปะในบ้าน นั่นก็จะกลายเป็นกระท่อมสไตล์ยุคแปดศูนย์ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นอย่างน้อยหลายเท่าตัว!
สวีสิงจากดาวโลกไม่เคยเป็นคนเอื่อยเฉื่อย พูดแล้วลงมือทำทันที ไม่กี่นาทีหลังจากสวีสิงเคี้ยวบิสกิตอัดแท่งหมด เขาก็ถือพลั่วสนามเดินไปยังอีกฝั่งของถนนหลวง
เมื่อวานกับวันก่อนเขาอยู่แต่ทางใต้ของถนนหลวง ยังไม่เคยไปทางเหนือเลย ยิ่งไม่เคยไปจนสุดปลายเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ด้วย
ดังนั้น ครั้งนี้เขาจึงตั้งใจจะเปลี่ยนไปที่อื่นดูบ้าง