- หน้าแรก
- ยินดีต้อนรับสู่เมืองร้างของผม
- บทที่ 2 สิ่งของในซากปรักหักพัง
บทที่ 2 สิ่งของในซากปรักหักพัง
บทที่ 2 สิ่งของในซากปรักหักพัง
บทที่ 2 สิ่งของในซากปรักหักพัง
“พี่หลิวพูดถูก สถานที่แบบนี้ต่อให้เป็นพวกเราก็คงอยู่ได้ไม่นาน!”
ด้านข้าง ชายหนุ่มอีกคนที่ตัดผมสั้นเกรียนเอ่ยเสริมขึ้น
ชายหนุ่มชื่อเหอซาน มีประสบการณ์การเอาชีวิตรอดในป่าอย่างโชกโชน บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นเสี่ยวเฮยซูมีแฟนคลับมากมาย ครั้งหนึ่งถึงกับเคยถูกแฟนคลับยกย่องว่าความสามารถในการเอาชีวิตรอดในป่าของเขาน่าจะติดท็อปสิบของประเทศเซี่ยได้
“งั้นเอาแบบนี้ พวกเรารอตอนกลางคืนค่อยแอบไปดูทางนั้นกันอีกที ยังไงซะ ต้องรับรองความปลอดภัยของเขาว่าจะไม่เกิดปัญหา”
หลิวหนิงดึงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ มา
ครั้งนี้ของที่พวกเขาเอามามีไม่น้อย อย่างน้อยก็พอใช้ได้หนึ่งสัปดาห์
กริ๊งงงงง...
แต่ในขณะที่หลิวหนิงและเหอซานกำลังจะพักผ่อนกันนั้น เสียงโทรศัพท์ของหลิวหนิงก็ดังขึ้นมาทันที
หลิวหนิงหยิบขึ้นมาดู ก่อนรีบเดินไปข้าง ๆ เพื่อรับโทรศัพท์ ร่างกายก็โค้งลงโดยไม่รู้ตัว
“ท่านประธานครับ ท่าน...”
ทว่ายังไม่ทันที่หลิวหนิงจะพูดจบ เสียงจากในโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาว่า
“เหล่าหลิว สถานการณ์ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง? ถึงเมืองหรือยัง?”
“ท่านประธานครับ เพิ่งถึงเมื่อเช้านี้ ตอนนี้กำลังกางเต็นท์อยู่ครับ!”
พอได้ยิน หลิวหนิงรีบตอบกลับ
ปลายสายคือพ่อของสวีสิง ประธานบริษัทสวีซื่อเมดิคอลกรุ๊ป สวีหล่าง นั่นเอง
“กางเต็นท์? สภาพแวดล้อมที่นั่นเป็นยังไงบ้าง?”
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงของสวีหล่างก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านประธานครับ ที่นี่สุดจะบรรยายจริง ๆ... มีแต่ซากปรักหักพังไปทั่ว ไม่มีอะไรเลย รกร้างสุด ๆ ผมว่าคุณชายสิงน่าจะทนอยู่ได้แค่วันสองวัน”
หลิวหนิงเหลือบมองไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว แล้วพูดตามความจริง
“ทนได้วันสองวัน? ดี! งั้นจะรอข่าวดีจากคุณนะ!”
จากเสียงในโทรศัพท์ สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าสวีหล่างกำลังถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ท่านประธานวางใจได้เลยครับ! ทางนี้มีข่าวเมื่อไหร่ผมจะรีบโทรรายงานทันที”
“อืม! แต่ถึงเขาจะงอแงยังไง พวกคุณต้องรับประกันความปลอดภัยของเขา ห้ามให้เกิดเรื่องเด็ดขาด!”
สวีหล่างพูดเสริม
“ท่านวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ...”
เมืองปิโตรเลียมทะเลสาบน้ำแข็งมีขนาดใหญ่มาก จากข้อมูลกรรมสิทธิ์ของที่ดินร้างในมือสวีสิงระบุว่า เมืองนี้มีความยาวจากตะวันออกไปตะวันตกสองกิโลเมตร และความกว้างจากเหนือไปใต้สามกิโลเมตร
ดังนั้น สวีสิงจึงไม่รู้ว่าในซากปรักหักพังส่วนลึกของเมืองยังมีคนอีกสี่คนซ่อนตัวอยู่
ในขณะนี้ เขากำลังถือพลั่วสนามเดินมาถึงมุมหนึ่งของซากกำแพงใกล้กับถนนใหญ่
ตรงนี้คือสถานที่ที่เขาเพิ่งใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการเลือกเป็นที่พักค้างคืน
ซากกำแพงนี้มีเพียงกำแพงอิฐดินสามด้าน ด้านที่ติดกับถนนไม่มีอะไรเลย พื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐดินสามด้านนี้มีขนาดประมาณสามสิบห้าถึงสามสิบหกตารางเมตร
เหตุผลที่เลือกที่นี่ก็เพราะกำแพงดินของซากปรักหักพังนี้หนาพอ แข็งแรงพอ และอยู่ติดถนนใหญ่ด้วย!
นอกจากนี้ ด้านหลังของซากกำแพงนี้ยังมีกองดินทรายที่ไม่เตี้ยมากนัก สามารถช่วยกันลมได้ แถมยังไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกำแพงร้างอื่น ๆ ล้มทับอีกด้วย
“ไม่รู้ว่าซากกำแพงนี้เมื่อก่อนใช้ทำอะไรนะ?”
สวีสิงยืนอยู่หน้ากำแพงร้าง เขาพับแขนเสื้อพลางพึมพำกับตัวเอง
แม้ว่ากำแพงอิฐดินของซากปรักหักพังนี้จะหนามาก แต่ด้านในกลับไม่เรียบ มีขยะตกค้างมากมาย ดินเหนียวที่จับตัวเป็นก้อนใหญ่ ๆ เศษไม้ที่พังลงมา และกองดินทรายเต็มไปหมด
หากต้องการพักค้างคืนที่นี่ จะต้องเคลียร์ขยะด้านในออกให้หมดเสียก่อน
ฟุ่บ!
ครู่ต่อมา สวีสิงเดินมาถึงมุมหนึ่งในซากกำแพงที่มีขยะค่อนข้างน้อย ฝุ่นตลบอบอวลไปหมด แถมยังรู้สึกเหมือนมีของแข็ง ๆ อยู่ข้างใต้เต็มไปหมด จัดการได้ยากมาก
“ดูท่าแล้วก่อนจะเคลียร์ดินทราย คงต้องเอาของชิ้นใหญ่ออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นจะเสียทั้งแรงและไม่ได้ประสิทธิภาพ”
เขารอจนฝุ่นจางลง
ถุย!
สวีสิงถ่มฝุ่นทรายที่เพิ่งสูดเข้าไปออกมา ขมวดคิ้วแล้วลุกขึ้นยืน
ถึงแม้สวีสิงจะเป็นเชฟระดับแนวหน้า ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินดื่มเป็นอย่างมาก แต่วันนี้เป้าหมายที่เขาตั้งไว้สำหรับตัวเองคือการสร้างที่พักแรมที่สามารถอยู่ได้นาน
ดังนั้น วันนี้เขาจะไม่เสียเวลาไปกับการตั้งเตา ต้มน้ำทำอาหาร หรือทำอย่างอื่น
“ยก!”
พูดแล้วก็ลงมือทำทันที สวีสิงวางพลั่วสนามลงแล้วเริ่มใช้มือเปล่าเก็บกวาดดินเหนียวก้อนใหญ่ที่ยังคงติดกันอยู่
“เดี๋ยวนะ นี่มัน... คานไม้เก่า?”
ทว่าหลังทิ้งดินเหนียวไปไม่กี่ก้อน สวีสิงมองลงไปอีกครั้ง ดวงตาก็พลันเป็นประกาย
ปรากฏว่าใต้ก้อนดินเหนียวนั้นมีท่อนซุงเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามสิบถึงสี่สิบเซนติเมตรโผล่ออกมา ท่อนซุงนั้นดูไม่ผุพังมากนัก
ในความทรงจำ ช่วงทศวรรษที่ 70-80 การสร้างบ้านจะใช้คานไม้และจันทันไม้ ซึ่งคานไม้กับจันทันไม้บางส่วนได้ผ่านกรรมวิธีพิเศษบางอย่าง ทำให้ไม่ผุง่าย
คิดว่าตอนที่ชาวบ้านดั้งเดิมของเมืองย้ายออกไป บ้านยังคงอยู่ในสภาพดี ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปบ้านก็ทรุดโทรมและพังทลายลง ทำให้คานไม้และจันทันไม้ถูกทับอยู่ข้างใต้
“ไม่เลว! ไม่เลว! เป็นของดีทีเดียว ต่อไปเอาไว้ใช้ก่อไฟ หรือจะเอาไปทำอย่างอื่นก็ได้! นอกจากคานไม้แล้ว บางทีอาจจะมีของอย่างอื่นอีกก็เป็นได้”
พอได้สติ สวีสิงก็มีกำลังใจขึ้นมาอีกมาก เริ่มลงมือเก็บกวาดดินเหนียวตามแนวท่อนไม้นั้นทันที
อุปกรณ์ที่เอามาครั้งนี้มีเครื่องมือครบครัน อีกทั้งตอนที่อยู่บนโลกเขาก็เคยทำงานไม้มาบ้าง ไม่กล้าพูดว่าเชี่ยวชาญเรื่องเดือยไม้ต่าง ๆ แต่เตียงกับโต๊ะง่าย ๆ ก็พอทำได้
หนึ่งนาที สองนาที...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า
เวลาบ่ายสามโมง ท่ามกลางแดดที่แผดจ้า
สวีสิงดูเหมือนจะลืมความร้อนและความเหนื่อยล้าไปแล้ว จนสุดท้ายถึงกับถอดเสื้อทำงาน
ในตอนนี้ สภาพของซากกำแพงเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
กองซากปรักหักพังที่เคยสูงดูราบเรียบลงไปมาก ข้างกำแพงด้านนอกของซากปรักหักพังยังมีกองไม้อีกกองหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีตะปูเหล็กขนาดใหญ่รูปตัวไอ สำหรับเชื่อมต่อไม้อีกจำนวนมาก
ตะปูเหล่านี้มีความหนาเท่าหัวแม่มือ ผิวหน้าเป็นสนิมแต่ยังคงใช้งานได้
เป็นอย่างที่สวีสิงคาดการณ์ไว้ ในกองซากปรักหักพัง นอกจากจะมีจันทันไม้อยู่ไม่น้อยแล้ว ยังมีของอย่างอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะตะปูชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง
แกร๊ง แกร๊ง!
หลังจากโยนตะปูขนาดใหญ่ออกไปอีกตัว สวีสิงจึงลุกขึ้นปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า
อาจเป็นเพราะมาต่างโลก หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ขุดเจอของที่ใช้ได้เป็นระยะ ๆ ตอนที่เก็บกวาดซากปรักหักพัง การทำงานติดต่อกันสองชั่วโมงกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ระหว่างนั้นก็ดื่มน้ำแร่ที่พกมาไปแค่ขวดเดียว
ถึงขนาดรู้สึกว่าต่อให้ทำงานอีกสองชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา
“ดินเหนียวก้อนใหญ่กับเศษไม้รก ๆ เก็บกวาดไปเกือบหมดแล้ว คราวนี้ถ้าใช้พลั่วสนามเก็บกวาดก็จะสะดวกขึ้นมาก!”
สวีสิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ มองดูภายในซากกำแพงที่ตอนนี้ดูสบายตาขึ้นมากแล้ว ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ
เมื่อครู่ตอนที่เก็บกวาดตรงมุมหนึ่งของซากกำแพง ก็พบว่าพื้นอิฐแดงที่เคยปูไว้บนพื้นดินยังอยู่ แค่เก็บกวาดเศษดินทรายที่เหลืออยู่ออกไป
อย่าว่าแต่กางเต็นท์ข้างในเลย ต่อให้ทำเตียงแล้ววางของอย่างอื่นอีกก็ไม่มีปัญหา
“ตรวจพบขยะที่สามารถนำไปจำนำได้ในบริเวณโดยรอบ ระบบรับจำนำขยะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ”
แต่ในขณะที่สวีสิงหันหลังเดินไปทางกำแพงด้านนอกเพื่อหยิบพลั่วสนามนั้นเอง ก็มีเสียงจักรกลดังขึ้นที่ข้างหู
“หืม? เกิดอะไรขึ้น? นั่นใคร?”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้สวีสิงตกใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานที่รกร้างไร้ผู้คนเช่นนี้ ต่อให้ใจกล้าแค่ไหนก็ทนกับเสียงที่ดังขึ้นข้างหูอย่างฉับพลันแบบนี้ไม่ได้
ทว่ายังไม่ทันที่สวีสิงจะได้สติ
ในวินาทีต่อมา ข้างหูของสวีสิงก็มีเสียงดังขึ้นติดต่อกันอีกหลายครั้ง
“ติ๊ง กำลังเชื่อมต่อระบบเข้ากับโฮสต์ กรุณาเตรียมพร้อมสำหรับการผสานระบบ หลังจากระบบและโฮสต์ผสานเข้าด้วยกันแล้ว ระบบจะติดตามโฮสต์อย่างถาวร”