- หน้าแรก
- ยินดีต้อนรับสู่เมืองร้างของผม
- บทที่ 3 ที่พักพิงสุดหรูของคนพเนจร
บทที่ 3 ที่พักพิงสุดหรูของคนพเนจร
บทที่ 3 ที่พักพิงสุดหรูของคนพเนจร
บทที่ 3 ที่พักพิงสุดหรูของคนพเนจร
“ระบบรับจำนำของเก่า?”
เนิ่นนาน ดวงตาของสวีสิงค่อย ๆ กลับมาแจ่มใส ในขณะเดียวกันก็เข้าใจแล้วว่าเสียงที่ปรากฏขึ้นกะทันหันนี้คืออะไร และรู้ถึงประโยชน์ของสิ่งนี้ด้วย
ตามชื่อที่บอก การรับจำนำของเก่าคือการนำของเก่าในโลกแห่งความเป็นจริงมาแลกเป็นค่าจำนำในระบบ ค่าจำนำสามารถนำไปซื้อของใหม่ในร้านค้าของระบบได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นของเก่า (ของที่ใหม่ไม่เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หรือของที่เสียแล้วใช้การไม่ได้ รวมถึงวัสดุต่าง ๆ) ระบบถึงจะรับซื้อคืน
เพียงแค่คิดในใจว่า “รับจำนำของเก่า” แผงควบคุมการจำนำก็จะปรากฏขึ้นตรงหน้า
บนแผงร้านค้าของระบบ มีตั้งแต่ไฟแช็กมูลค่า 1 แต้มจำนำ ไปจนถึงสินค้าหรูหรามูลค่านับล้าน นับสิบล้านแต้มจำนำ มันมีครบทุกอย่าง แม้กระทั่งต้นกล้า ต้นอ่อนผัก สัตว์ขนาดเล็ก และอื่น ๆ
เมื่อเทียบกับเสบียงที่เตรียมไว้บนรถกระบะแล้ว ของในระบบนั้นมีครบครันกว่ามาก!
โดยสรุปแล้ว นอกจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ อะไรก็ตามที่มีอยู่บนโลกนี้ก็สามารถซื้อได้ด้วยค่าจำนำในระบบ
ยังไม่หมดแค่นั้น ระบบรับจำนำของเก่ายังมีฟังก์ชันไถ่ถอนคืนอีกด้วย
ภายในหนึ่งเดือนหากต้องการของเดิมคืน เพียงแค่จ่าย “ค่าธรรมเนียมการเก็บรักษา” หนึ่งเปอร์เซ็นต์และราคาจำนำเดิม ก็สามารถไถ่ถอนของคืนได้
“มีเจ้านี่อยู่ บางทีอาจจะทนอยู่ในเมืองร้างนี่ได้ถึงหนึ่งปีจริง ๆ ก็ได้!”
สวีสิงที่หลอมรวมเข้ากับระบบอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขามองไปยังกองไม้และตะปูเหล็กรูปตัวไอที่กองอยู่คนละฝั่งของซากกำแพงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อสักครู่ระบบรับจำนำได้ประเมินค่าจำนำของ “ของเก่า” กองนี้แล้ว
คานหลักที่เก็บกวาดออกมาสามารถแลกได้สองร้อยแต้มจำนำ จันทันไม้อื่น ๆ ทั้งหมดรวมกันแลกได้หนึ่งร้อยแต้มจำนำ ส่วนกองตะปูนั้นแลกได้ทั้งหมดสามสิบแต้มจำนำ
โดยรวมแล้ว ค่าจำนำที่ได้ก็ไม่ต่างจากราคาที่ร้านรับซื้อของเก่านอกระบบให้มากนัก
ส่วนราคาสินค้าใหม่ในร้านค้าก็ใกล้เคียงกับข้างนอก คานไม้ใหม่เอี่ยมหนึ่งท่อนราคาอยู่ที่สองพันแต้มจำนำ ของบางอย่างราคา 100 แต้มจำนำ ส่วนกองตะปูนั้นต้องใช้สี่ร้อยแต้มจำนำ
แน่นอนว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หากภายหลังมีการแลกเปลี่ยนสินค้าในระบบรับจำนำของเก่า ระบบจะส่งมอบของให้ถึงมือด้วยวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดในโลกนี้ เช่น การส่งพัสดุ การซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง เป็นต้น
ด้วยวิธีนี้ คนภายนอกจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีสิ่งที่เรียกว่าระบบอยู่
“ระบบ แลกทั้งหมดเป็นค่าจำนำให้ฉัน!”
หลังคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง สวีสิงก็ลองใช้ความคิดออกคำสั่งกับระบบ
ถึงแม้ว่าเศษวัสดุเหล่านี้จะมีประโยชน์ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าค่าจำนำจะมีประโยชน์มากกว่า
ว่ากันตามตรงแล้ว ของใหม่ย่อมดีกว่าของเก่าเสมอ
อีกอย่าง ถ้าภายหลังจำเป็นต้องใช้เศษวัสดุเหล่านี้จริง ๆ ก็สามารถไถ่ถอนคืนได้ นอกจากนี้ ในซากกำแพงนี้มีของ ซากกำแพงอื่นก็ย่อมต้องมีคานไม้และตะปูเหล็กอยู่ไม่น้อย ถึงตอนนั้นค่อยขุดหาก็ได้
“ติ๊ง ระบบตรวจพบว่าของเก่าที่โฮสต์รวบรวมมาทั้งหมดสามารถแลกเป็นค่าจำนำได้ 330 แต้ม โฮสต์ต้องการจำนำหรือไม่? โฮสต์สามารถไถ่ถอนคืนได้ภายในหนึ่งเดือนหลังจากจำนำ และสิ่งของจะถูกระบบยึดคืนถาวรหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน”
ระบบตอบสนองอย่างรวดเร็ว พอสวีสิงคิดจบ เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้นแผงร้านค้าที่คนอื่นมองไม่เห็นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“เออใช่! จริงด้วยสิ ระบบ มีคำถามเล็กน้อย หลังจากระบบรับซื้อของแล้ว ของพวกนี้จะหายไปจากตรงนั้นทันทีอย่างกะทันหันหรือเปล่า!”
ในขณะที่ยืนยัน สวีสิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นอีก
ของดีก็ส่วนของดี ตัวเขาสามารถรับได้อยู่แล้ว ในเมื่อข้ามมิติมาแล้วยังมีอะไรที่รับไม่ได้อีก
เพียงแต่เพิ่งมาถึงใหม่ ๆ ไม่อยากจะถูกใครบางคนจับตามองเพราะเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ สุดท้ายถูกส่งตัวไปผ่าตัดหรือโรงพยาบาลบ้าเพื่อศึกษาและผ่าพิสูจน์ในฐานะสัตว์ประหลาด
“โฮสต์โปรดวางใจ ระบบจะดำเนินการรับคืนสิ่งของด้วยวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดและจะไม่หายไปอย่างกะทันหัน”
ในไม่ช้า ระบบก็ตอบกลับมาอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี! ยืนยันการแลกเปลี่ยน”
สวีสิงพูดจบแล้วมองไปที่ม่านแสงตรงหน้าอีกครั้ง ค่าจำนำที่ใช้ได้บนแผงร้านค้าเปลี่ยนจาก 0 เป็น 330 แล้ว ส่วนกองไม้และตะปูเหล็กนอกซากกำแพงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
“เท่ากับว่าขายของเก่าได้เงิน 330 แต้ม! แต้มสะสมสามร้อยกว่านี้ดูเหมือนจะซื้ออะไรได้ไม่มากนัก อีกอย่างตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่จำเป็นเป็นพิเศษ”
สวีสิงดึงความคิดกลับมา ให้ความสนใจไปที่ซากกำแพงอีกครั้ง
ระบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตลาดขนาดใหญ่ สามารถซื้อขายของเก่าได้ แต่มันจะไม่ช่วยเก็บกวาดซากปรักหักพัง และยิ่งไปกว่านั้น มันจะไม่กลายเป็นสาวใช้แสนสวยมาคอยรับใช้ใกล้ชิด
ดังนั้น ต่อไปก็ยังต้องเก็บกวาดดินทรายต่อไป ต้องรีบทำความสะอาดซากกำแพงนี้ให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
จากนั้นก็ตั้งรกรากอย่างเป็นทางการในบริเวณนี้!
ส่วนค่าจำนำน่ะเหรอ?
รอให้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพรุ่งนี้ค่อยไปเสี่ยงโชคในซากปรักหักพังอื่น ๆ เมืองร้างแห่งนี้ย่อมต้องมีของเก่าที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้อีกแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะแลกเป็นค่าจำนำได้มากขึ้นอีก
ถึงตอนนั้นต้องการอะไรก็ค่อยซื้อ
“ทำงาน!”
พูดแล้วก็ลงมือทำทันที สวีสิงพับแขนเสื้อขึ้นอีกครั้ง
ซวบ! ซวบ! ซวบ!
เดิมทีสวีสิงก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมากอยู่แล้ว ตอนนี้พอมีระบบแล้ว เขายิ่งมั่นใจเต็มเปี่ยม อีกทั้งในส่วนลึกของใจก็ยังถูกกระตุ้นด้วยปณิธานอันแรงกล้าที่จะหลุดพ้นจากกลุ่มบริษัทสวีซื่อ
ในช่วงสามชั่วโมงต่อมา นอกจากดื่มน้ำแล้ว เขาก็ไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ ซากกำแพงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ห้าโมงเย็น ดินทรายในซากกำแพงถูกขนย้ายออกไปด้านนอกทั้งหมด พื้นอิฐแดงเดิมได้เห็นแสงตะวันอีกครั้งในรอบหลายสิบปี! ยังไม่หมดแค่นั้น สวีสิงยังทุบอิฐดินที่ไม่แข็งแรงบนกำแพงทั้งสามด้านของซากกำแพงออกทั้งหมดอีกด้วย
ห้าโมงครึ่ง สวีสิงไปถอนหญ้าแห้งรอบ ๆ มามัดรวมกันทำเป็นไม้กวาด แล้วกวาดทำความสะอาดภายในซากกำแพงอย่างละเอียด ทำให้ซากกำแพงขนาดประมาณสามสิบห้าตารางเมตรยิ่งดูเรียบและสะอาดยิ่งขึ้น
หกโมงเย็น สวีสิงเริ่มกางเต็นท์ตั้งแคมป์ที่มุมหนึ่งของซากกำแพง
หนึ่งทุ่ม เต็นท์ตั้งแคมป์กางเสร็จเรียบร้อย จากนั้นสวีสิงก็ขนย้ายสัมภาระทั้งหมดจากบนรถกระบะเข้าไปในซากกำแพงทีละชิ้น ๆ วางกองไว้ที่กำแพงอีกด้านหนึ่งของเต็นท์
สุดท้ายยังขับรถกระบะมาจอดไว้ที่ซากกำแพงฝั่งที่ติดกับถนน
แบบนี้ ก็กลายเป็นห้องง่าย ๆ ห้องหนึ่ง เหลือเพียงทางเข้าออกกว้างประมาณหนึ่งเมตร พอถึงตอนกลางคืน รถกระบะเลื่อนไปข้างหน้าอีกหน่อยก็จะสามารถปิดกั้นฝั่งที่ติดกับถนนได้อย่างสมบูรณ์
ด้วยวิธีนี้ ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับห้องในบ้านปกติ แต่สำหรับคนพเนจรและพวกขี้เกียจตัวยงในหมู่บ้านแล้ว ก็นับว่าเป็นที่พักพิงสุดหรูได้เลยทีเดียว
“คืนนี้ก็น่าจะพออยู่ได้แล้ว! พรุ่งนี้ค่อยหาวิธีทำหลังคากับกำแพงด้านนอกสุดและประตู ไม่อย่างนั้นถ้าฝนตกหรือมีสัตว์ป่ามาตอนกลางคืนจะต้องเป็นปัญหาแน่”
เมื่อเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ทางทิศตะวันตก ในที่สุดสวีสิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเซี่ยฟ้ามืดช้ามาก หนึ่งทุ่มแล้วดวงอาทิตย์ยังคงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีทีท่าว่าจะตกดินเลยแม้แต่น้อย
“กินอะไรก่อน แล้วค่อยไปหาฟืนที่อื่น ไฟคืนนี้ห้ามดับเด็ดขาด”
พอได้สติกลับมา สวีสิงปัดฝุ่นดินบนตัวออก จากนั้นก็หยิบบิสกิตอัดแท่งห่อหนึ่งแล้วมุดเข้าไปในเต็นท์ที่เพิ่งกางเสร็จ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก พริบตาเดียวก็สามทุ่มแล้ว
ขณะเดียวกัน ณ มุมหนึ่งของเมืองร้าง
หลิวหนิงมุดออกจากเต็นท์ มองท้องฟ้าที่ยังคงสว่างอยู่บ้าง อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาว่า
“ที่บ้าอะไรวะเนี่ย... สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืดเลย เสี่ยวเหอ นายไปดูทางสวีสิงหน่อยสิว่าเป็นยังไงบ้าง? อย่าบอกนะว่ายังกางเต็นท์ไม่เสร็จ!”
จะว่าไป วันนี้ตอนเที่ยงพวกเขาก็แค่หาที่ราบ ๆ ในส่วนลึกของเมืองกางเต็นท์กันส่ง ๆ พอกินอิ่มดื่มหนำสำราญแล้วทั้งสี่คนก็เล่นไพ่กันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็นอนหลับไปอย่างสบายอารมณ์
จนกระทั่งตอนนี้เพิ่งจะตื่นขึ้นมา
ในสายตาของหลิวหนิง การที่คนอย่างสวีสิงซึ่งเป็นเหมือนดอกไม้ในเรือนกระจกจะกางเต็นท์ไม่เป็นนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงมาก