- หน้าแรก
- ยินดีต้อนรับสู่เมืองร้างของผม
- บทที่ 1 เขาคือดอกไม้ในเรือนกระจก อดทนได้ไม่กี่วัน
บทที่ 1 เขาคือดอกไม้ในเรือนกระจก อดทนได้ไม่กี่วัน
บทที่ 1 เขาคือดอกไม้ในเรือนกระจก อดทนได้ไม่กี่วัน
บทที่ 1 เขาคือดอกไม้ในเรือนกระจก อดทนได้ไม่กี่วัน
“โหยหาความสันโดษ? ลูกจะไปทะเลทรายอันกว้างใหญ่มองดูดาว ขัดเกลาจิตใจ? ดี! เพื่อสนองความต้องการของลูก! ครั้งนี้พ่อให้เวลาลูกหนึ่งปีเต็ม มณฑลซู่ชิง เมืองจิ่วเก๋อ อำเภออาไซ่ เมืองปิโตรเลียมร้างที่ทะเลสาบน้ำแข็ง พร้อมเงินสดห้าแสน! ให้เวลาเตรียมตัวหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนหลังจากนั้นเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ อยู่ที่นั่นให้ครบหนึ่งปี หลังจากนั้นพวกเราจะฟังลูก! แต่ถ้าทนไม่ไหวก็กลับมาแต่งงานกับซู่ซู่มีลูกสืบทอดกิจการซะ! อย่ามาพูดเรื่องจิตใจอิสระ บทกวีกับแดนไกล ความลำบากในชีวิตอะไรพวกนี้อีก! นอกจากนี้ ลูกดูข้อตกลงก่อน ถ้าไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ก็เซ็นชื่อซะ! แต่ลูกต้องคิดให้ดี ข้อตกลงนี้เมื่อเซ็นลงนามแล้วต้องปฏิบัติตาม ถ้าอยู่ที่นั่นไม่ได้แล้วเปลี่ยนใจแต่ไม่ยอมสืบทอดกิจการ ก็อย่าหาว่าพ่อไม่เห็นแก่ความเป็นพ่อลูก”
ณ เมืองท่า ประเทศเซี่ย ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
ในอาคารสำนักงานตกแต่งอย่างดีแห่งหนึ่งบนถนนวงแหวนรอบที่สอง ชายวัยกลางคนในชุดสูทได้ผลักเอกสารหนาปึกหนึ่งไปให้ชายหนุ่มผมยาวประบ่าที่สวมเสื้อยืดเรียบง่าย
“สัญญาเช่าเมืองปิโตรเลียม?”
ชายหนุ่มเหลือบมองชื่อเอกสารบนโต๊ะกาแฟ มุมปากยกขึ้นอย่างดูแคลน จากนั้นก็หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อในสัญญาอีกฉบับอย่างเด็ดขาดทันที
เซ็นเสร็จ ชายหนุ่มไม่พูดอะไรสักคำ หยิบกระเป๋าเดินทางบนโซฟาขึ้นมา สะบัดผมแล้วหันหลังเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างคล่องแคล่วและไม่ลังเล ทิ้งไว้เพียงชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโซฟา
ปัง!
พร้อมกับเสียงปิดประตู หญิงวัยกลางคนที่นั่งบนโซฟามองไปยังชายที่เพิ่งพูดเมื่อสักครู่ด้วยใบหน้ากังวล
“เหล่าสวี วิธีนี้มันจะได้ผลจริง ๆ เหรอ? เมืองปิโตรเลียมร้างทะเลสาบน้ำแข็งนั่น ตอนนี้ในรัศมีร้อยลี้ไม่มีใครอยู่เลย มันเป็นเขตไร้ผู้คน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา...”
“วางใจเถอะ! ผมก็แค่อยากให้เขารู้ว่าบทกวีกับแดนไกลและความสวยงามที่สื่อโซเชียลสร้างขึ้นมันเป็นคนละเรื่องกันเลย ถึงได้จงใจหาสถานที่นี้! ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ไปอยู่ที่นั่นไม่กี่วันเขาก็จะโทรหาพวกเราเอง”
โบกมือไปมา ชายวัยกลางคนทำท่าทางให้หญิงสาวไม่ต้องกังวลด้วยสีหน้ามั่นใจ
“แต่คุณก็รู้ว่านิสัยเขาเป็นยังไง ดื้อรั้นมาก ถ้าเขายังฝืนทนอยู่ล่ะ...”
“วางใจเถอะ ผมให้เหล่าหลิวจัดคนแอบตามเขาไปแล้ว ถ้าเกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ จะต้องพาเขากลับมาได้ทันทีแน่นอน”
“งั้น… ก็ได้ สภาพของเขาตอนนี้ก็สมควรให้ความเป็นจริงสั่งสอนสักหน่อย เด็กซู่ซู่ทั้งสวยทั้งนิสัยดีขนาดนั้น เขาไม่ยอมแม้แต่จะเจอหน้า ไม่ยอมแม้แต่จะดูรูป มันก็เกินไปจริง ๆ”
เงียบไปครู่หนึ่ง ความกังวลบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนค่อย ๆ จางหายไป ในที่สุดก็พยักหน้า
“เรื่องของซู่ซู่คุณไม่ต้องห่วง ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านจัดการเอง เขาหนีไม่พ้นหรอก!”
“เฮ้อ!”
ตะวันขึ้นตะวันตก เวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีก พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
เดือนกรกฎาคมของดาวเคราะห์สีน้ำเงินร้อนอบอ้าวเหมือนกับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นผิวของดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ อุณหภูมิสูงกว่าที่อื่นมาก
ตอนเที่ยง สิบสองนาฬิกา ร่างหนึ่งยืนอยู่ริมถนนมองออกไป เห็นแต่ความเสื่อมโทรม ซากปรักหักพังอยู่ทั่วไปหมด รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาลร้างที่อยู่สุดปลายถนน สวีสิงทำได้เพียงแต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“ถึงแม้ว่าความรักของพ่อแม่จะเห็นแก่ตัวจนน่าอึดอัด ซึ่งฉันก็เข้าใจนายนะ แต่นายก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรสุดโต่งขนาดนี้เลย”
หนึ่งชั่วโมงก่อน สวีสิงที่ยังคงดูสถานการณ์ตลาดหุ้นอยู่บนโลก จู่ ๆ ก็หน้ามืดไป พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นสวีสิงในโลกนี้ไปแล้ว
ตอนนี้เขาซึมซับความทรงจำของที่นี่จนหมดแล้ว และเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองดี
สวีสิง เพศชาย อายุยี่สิบสองปี หล่อเหลาจนน่าตะลึง
เขาเกิดในครอบครัวแพทย์ ภายใต้การจัดการของพ่อแม่ เขาเริ่มเรียนรู้ตัวอักษรตอนอายุสองขวบ เริ่มเรียนภาษาต่างประเทศตอนอายุสามขวบ พออายุเจ็ดขวบก็เรียนจบหลักสูตรมัธยมปลายแล้ว และเริ่มศึกษาทฤษฎีการแพทย์แผนปัจจุบัน
อายุสิบห้าปีถูกส่งไปต่างประเทศ เรียนแพทย์แผนปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของดาวเคราะห์สีน้ำเงินอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อายุสิบแปดปีเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีทั้งหมด เรียนต่อปริญญาโท และอีกห้าปีต่อมา จบปริญญาเอกแล้วกลับประเทศ!
ในช่วงเวลายี่สิบกว่าปีนี้ สวีสิงกลายเป็น “ลูกคนอื่น” ที่ใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา
แต่ตัวสวีสิงเองกลับไม่มีเวลาหรือพื้นที่ส่วนตัวแม้แต่น้อย จะดื่มนมกี่โมง นอนกี่โมง ตื่นกี่โมง ล้วนถูกจัดตารางไว้อย่างเข้มงวด
จนกระทั่งสวีสิงอายุยี่สิบปี ก็ยังคงคิดว่าไนท์คลับเป็นสถานที่ประชุมตอนกลางคืน
ตามการจัดการของพ่อสวีและแม่สวี ต่อไปสวีสิงจะต้องไปเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในเครือสวีซื่อกรุ๊ป แต่งงานกับผู้หญิงที่ชื่อฉินซู่ซู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เข้ามาดูแลกิจการสวีซื่อเมดิคอลกรุ๊ปทั้งหมด
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ความอดทนของสวีสิงอาจจะถึงขีดสุด หรือบางทีภายในใจอาจจะพังทลายไปแล้ว เขาเริ่มต่อต้านครอบครัวทุกวิถีทาง ไม่ยอมรับการจัดการของครอบครัวอีกต่อไป จึงได้เกิดเหตุการณ์ตรงหน้านี้ขึ้น
“ความรักของพ่อแม่ที่น่าอึดอัดแบบนี้มันรับได้ยากจริง ๆ แต่นายก็ไม่จำเป็นต้องตัดทางถอยของตัวเองเลยนี่นา สภาพแบบนี้มันไม่ใช่แค่ตั้งใจจะอยู่ปีเดียวแล้วสิ ดูเหมือนว่าจะตั้งใจอยู่ที่นี่ถาวร แถมยังจะตัดขาดกับทางบ้านให้เด็ดขาดอีก”
เมื่อได้สติกลับมา สวีสิงมองไปที่รถกระบะคันใหญ่ด้านหลังและข้าวของที่เต็มแน่นอยู่ในกระบะ พลันอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง
ข้าวของมีทั้งเต็นท์ น้ำ ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน ธัญพืช บิสกิตอัดแท่งหลายสิบกล่อง เทียนไขสองกล่อง เตาแก๊สพกพา แผงโซลาร์เซลล์ และอื่น ๆ
ที่เด็ดกว่านั้นคือ ก่อนออกเดินทางสวีสิงแอบทุกคนไปเปลี่ยนชื่อ ทำบัตรประชาชนใหม่ บนบัตรประชาชนตอนนี้ชื่อสวีซินเซิง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขา (ผู้แต่ง: ประเทศเซี่ยไม่มีระบบทะเบียนบ้าน ใช้ระบบหนึ่งคนหนึ่งบัตร และบัตรนั้นจะต้องพกติดตัวไปทุกที่)
แน่นอน เรื่องนี้ยังไม่เท่าไหร่
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในห้องโดยสารตอนนี้ยังมีโฉนดที่ดินของเมืองปิโตรเลียมร้างที่ไม่มีอะไรเลยตรงหน้านี้วางอยู่
ในความทรงจำ พ่อสวีและแม่สวีให้แค่สัญญาเช่าเมืองปิโตรเลียมร้างแห่งนี้ แต่ใครจะคิดว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่พูดอะไรสักคำ กลับไปหาหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรงแล้วใช้เงินแต๊ะเอียที่เก็บสะสมมาตั้งแต่เด็กซื้อเมืองนี้มาเลย
แน่นอน เมืองปิโตรเลียมร้างแบบนี้ก็ไม่ได้มีราคาอะไร โดยพื้นฐานแล้วเหมือนซื้อหนึ่งแถมสิบ เงินที่เหลือทั้งหมดก็นำไปซื้อรถกระบะคันหนึ่งกับข้าวของเครื่องใช้เหล่านั้น
เมื่อเช้านี้โฉนดที่ดินเพิ่งจะมาถึงมือ ผลปรากฏว่าสวีสิงก็มาถึงดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้ว
“ตอนนี้จะทำยังไงดี? เงินก็ใช้หมดแล้ว”
หลังคลำกระเป๋ากางเกง สวีสิงก็เกาหัว
สำหรับเรื่องการเดินทางข้ามมิติเขารับได้หมด สิ่งเดียวที่รับไม่ได้ในตอนนี้คือสภาพแวดล้อมของเมืองปิโตรเลียมแห่งนี้ แทนที่จะบอกว่าเป็นเมืองร้าง สู้บอกว่าเป็นทะเลทรายที่ไม่มีอะไรเลยยังจะดีกว่า
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่! อยู่ไปสักพักก่อนค่อยว่ากัน”
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สวีสิงก็เดินไปที่รถกระบะ
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสวีสิงในโลกนี้จนแยกกันไม่ออกแล้ว แต่ความคิดที่จะยอมอ่อนข้อให้พ่อสวีแม่สวี แล้วกลับไปสืบทอดกลุ่มบริษัทการแพทย์มูลค่าเกือบแสนล้าน พอผุดขึ้นมาในใจก็ถูกกดกลับลงไปทันที
การมีเงินเป็นเรื่องดี แต่เขาคุ้นเคยกับอิสรภาพบนโลกแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือบรรยากาศในครอบครัวที่น่าอึดอัดแบบนั้นมันทำให้คนพังทลายได้จริง ๆ
แค่คิดก็ปวดหัวจี๊ด ๆ แล้ว
ดังนั้น นอกจากว่าวันหนึ่งจะต้องอดตายอยู่ข้างนอกจริง ๆ จนไม่มีทางไป ถึงตอนนั้นก็จะไม่ยอมเป็นหุ่นเชิดที่ต้องเชื่อฟังทุกอย่างเด็ดขาด
“แต่ว่า สถานที่ที่พวกเขาเลือกนี่มันสุดยอดจริง ๆ ตั้งใจจะบีบให้คนกลับไปให้ได้ สภาพแวดล้อมแบบนี้อย่าว่าแต่คนที่ไม่มีประสบการณ์การเอาชีวิตรอดในป่าจะอยู่ได้ถึงหนึ่งปีเลย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดารระดับสูงก็คงจะลำบากเหมือนกัน”
เขาปีนขึ้นไปบนรถกระบะเอาเต็นท์สำหรับกางในที่โล่งแจ้งลงมา ยืนตัวตรง สัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าและความเงียบสงัดโดยรอบ สวีสิงส่ายหัวอีกครั้ง
พูดตามตรง เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่พอมองไปรอบ ๆ ในใจก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ถึงขนาดไม่กล้าเข้าไปดูในส่วนลึกของเมืองคนเดียวว่ามันเป็นยังไง
มีเพียงริมถนนเท่านั้นที่ยังพอทำให้ใจสงบลงได้บ้าง
ฟู่ว!
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ลมพัดมาวูบหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นฤดูร้อน แต่ลมทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่นุ่มนวลเหมือนทางใต้ มันแรงมากและมีกำลัง ทำให้เต็นท์ที่เพิ่งเอาลงมาเมื่อสักครู่สั่นไหวส่งเสียงดังพรึ่บพรั่บ
“ดูท่าแล้วต้องหาวิธีสร้างที่พักพิงที่มั่นคงหน่อย เต็นท์ตั้งแคมป์พอจะใช้ได้แค่คืนสองคืน ถ้ามากกว่านั้น...”
สวีสิงเหลือบมองไปที่เต็นท์ แล้วหันไปมองสุดปลายถนนที่เงียบเหงาอีกครั้ง
เมืองปิโตรเลียมทะเลสาบน้ำแข็งตั้งอยู่ลึกเข้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเซี่ย เมื่อก่อนเคยเป็นฐานปิโตรเลียม!
ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดเมืองนี้เคยมีคนอาศัยและทำงานอยู่ถึงหนึ่งแสนคน ต่อมาเมื่อทรัพยากรปิโตรเลียมหมดลง คนงานปิโตรเลียมก็ย้ายออกไป เมืองจึงกลายเป็นเขตไร้ผู้คนในชั่วข้ามคืน
แต่ถึงแม้ว่าที่นี่จะเคยรุ่งเรืองมาก่อน ก็ไม่อาจปิดบังสภาพภูมิประเทศที่เลวร้ายได้
เมืองทะเลสาบน้ำแข็งตั้งอยู่บนทะเลทรายโกบีทางตีนเขาด้านใต้ของภูเขาอาจินซาน อยู่บริเวณขอบด้านเหนือของแอ่งไฉ่มู่ ระดับความสูงเฉลี่ยเกือบสามพันเมตร ปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยมาก บริเวณโดยรอบยังมีภูมิประเทศแบบหย่าตัน(1)จำนวนมาก
พอถึงฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงเหลือยี่สิบถึงสามสิบองศา
แน่นอนว่าทำได้แค่ช่วงฤดูร้อนนี้เท่านั้น ถ้าถึงฤดูหนาวแล้วยังพักในเต็นท์ตั้งแคมป์ จะต้องแข็งตายอย่างแน่นอน
สิ่งเดียวที่ทำให้สวีสิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างก็คือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 215 ของประเทศเซี่ยตัดผ่านเมืองจากเหนือจรดใต้ ทางทิศเหนือของเมืองห่างออกไปสองกิโลเมตรมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ส่วนทางทิศตะวันออกห่างออกไปสี่สิบกิโลเมตรมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ชื่อว่าทะเลสาบน้ำแข็ง เรื่องน้ำกินน้ำใช้จึงไม่ใช่ปัญหา
เมืองปิโตรเลียมทะเลสาบน้ำแข็งก็ได้ชื่อนี้มาด้วยเหตุนี้เอง
“แต่จะทำอะไรดีล่ะ กันลม แข็งแรง เก็บความร้อนได้ ล้วนเป็นข้อกำหนดที่จำเป็น”
เมื่อได้สติกลับมา สวีสิงก็เริ่มครุ่นคิดทันที
ก่อนมาที่นี่เขาเคยเป็นเชฟระดับเจ็ดดาวของโรงแรมชั้นนำในประเทศ อีกทั้งยังชอบตั้งแคมป์เป็นชีวิตจิตใจ ขอแค่มีเวลาก็จะแบกเป้เดินทางท่องเที่ยว ถึงขนาดเคยปีนขึ้นไปบนยอดเขาเอเวอเรสต์มาแล้ว
ดังนั้น การใช้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่มีอยู่สร้างที่พักพิงที่มั่นคงจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
“ช่างมันเถอะ ลองหาดูรอบ ๆ ก่อนว่ามีอะไรที่พอจะใช้ได้บ้าง!”
ครู่ต่อมา สวีสิงหันหลังเดินไปยังซากปรักหักพังด้านหลังรถกระบะ
บนรถกระบะโดยพื้นฐานแล้วมีแต่ของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากเต็นท์หนึ่งหลังแล้ว อย่างอื่นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างที่พักพิงเลย เขาจะไม่หาวัสดุก็ไม่ได้
หารู้ไม่ว่า ในขณะที่สวีสิงกำลังจะเริ่มสร้างที่พักพิงอย่างเป็นทางการ
ในมุมหนึ่งของอาคารร้างที่อยู่ลึกเข้าไปของเมืองร้าง
ชายสี่คนที่สวมชุดลายพรางสีเทาดินกำลังรวมหัวปรึกษาอะไรบางอย่าง ข้าง ๆ พวกเขามีกระเป๋าเดินทางสำหรับรถออฟโรดขนาดใหญ่ห้าหกใบวางอยู่
“พี่หลิว เมื่อกี้ผมแอบไปดูมาแล้ว เขาเหมือนจะกางเต็นท์แล้วนะ!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งมองไปยังชายวัยประมาณสี่สิบปีที่ไว้เคราครึ้มซึ่งอยู่ตรงกลาง
“กางเต็นท์? เขาคงไม่ได้เห็นนายใช่ไหม!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นก็หันไปมองไกล ๆ โดยไม่รู้ตัว
ชายคนนั้นชื่อหลิวหนิง เป็นหัวหน้าทีมที่พ่อสวีส่งมาคอยดูแลและจับตามองสวีสิงอย่างลับ ๆ เพื่อให้ภารกิจที่พ่อสวีมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ครั้งนี้เขาจึงได้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งแคมป์ในป่าสามคนจากชมรมออฟโรดชั้นนำในประเทศมาโดยเฉพาะ
ตั้งแต่สวีสิงขับรถไปยังเมืองปิโตรเลียมทะเลสาบน้ำแข็ง พวกเขาก็แอบตามหลังมาตลอดจนถึงตอนนี้
“พี่หลิววางใจเถอะ ผมอยู่ไกลมากแล้วก็ใช้กล้องส่องทางไกลกำลังขยายสูงมากด้วย เขาไม่มีทางเห็นพวกเราแน่นอน”
เมื่อได้คำถามจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มรีบส่ายหน้า
“เอาล่ะ ถ้าปลอดภัยดีก็ยังไม่ต้องไปสนใจเขา พวกเราเองก็กางเต็นท์พักผ่อนกินอะไรกันหน่อย! ที่ผีสิงนี่มันจริง ๆ เลย...”
หลิวหนิงเบ้ปาก
ตลอดทางที่ผ่านมา เขาไม่คิดเลยว่าบนโลกนี้จะมีสถานที่แบบที่เห็นในหนังผีอยู่จริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับมอบหมายภารกิจ เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว
“ได้ครับ! เออใช่ พี่หลิว น้ำที่เราเอามาครั้งนี้มันน้อยไปหน่อย เราไปหาแหล่งน้ำกันก่อนดีไหม?”
ขณะที่พยักหน้า ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดต่อ
“หาแหล่งน้ำ? ไม่ต้อง! สวีสิงมันก็แค่ดอกไม้ในเรือนกระจก ครั้งนี้ก็แค่งอนกับพ่อแม่เฉย ๆ! สถานที่ผีสิงแบบนี้ เขาอยู่ได้แค่วันสองวันก็คงจะยอมกลับบ้านเองนั่นแหละ”
พอได้ยินดังนั้น หลิวหนิงรีบโบกมือแล้วตอบกลับอย่างมั่นใจ
……….……….……….……….
ภูมิประเทศแบบหย่าตัน (Yardang landform) คือ ลักษณะภูมิประเทศแบบหนึ่งที่เกิดจากการกัดเซาะของลมและทรายเป็นหลัก พบได้ในพื้นที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง เช่น ทะเลทราย