เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 98 พบพานสหายเก่า

บทที่ 98 พบพานสหายเก่า

บทที่ 98 พบพานสหายเก่า 


หลัวเฉิงใช้เพียงแค่ความสามารถในการกลืนกินวิญญาณเท่านั้น แต่มิได้กล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับเกล็ดเก้าสีของตน

“เจ้าสามารถกลืนกินวิญญาณสัตว์อสูรและวิญญาณยุทธ์ แล้วทำให้วิญญาณยุทธ์เติบโตงั้นหรือ!”

หลัวหงเคี้ยวคำเหล่านี้ซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ

แม้นเขาจะเคยได้ยินมาว่า หลังผู้ฝึกยุทธ์ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ของตนให้ตื่นขึ้น บางครั้งก็มีพรสวรรค์ของวิญญาณยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทว่า วิญญาณยุทธ์ของหลัวเฉิงกลับไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นวิญญาณยุทธ์ชนิดใด...

หลังต้องประสบพบกับความสามารถวิญญาณยุทธ์เช่นนี้ หลัวหงจึงกล่าวน้ำเสียงจริงจัง “เฉิงเอ๋อร์ เจ้าได้บอกเรื่องนี้กับผู้ใดอีกหรือไม่”

หลัวเฉิงส่ายศีรษะปฏิเสธ

“ดี! นับแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรับรู้อีกแม้แต่ข้า และที่สำคัญกว่าคืออย่าใช้พลังนี้ต่อหน้าผู้อื่นเป็นอันขาด เจ้าเข้าใจที่พ่อบอกหรือไม่!”

หลัวหงให้คำเตือนก่อนกล่าวอีกครั้งว่า “ผู้คนล้วนหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้จัก พาพวกเขารู้ว่าวิญญาณยุทธ์ของเจ้า สามารถกลืนกินวิญญาณยุทธ์ของผู้อื่นเพื่อเติบโตได้ มันจะกลายเป็นหายนะต่อตัวเจ้าอย่างแน่นอน! หากเป็นเช่นนั้น แม้แต่สวรรค์หรือโลกก็ไม่อาจมีที่ให้เจ้าซ่อนตัวได้!”

หลัวเฉิงพยักหน้า “ขอรับท่านพ่อ ข้าจะจำมันเอาไว้”

เมื่อได้รู้ว่าวิญญาณยุทธ์ที่หลัวเฉิงปลุกขึ้นมานั้นหาใช่ขยะอย่างแท้จริง หลัวหงก็แสดงสีหน้าสำราญใจจากก้นบึ้ง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ก็สายมากแล้ว เรารีบเดินทางต่อกันเถอะ”

มากกว่าสิบวันต่อมา ทั้งสองก็มาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีนามว่าเมืองหลินหยาง

เมื่อทอดสายตามองยังเมืองหลินหยาง ดวงตาหลัวหงก็ฉายแววเศร้าโศก

“หลังเดินทางผ่านเมืองหลินหยางออกไปราวสามร้อยลี้ก็จะถึงเมืองหลินเจียง ซึ่งเมืองหลินเจียงนั้นมีท่าเรือข้ามฟากไปยังสามสำนักหลัก หากเจ้าต้องการไปยังสำนักซวนหยวน ก็จำต้องนั่งเรือข้ามฟากไปเท่านั้น!”

“ขอรับท่านพ่อ”

หลัวเฉิงรู้อยู่ก่อนแล้วว่า บิดาและมารดาเขาพบกันคราแรกที่เมืองหลินเจียง ดังนั้นเขาจึงไม่อยากกล่าวสิ่งใดที่ทำให้บิดาตนต้องลำบากใจ

“พวกเรารีบหาที่พักก่อนเถิด”

หลัวหงลงจากหลังม้าแล้วจูงม้าดำย่างเข้าสู่เมืองหลินหยาง

หลัวเฉิงตามมาไม่ห่างแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ ท่านเคยเป็นศิษย์ของสามสำนักหลัก ท่านพ่อฝึกฝนกับสำนักใดงั้นหรือ?”

หลัวหงแย้มยิ้มกล่าวว่า “ข้าเลือกฝึกฝนกับสำนักเมฆาอัสนี แรกเริ่มนั้นข้า…”

เอี๊ยงงง!

ก่อนที่หลัวหงจะทันได้กล่าวจบ ก็พลันได้ยินเสียงแผดคำรามระคายหูดังมาจากบนฟากฟ้า ก่อนท้องนภาจะมืดมิดสนิทลง

“วิหคเพลิงแห่งสำนักเมฆาอัสนี!”

หลัวหงผงะตกใจ ขณะที่เงยหน้าขึ้นมองยังทิศใต้ของฟากฟ้า

หลัวเฉิงก็เหลียวมองไปทางนั้นเฉกเช่นเดียวกัน ก่อนที่รูม่านตาของเขาจะหดแคบลงทันใด

ขณะนี้ มวลหมู่เมฆินทร์บนท้องฟ้าทางใต้ คล้ายดั่งถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุ

ท่ามกลางเมฆีสีแดงฉาน ปรากฏร่างวิหคยักษ์ตัวหนึ่ง

ขนทั่วร่างของมันมีสีแดงทองอันงดงาม คราที่ปีกของวิหคยักษ์ตัวนั้นกางออก มาตรประมาณราวสามร้อยฉื่อเห็นจะได้ หากมองระยะไกลก็คล้ายกับลูกไฟที่เหินลอยอยู่ท่ามกลางนภากาศมิมีผิด!

เมื่อมันเริ่มบินเข้ามาใกล้ บนหลังของวิหคยักษ์ตัวนั้นก็ปรากฏมีหลายร่างยืนอยู่

“ซุนหยิงหยาง!”

ครั้นจับจ้องไปยังผู้นำที่ยืนอยู่เบื้องหน้าบนหลังของวิหคยักษ์ ทันใดนัยน์ตาหลัวหงก็ประกายแสงอันเฉียบคม ขณะที่ในมือกำสายบังเหียนกระชับแน่นจนซีดขาวเล็กน้อย

“ซุนหยิงหยาง....”

หลัวเฉิงสังเกตเห็นออกกับกิริยาที่เปลี่ยนไปของบิดาตน ครั้นได้นึกคิดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับนามนี้ ใบหน้าของหลัวเฉิงก็พลันเปลี่ยนสีเฉกเช่นเดียวกัน

นั่นเพราะว่า นามซุนหยิงหยางนี้ เขาเองก็เคยได้ยินมาก่อน

บุคคลนี้ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นศิษย์น้องของบิดาเขามาก่อน

และเป็นชายคนนี้เอง ที่ทำให้บิดาเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณล้วนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้บิดาเขาจึงไม่อาจฝึกฝนให้ก้าวหน้าได้! นั่นทำให้บิดาเขาต้องทุกข์ทรมานเซื่องซึมอยู่หลายสิบปี และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการร่ำสุราเพียงเท่านั้น!

ซึ่งนามนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นบุคคลที่หลัวเฉิงเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งใด!

หลังวิหคยักษ์ทะยานผ่านเมืองหลินหยางไปชั่วขณะ ระหว่างที่ร่างมันลอยไปใกล้จะลับตา จู่ๆ ทิศทางมันก็ผันเปลี่ยน ก่อนโฉบบินเฉี่ยววนย้อนมาอีกครั้ง

วืด!

ไม่ช้า วิหคยักษ์ก็ร่อนลงเบื้องหน้าของหลัวหงและหลัวเฉิง ขณะที่มันมาถึง สายลมก็กระโชกแรงยามที่มันกระพือปีก พานให้ม้าดำสองตัวตื่นตระหนก

ระหว่างนั้น สี่ร่างที่ยืนอยู่หลังของวิหคยักษ์เมื่อครู่ก็ย่างเท้าลงมา ผู้นำเป็นชายวัยกลางคนโหนกแก้มสูง ไหล่ว่าว ดวงตาดุร้ายคล้ายกับหมาป่า เขาสวมอาภรณ์สีม่วงทอง

ถัดจากเขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี ใบหน้านั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับชายวัยกลางคน เขาสวมอาภรณ์สีขาว และมีผ้ารูปลักษณ์ดั่งเปลวไฟอยู่ตรงอก ที่เอวเขามีดาบยาวเหน็บอยู่ สายตาเขาเรียวคมแสดงความเย่อหยิ่งผิดมนุษย์ทั่วไป

ต่อจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาว ก็มีชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่ดูมีอายุเท่าเทียมกัน บนชุดคลุมทั้งสองก็มีสัญลักษณ์เปลวไฟตรงอกเช่นเดียวกัน

“ฮ่าฮ่า ข้าก็คิดอยู่ว่า ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกหนาวพิกลในตอนเที่ยงวัน ที่แท้ก็เป็นสหายเก่านั่นเอง”

ชายวัยกลางคนมองยังหลัวหงด้วยดวงตาหรี่แหลมเล็กน้อย ใบหน้าคล้ายดั่งว่ากำลังยิ้มแต่ก็มิใช่ยิ้มเสียทีเดียว

“ศิษย์น้องไม่ได้พบศิษย์พี่หลัวหงมาหลายปีแล้ว ไม่ทราบว่าท่านยังสบายดีหรือไม่”

จบบทที่ บทที่ 98 พบพานสหายเก่า

คัดลอกลิงก์แล้ว