- หน้าแรก
- จอมราชันวิญญาณมังกร
- บทที่ 98 พบพานสหายเก่า
บทที่ 98 พบพานสหายเก่า
บทที่ 98 พบพานสหายเก่า
หลัวเฉิงใช้เพียงแค่ความสามารถในการกลืนกินวิญญาณเท่านั้น แต่มิได้กล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับเกล็ดเก้าสีของตน
“เจ้าสามารถกลืนกินวิญญาณสัตว์อสูรและวิญญาณยุทธ์ แล้วทำให้วิญญาณยุทธ์เติบโตงั้นหรือ!”
หลัวหงเคี้ยวคำเหล่านี้ซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ
แม้นเขาจะเคยได้ยินมาว่า หลังผู้ฝึกยุทธ์ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ของตนให้ตื่นขึ้น บางครั้งก็มีพรสวรรค์ของวิญญาณยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทว่า วิญญาณยุทธ์ของหลัวเฉิงกลับไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นวิญญาณยุทธ์ชนิดใด...
หลังต้องประสบพบกับความสามารถวิญญาณยุทธ์เช่นนี้ หลัวหงจึงกล่าวน้ำเสียงจริงจัง “เฉิงเอ๋อร์ เจ้าได้บอกเรื่องนี้กับผู้ใดอีกหรือไม่”
หลัวเฉิงส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ดี! นับแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรับรู้อีกแม้แต่ข้า และที่สำคัญกว่าคืออย่าใช้พลังนี้ต่อหน้าผู้อื่นเป็นอันขาด เจ้าเข้าใจที่พ่อบอกหรือไม่!”
หลัวหงให้คำเตือนก่อนกล่าวอีกครั้งว่า “ผู้คนล้วนหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้จัก พาพวกเขารู้ว่าวิญญาณยุทธ์ของเจ้า สามารถกลืนกินวิญญาณยุทธ์ของผู้อื่นเพื่อเติบโตได้ มันจะกลายเป็นหายนะต่อตัวเจ้าอย่างแน่นอน! หากเป็นเช่นนั้น แม้แต่สวรรค์หรือโลกก็ไม่อาจมีที่ให้เจ้าซ่อนตัวได้!”
หลัวเฉิงพยักหน้า “ขอรับท่านพ่อ ข้าจะจำมันเอาไว้”
เมื่อได้รู้ว่าวิญญาณยุทธ์ที่หลัวเฉิงปลุกขึ้นมานั้นหาใช่ขยะอย่างแท้จริง หลัวหงก็แสดงสีหน้าสำราญใจจากก้นบึ้ง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ก็สายมากแล้ว เรารีบเดินทางต่อกันเถอะ”
มากกว่าสิบวันต่อมา ทั้งสองก็มาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีนามว่าเมืองหลินหยาง
เมื่อทอดสายตามองยังเมืองหลินหยาง ดวงตาหลัวหงก็ฉายแววเศร้าโศก
“หลังเดินทางผ่านเมืองหลินหยางออกไปราวสามร้อยลี้ก็จะถึงเมืองหลินเจียง ซึ่งเมืองหลินเจียงนั้นมีท่าเรือข้ามฟากไปยังสามสำนักหลัก หากเจ้าต้องการไปยังสำนักซวนหยวน ก็จำต้องนั่งเรือข้ามฟากไปเท่านั้น!”
“ขอรับท่านพ่อ”
หลัวเฉิงรู้อยู่ก่อนแล้วว่า บิดาและมารดาเขาพบกันคราแรกที่เมืองหลินเจียง ดังนั้นเขาจึงไม่อยากกล่าวสิ่งใดที่ทำให้บิดาตนต้องลำบากใจ
“พวกเรารีบหาที่พักก่อนเถิด”
หลัวหงลงจากหลังม้าแล้วจูงม้าดำย่างเข้าสู่เมืองหลินหยาง
หลัวเฉิงตามมาไม่ห่างแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านพ่อ ท่านเคยเป็นศิษย์ของสามสำนักหลัก ท่านพ่อฝึกฝนกับสำนักใดงั้นหรือ?”
หลัวหงแย้มยิ้มกล่าวว่า “ข้าเลือกฝึกฝนกับสำนักเมฆาอัสนี แรกเริ่มนั้นข้า…”
เอี๊ยงงง!
ก่อนที่หลัวหงจะทันได้กล่าวจบ ก็พลันได้ยินเสียงแผดคำรามระคายหูดังมาจากบนฟากฟ้า ก่อนท้องนภาจะมืดมิดสนิทลง
“วิหคเพลิงแห่งสำนักเมฆาอัสนี!”
หลัวหงผงะตกใจ ขณะที่เงยหน้าขึ้นมองยังทิศใต้ของฟากฟ้า
หลัวเฉิงก็เหลียวมองไปทางนั้นเฉกเช่นเดียวกัน ก่อนที่รูม่านตาของเขาจะหดแคบลงทันใด
ขณะนี้ มวลหมู่เมฆินทร์บนท้องฟ้าทางใต้ คล้ายดั่งถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุ
ท่ามกลางเมฆีสีแดงฉาน ปรากฏร่างวิหคยักษ์ตัวหนึ่ง
ขนทั่วร่างของมันมีสีแดงทองอันงดงาม คราที่ปีกของวิหคยักษ์ตัวนั้นกางออก มาตรประมาณราวสามร้อยฉื่อเห็นจะได้ หากมองระยะไกลก็คล้ายกับลูกไฟที่เหินลอยอยู่ท่ามกลางนภากาศมิมีผิด!
เมื่อมันเริ่มบินเข้ามาใกล้ บนหลังของวิหคยักษ์ตัวนั้นก็ปรากฏมีหลายร่างยืนอยู่
“ซุนหยิงหยาง!”
ครั้นจับจ้องไปยังผู้นำที่ยืนอยู่เบื้องหน้าบนหลังของวิหคยักษ์ ทันใดนัยน์ตาหลัวหงก็ประกายแสงอันเฉียบคม ขณะที่ในมือกำสายบังเหียนกระชับแน่นจนซีดขาวเล็กน้อย
“ซุนหยิงหยาง....”
หลัวเฉิงสังเกตเห็นออกกับกิริยาที่เปลี่ยนไปของบิดาตน ครั้นได้นึกคิดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับนามนี้ ใบหน้าของหลัวเฉิงก็พลันเปลี่ยนสีเฉกเช่นเดียวกัน
นั่นเพราะว่า นามซุนหยิงหยางนี้ เขาเองก็เคยได้ยินมาก่อน
บุคคลนี้ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นศิษย์น้องของบิดาเขามาก่อน
และเป็นชายคนนี้เอง ที่ทำให้บิดาเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณล้วนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้บิดาเขาจึงไม่อาจฝึกฝนให้ก้าวหน้าได้! นั่นทำให้บิดาเขาต้องทุกข์ทรมานเซื่องซึมอยู่หลายสิบปี และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการร่ำสุราเพียงเท่านั้น!
ซึ่งนามนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นบุคคลที่หลัวเฉิงเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งใด!
หลังวิหคยักษ์ทะยานผ่านเมืองหลินหยางไปชั่วขณะ ระหว่างที่ร่างมันลอยไปใกล้จะลับตา จู่ๆ ทิศทางมันก็ผันเปลี่ยน ก่อนโฉบบินเฉี่ยววนย้อนมาอีกครั้ง
วืด!
ไม่ช้า วิหคยักษ์ก็ร่อนลงเบื้องหน้าของหลัวหงและหลัวเฉิง ขณะที่มันมาถึง สายลมก็กระโชกแรงยามที่มันกระพือปีก พานให้ม้าดำสองตัวตื่นตระหนก
ระหว่างนั้น สี่ร่างที่ยืนอยู่หลังของวิหคยักษ์เมื่อครู่ก็ย่างเท้าลงมา ผู้นำเป็นชายวัยกลางคนโหนกแก้มสูง ไหล่ว่าว ดวงตาดุร้ายคล้ายกับหมาป่า เขาสวมอาภรณ์สีม่วงทอง
ถัดจากเขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี ใบหน้านั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับชายวัยกลางคน เขาสวมอาภรณ์สีขาว และมีผ้ารูปลักษณ์ดั่งเปลวไฟอยู่ตรงอก ที่เอวเขามีดาบยาวเหน็บอยู่ สายตาเขาเรียวคมแสดงความเย่อหยิ่งผิดมนุษย์ทั่วไป
ต่อจากชายหนุ่มอาภรณ์ขาว ก็มีชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่ดูมีอายุเท่าเทียมกัน บนชุดคลุมทั้งสองก็มีสัญลักษณ์เปลวไฟตรงอกเช่นเดียวกัน
“ฮ่าฮ่า ข้าก็คิดอยู่ว่า ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกหนาวพิกลในตอนเที่ยงวัน ที่แท้ก็เป็นสหายเก่านั่นเอง”
ชายวัยกลางคนมองยังหลัวหงด้วยดวงตาหรี่แหลมเล็กน้อย ใบหน้าคล้ายดั่งว่ากำลังยิ้มแต่ก็มิใช่ยิ้มเสียทีเดียว
“ศิษย์น้องไม่ได้พบศิษย์พี่หลัวหงมาหลายปีแล้ว ไม่ทราบว่าท่านยังสบายดีหรือไม่”