- หน้าแรก
- จอมราชันวิญญาณมังกร
- บทที่ 97 เปิดเผยความลับ
บทที่ 97 เปิดเผยความลับ
บทที่ 97 เปิดเผยความลับ
“ข้าจะจำไว้ขอรับท่านปู่”
หลัวเฉิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เขาก็ได้สนทนากับหลัวหมิงซานบ่อยครั้ง นอกเหนือจากเรื่องฝึกปรือเคล็ดวิชาแล้ว อีกเรื่องที่กล่าวถึงมากสุดคือประสบการณ์ใช้ชีวิตท่องยุทธภพของหลัวหมิงซาน
หลัวเหิงยัดหอผ้าเข้าในสัมภาระของหลัวเฉิง “หลัวเฉิง ในนี้มีเงินอยู่แปดแสนตำลึง หากเจ้ายังขาดเขินในสิ่งใด ก็สามารถส่งสาส์นมายังตระกูลหลัวเราได้”
“นี่ก็มากเกินพอแล้ว ขอบคุณขอรับท่านลุงเหิง”
จมูกของหลัวเฉิงรู้สึกเจ็บชาเล็กน้อย เขาทอดดวงตามองยังหลัวหมิงซานและคนอื่นๆ “ข้าต้องไปแล้ว ทุกท่านโปรดรักษาตัวด้วย!”
หลังทิ้งวาจาไว้เช่นนั้น หลัวเฉิงก็ขยับขากระทบท้องม้า ทันใด ม้าดำก็แล่นฝีเท้าออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับหลัวหงบิดาเขา
ยามนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ยังไม่ทันมีผู้คนมาเดินพลุกพล่าน ในเมืองปรากฏร่างม้าดำสองตัวควบอย่างรวดเร็วตามท้องถนนดุจดั่งสายฟ้า ไม่ช้าทั้งสองก็ออกจากเมืองฉีซานทันที
ระหว่างนั่งอยู่บนหลังม้าฝีเท้าเร็ว เขาก็สัมผัสได้ถึงอากาศที่พัดผ่านใบหน้าอย่างหนักอึ้ง หลัวเฉิงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าสีครามที่เต็มไปด้วยม่านเมฆาสีขาว ในใจก็พลันรู้สึกกล้าหาญและความทะเยอทะยานอันไร้สิ้นสุด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องออกจากเมืองฉีซานเพื่อเผชิญโลกภายนอก เมื่อเขากลับมาคราหน้า เขาจะทำให้นามว่าหลัวเฉิงนั้นโด่งดังไปทั่วอาณาจักหรือระบือไกลกว่านั้น!
การเดินทางผ่านไปแล้วหกวัน หลัวเฉิงและบิดาเขาก็ควบม้ามาถึงชายขอบป่าที่ราบแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฉีซานหลายพันลี้
มวลอากาศโดยรอบค่อนข้างชื้นและส่งกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้ง
หลัวเฉิงและหลัวหงถูกห้อมล้อมด้วยฝูงหมาป่าโลหิต ซึ่งโดยรอบเต็มไปด้วยซากศพหมาป่าโลหิตจำนวนมาก
ซึ่งศพหมาป่าเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกสะบั้นขาดออกเป็นสองท่อน บางศพก็ไร้ซึ่งหัวเพราะถูกบดขยี้จนแหลกแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ทั่วอาณาบริเวณเต็มไปด้วยคราบเลือดอันน่าสะอิดสะเอียน
หมาป่าโลหิตเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาว ซึ่งพบได้ทั่วไปในชายขอบป่าพื้นที่ราบ
“สะท้านขุนเขา!”
“สะบั้นเมฆา!”
หลัวเฉิงชกหมาป่าโลหิตสองตัวที่เข้ามาใกล้ด้วยหมัดเดียว ส่วนมืออีกข้างก็ถือกระบี่ยาว ขณะกวัดแกว่งปราณกระบี่ก็ส่องแสงเปล่งประกายยิ่ง ครั้นหมาป่าโลหิตพุ่งเข้ามาจู่โจมมันก็ถูกฟันขาดเป็นหลายท่อนทันที!
หลัวหงเองก็รับมือกับมันได้อย่างง่ายดาย คราใดที่เขาโบกมือสะบัด หมาป่าโลหิตที่ทะยานเข้าหาก็พลันแหลกละเอียดกลายเป็นชิ้นเนื้อ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ฝูงหมาป่าโลหิตที่เหลืออยู่หลายสิบตัวก็ถูกสังหารจนสิ้น
“เฉิงเอ๋อร์ สิ่งที่เจ้าใช้เมื่อครู่เป็นกระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่ทลายสวรรค์งั้นหรือ?”
หลัวหงมองยังศพหมาป่าโลหิตที่ถูกคมกระบี่เชือดเฉือน แล้วจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
หลัวเฉิงพยักหน้า “ข้าพึ่งฝึกมันจนบรรลุในไม่กี่วันก่อนหน้าจะเดินทางนี้เอง”
หลัวหงรู้สึกตกตะลึงในทันใด
เพราะเขาพบว่า ตนเองนั้นได้ประเมินความสามารถในการหยั่งรู้ของหลัวเฉิงต่ำเกินไป
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลัวหงจึงกล่าวว่า “เฉิงเอ๋อร์ เมื่อระดับพลังยุทธ์ของเจ้าเพิ่มมากขึ้น ความสามารถของวรยุทธก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แม้ความสามารถในการหยั่งรู้ของเจ้าจะสูง แต่ระดับวิญญาณยุทธ์ของเจ้านั้นยังถือว่าต่ำเกินไป หากวันหน้าระดับพลังยุทธ์ของเจ้าซบเซาลง เจ้าก็อย่าได้ท้อใจต่อตนเองเป็นอันขาด”
เหตุที่หลัวหงกล่าวเช่นนั้น เนื่องจากเขากังวลว่า ในขณะนี้หลัวเฉิงฝึกฝนก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วเกินไป หากในอนาคตความก้าวหน้านี้ถดถอย เกรงว่าจิตใจเขาจำต้องบอบช้ำเป็นแน่
“ท่านพ่อ แท้จริงแล้ววิญญาณยุทธ์ของข้าหาใช่วิญญาณยุทธ์ที่ไม่ถือกำเนิดธรรมดาทั่วไปไม่”
หลัวเฉิงตัดสินใจบอกความจริงเรื่องนี้ต่อหลัวหง อย่างน้อยก็เพื่อให้บิดาเขาไม่ต้องเป็นกังวลใจนักเกี่ยวกับเรื่องนี้
“มันมิใช่วิญญาณยุทธ์ที่ไม่ถือกำเนิดธรรมดาทั่วไปงั้นหรือ?”
หลัวหงผงะพลันตกตะลึง
หลัวเฉิงไม่อธิบายให้มากความ ทันใดก็ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของตนออกมา ปลายเท้าสืบเข้าหาซากศพหมาป่าโลหิต เมื่อบรรลุถึงจึงนั่งลงขัดสมาธิเข้าฌานสมาธิ เพื่อกลืนกินวิญญาณสัตว์อสูรเบื้องหน้า
พัฟ!
แสงลึกลับเก้าสีส่องสว่างประกายงดงาม ก่อนศพหมาป่าโลหิตจะเผยวิญญาณปรากฏขึ้น แล้วถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างหลัวเฉิงอย่างน่าประหลาดใจนัก
“นี่มันอะไร!”
หลัวหงมองยังซากศพหมาป่าโลหิตที่สูญเสียวิญญาณ ก่อนสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นพิศวงใจ
หนึ่งดวง สองดวง สามดวง...
หลัวเฉิงกลืนวิญญาณของหมาป่าโลหิตอย่างต่อเนื่อง จากนั้นหยุดการกระทำแล้วกล่าวว่า
“ท่านพ่อ วิญญาณยุทธ์ของข้าสามารถกลืนกินวิญญาณสัตว์อสูร หรือแม้แต่วิญญาณยุทธ์ของผู้อื่นข้าก็สามารถกลืนกินได้เช่นเดียวกัน ด้วยสิ่งนี้มันจึงทำให้วิญญาณยุทธ์ของข้าสามารถเติบโตได้”