- หน้าแรก
- จอมราชันวิญญาณมังกร
- บทที่ 96 คำเตือนของหลัวหมิงซาน
บทที่ 96 คำเตือนของหลัวหมิงซาน
บทที่ 96 คำเตือนของหลัวหมิงซาน
กระทั่ง เฉินคงและศิษย์เขาจากไปแล้ว หลัวหมิงซานพร้อมทั้งคนอื่นๆ จึงได้สติสัมปชัญญะกลับมาอีกครั้ง
หลัวหมิงซานมองยังหลัวเฉิงแล้วเอ่ยถามว่า “เฉิงเอ๋อร์ เจ้าสามารถเข้าสู่สำนักซวนหยวนได้จริงงั้นหรือ?”
หลัวเฉิงพยักหน้า แล้วอธิบายเรื่องที่เขาได้พบพานกับอวิ๋นเหมิงลี่และช่วยเหลือนางในหุบเขาเมหาทมิฬ ซึ่งป้ายหยกประจำตัวนี้ก็เป็นของนาง
“เป็นเช่นนี้เองหรือ”
หลัวหมิงซานหัวร่อขณะยกมือขึ้นลูบเครา “มิน่า ก่อนหน้าก็ข้าแปลกใจนัก ว่าไฉนอวิ๋นเต้าเจี้ยงจึงชื่นชมในตัวเจ้าตอนงานชุมนุมล่าสัตว์ อีกทั้งเขายังมาร่วมงานเฉลิมฉลองของตระกูลหลัวทุกครั้งเช่นนี้ ฮ่า ฮ่า”
คนอื่นๆ ก็ต่างรู้สึกประหลาดใจในท่าทีแปลกๆ ของอวิ๋นเต้าเจี้ยงก่อนหน้านี้เช่นกัน เพียงมิได้กล่าวออกมาเท่านั้นเอง
เดิมทีอวิ๋นเต้าเจี้ยงนั้นทำตัวคล้ายดั่งมังกรซุ่มซ่อนเห็นหัวไม่เห็นหาง แต่จู่ๆ ไฉนจึงทำตัวเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ตอนนี้ทุกคนก็ได้รู้ความเป็นมาทั้งหมดแล้ว
“เฉิงเอ๋อร์ เมื่อครู่ที่เจ้าใช้คือเพลงกระบี่ทลายสวรรค์สี่กระบวนใช่หรือไม่?” จู่ๆ หลัวหงก็เอ่ยถามอย่างกะทันหัน
ครั้นได้ยินคำถามนี้ ทุกคนก็ต่างจับจ้องยังเหลือเฉิงเป็นตาเดียว
หลัวเฉิงพยักหน้า “ขอรับท่านพ่อ มันคือเพลงกระบี่ทะลายสวรรค์สี่กระบวนจริงๆ มีสิ่งใดผิดปกติงั้นหรือ?”
หลัวหงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “กระบวนท่าของเพลงกระบี่ทะลายสวรรค์สีกระบวนนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเพลงกระบี่ชั้นยอดที่ข้าได้มาโดยบังเอิญระหว่างท่องยุทธภพ เดิมถูกเรียกว่าเพลงกระบี่ทลายสวรรค์ ซึ่งมันมีกระบวนท่าทั้งหมดสิบสามกระบวน แต่ข้าฝึกได้เพียงแค่สี่กระบวนท่าเท่านั้น”
“ตามความเห็นข้า เพลงกระบี่ทลายสวรรค์นั้นอย่างน้อยต้องเป็นเพลงกระบี่ระดับแปดดาว หรืออาจจะก้าวดาวก็ไม่แปลกแต่อย่างใด แม้ว่าที่ข้าได้มานั้นจะเป็นเพียงสี่กระบวนท่าแรก แต่พลังของมันนั้นหาได้ด้อยกว่าเพลงกระบี่ระดับห้าดาวเช่นเพลงกระบี่ดาราเลย”
หลัวเฉิงพยักหน้า ตอนนี้เขาไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าไฉนมันจึงแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
“แต่ทว่า ไฉนข้าจึงไม่เห็นเจ้าใช้เพลงกระบี่ทลายสวรรค์สี่กระบวนระหว่างที่ต่อสู้กับหลิงอวิ๋น เจ้าเริ่มฝึกฝนมันตั้งแต่เมื่อไร?” หลัวหงเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงนใจ
หลัวเฉิงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเริ่มฝึกฝนมันตั้งแต่จบงานชุมนุมล่าสัตว์ขอรับท่านพ่อ”
“อะไรนะ ฝึกฝนตั้งแต่จบงานชุมนุมล่าสัตว์กระนั้นหรือ งานชุมนุมล่าสัตว์เพิ่งจบไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เจ้าเรียนรู้ทะลายสวรรค์สี่กระบวนได้กี่กระบวนท่าแล้ว?”
หลัวหงมองหลัวเฉิงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ขณะในใจเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
หลัวเฉิงกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าพึ่งบรรลุได้เพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น”
หลัวหงถึงกับกล่าวสิ่งใดไม่ออกหลังได้ฟังวาจานี้
ทลายสวรรค์สี่กระบวนนั้น ต้องใช้ความเข้าใจของผู้ฝึกยุทธ์ในระดับสูงมาก ตัวเขาเองรู้ดีเพราะเขาเคยฝึกมันมาก่อน อีกทั้งเขายังใช้เวลาไปร่วมสามหรือสี่เดือนกว่าจะบรรลุกระบวนท่าแรกได้
แต่ทว่า หลัวเฉิงกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น!
“ฮ่าฮ่า ข้าเคยบอกพวกเจ้าเอาไว้นานแล้ว ว่าหลานชายของข้าเขาเป็นพ่อมดวรยุทธ”
หลัวหมิงซานหัวเราะอย่างสำราญแล้วถามว่า “เฉิงเอ๋อร์ เจ้าตั้งใจจะไปยังสำนักซวนหยวนเมื่อใดหรือ”
หลัวเฉิงใคร่ครวญคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะเดินทางในอีกสองวันขอรับท่านปู่”
หลัวหงกล่าวว่า “เมื่อถึงเวลาที่เจ้าต้องเดินทาง ข้าจะเป็นคนไปส่งเอง”
การเดินทางจากเมืองฉีซานไปยังสำนักซวนหยวนนั้น เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายสุดคณานับ ทั้งยังต้องผ่านสถานที่ที่อันตรายซึ่งมิอาจหยึ่งรู้ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่อาจปล่อยให้หลัวเฉิงเดินทางไปคนเดียวได้
ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลัวเฉิงมาพบหลัวหมิงซานในระหว่างวัน แล้วสนทนาเกี่ยวกับวรยุทธและเรื่องต่างๆ มากมาย
ครั้นตกเวลากลางคืน เขาก็กลับไปยังเรือนเล็กๆ ของตนแล้วบ่มเพาะปราณแท้มังกร พร้อมกับฝึกฝนเพลงกระบี่ทลายสวรรค์สี่กระบวน
ภายในสองวันนั้น หลัวเฉิงก็หาเวลาไปเยือนศาลาหลิงอวิ๋น เพื่อกล่าวคำอำลากับลั่วเหยา
ทว่า เมื่อตอนที่เขามาถึงศาลาหลิงอวิ๋น ผู้ดูแลศาลาและเถ้าแก่ศาลาต่างก็หาใช่ใบหน้าที่เขาคุ้นเคยไม่
ครั้นเอ่ยถามกับผู้ดูแลศาลาคนใหม่จึงได้ทราบว่า ลั่วเหยานั้นได้ออกไปจากอาณาจักรต้าเยว่แล้ว
แม้นจะรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้บอกลากับนาง แต่ตัวเขาเองก็มีสิ่งที่ต้องทำเช่นเดียวกัน
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่สามเดือนเก้า
ณ เรือนเล็กๆ หลัวเฉิงยืนอยู่ที่นั่นพร้อมกับกระบี่ในมือ
ครั้นเขาลืมตาขึ้น รัศมีอันน่าทึ่งก็พลันปรากฏในแววตาของเขาทันใด
“ทลายสวรรค์กระบวนท่าที่สอง สะบั้นเมฆา!”
หลัวเฉิงฟาดฟันกระบี่ตนทันที ในมือเขากระชับด้ามกระบี่แน่นร่ายรำอย่างต่อเนื่องท่ามกลางมวลอากาศเบื้องหน้า ทุกครั้งที่กระบี่ถูกปัดแกว่ง ก็คล้ายดังว่ามวลอากาศขาดสะบั้นออกจากกัน
หลังจากหลัวเฉิงเก็บกระบี่เข้าฝัก แผ่นหินขนาดใหญ่เบื้องหน้าก็พลันทลายลงแตกออกเป็นชิ้นๆ
หลัวเฉิงหายใจคลายปอดออกอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็สามารถฝึกฝนกระบวนท่าที่สองของเพลงกระบี่ทลายสวรรค์สี่กระบวนสําเร็จ!
“ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางแล้ว!”
หลัวเฉิงเงยหน้ามองฟ้า ก่อนหยิบสัมภาระที่เขาเตรียมเอาไว้แล้ว หลังเก็บทุกอย่างจนครบครัน ก็พลันสืบเท้าออกจากเรือนเล็กๆ ของตนทันใด
ภายในห่อสัมภาระนั้นไม่มีอะไรมาก มีเพียงอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ และบัตรทองสามล้านตำลึง ที่เขาได้รับจากโม่หลินก่อนหน้านี้
ทันทีที่หลัวเฉิงเดินพ้นออกจากประตูจวนตระกูลหลัว ก็พบว่าหลัวหงบิดาเขามารออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับม้าสีดำสองตัว
ม้าดำสองตัวนี้สามารถเดินทางได้ไกลถึงสองพันลี้ต่อวัน ซึ่งการเดินทางออกจากเมืองฉีซานไปยังสำนักซวนหยวนนั้นมีระยะมากกว่าหมื่นลี้ หากจะเดินเท้าไปโดยไม่ใช้ม้า มาตรว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะไปถึงที่นั่นได้
หลัวหมิงซานพร้อมทั้งคนของตระกูลหลัวส่วนใหญ่ก็รออยู่ที่นั่น เพื่อกล่าวคำอำลาต่อหลัวเฉิงเช่นกัน
หลัวหมิงซานกล่าวเตือน “เฉิงเอ๋อร์ คนภายนอกนั้นคล้ายดั่งเสือซุ่มมังกรซ่อน จิตใจนั้นยากเกินกว่าจะคาดเดา เจ้าต้องระวังตัวให้ดี อย่าคิดมีเมตตาหากเจ้าต้องเผชิญกับอันตราย จงจำไว้ว่า การสังหารร้อยคนโดยไร้เจตนา ย่อมดีกว่าปล่อยให้สร้างปัญหาต่อตนเองในอนาคต!”