เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 การหมั้นหมาย

บทที่ 70 การหมั้นหมาย

บทที่ 70 การหมั้นหมาย 


ใบหน้าของหลัวหมิงซานมืดมนเล็กน้อย เพราะเมื่อระดับพลังยุทธ์ของหลัวเฉิงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ จำต้องได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสูง

เนื่องจากระดับของเคล็ดวิชา จะมีผลต่อความเร็วในการฝึกฝน และความสามารถของผู้ฝึกยุทธ์ในภายหน้า!

แต่ทั้งตระกูลหลัวในยามนี้ มีเคล็ดวิชาสูงสุดคือ วายุคราม ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับสามดาวเท่านั้น

ทว่า ความเข้าใจในเคล็ดวิชาของหลัวเฉิงนั้นสูงมาก วรยุทธระดับสามดาวนั้นถือเป็นเพียงวรยุทธไร้ค่าอย่างไม่ต้องสงสัย!

ทางออกเดียวสำหรับหลัวเฉิงในตอนนี้ คือต้องเข้าสู่สำนักเพื่อฝึกฝนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่เหล่าสำนักเปิดรับสมัครศิษย์ ย่อมต้องมีข้อกำหนดในระดับของวิญญาณยุทธ์

ไม่ต้องกล่าวถึงสำนักซวนหยวนเลย แม้แต่สำนักวงแหวนทองคำ ซึ่งถือเป็นสำนักอันดับสองในเมืองฉีซาน ก็ยังจำเป็นต้องมีวิญญาณยุทธ์ระดับสองดาวจึงจะเข้าร่วมได้!

หลัวเฉิงเหลือบเห็นสีหน้าวิตกกังวลของหลัวหมิงซาน จึงกล่าวว่า “ท่านปู่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ หลังจากข้าได้เข้าร่วมกับสำนักซวนหยวน ข้าย่อมได้ฝึกเคล็ดวิชาขั้นสูงอยู่แล้ว”

สำนักซวนหยวนงั้นรึ!

หลัวหมิงซานเบิกตาโพลงตกตะลึงไปครู่ เขาคิดว่าหลัวเฉิงคงไม่ทราบกฎเกณฑ์การรับลูกศิษย์ของสำนักซวนหยวนจึงได้กล่าวออกมาเช่นนี้ เขาไม่อยากเอ่ยขัดแล้วทำร้ายจิตใจของหลานชายตน จึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ดี! ดีมาก! เช่นนั้นก็มากินข้าวกันเถอะ”

หลังจากงานเลี้ยงในยามค่ำคืนจบลง หลัวเฉิงเองก็กำลังจะไปยังศาลาหลิงอวิ๋น แต่จู่ๆ ก็มีคนวิ่งเข้ามารายงานว่า ฉีฟู่ซ่งผู้นำตระกูลฉี และฉีถิงคุณหนูใหญ่มาเยี่ยม

“ฉีฟู่ซงมางั้นหรือ?”

หลัวหมิงซานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ไปเชิญพวกเขาเข้ามา แล้วพาไปพบข้าที่โถงหลักของตระกูล!”

หลัวเฉิงเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน กับการมาเยือนของตระกูลฉีในวันนี้

ณ โถงหลักของตระกูลหลัว

ทันทีที่ หลัวหมิงซานและเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหลัวนั่งลง คนกลุ่มหนึ่งจากตระกูลฉีก็เดินเข้ามา

ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนสวมแพรอาภรณ์เนื้อดีที่เดินนำอยู่ข้างหน้า นั่นคือ ฉีฟู่ซ่งผู้นำตระกูลฉี และหญิงสาวที่เดินมาอย่างไม่ห่างนักนั่นคือฉีถิง

เมื่อฉีถิงเห็นหลัวเฉิง ริมฝีปากสีแดงสดของนางก็ขบเม้มโดยไม่รู้ตัว ความอับอายและความโกรธพลันผุดขึ้นมาในแววตานางยามนี้ ราวกับว่านางอยากจะกินหลัวเฉิงทั้งเป็น!

หลัวเฉิงเห็นริมฝีปากที่ขบเม้มของนาง ในใจเขาก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ในหุบเขาจันทร์เสี้ยว เนื่องจากเขาได้เมตตาต่อนางแล้ว ไยนางจึงยังโกรธเคืองเขาอยู่อีก?

“ผู้นำตระกูลฉี เจ้าช่างเป็นแขกที่หาพบได้ยากยิ่งนัก ลมอะไรพัดให้เจ้ามาถึงที่นี่”

หลัวหมิงซานนั่งอยู่บนที่นั่งหลักของตระกูล แล้วเผยยิ้มกว้างให้กับผู้นำตระกูลฉี

ฉีฟู่ซ่งมีท่าทางเคอะเขินเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าหวังว่าผู้นำตระกูลหลัว จะไม่ถือโทษที่ข้ารีบร้อนมาเยี่ยมเยียนในวันนี้ รีบนำของขวัญเข้ามา!”

ฉีฟู่ซ่งปรบมือสองครั้งเพื่อเรียกให้คนนำของขวัญเข้ามามอบ

ทันใดนั้น ของขวัญจำนวนมากก็ถูกวางยาวเรียงเป็นแถว ซึ่งเต็มไปด้วยผ้าไหม ผ้าซาติน และสมบัติหยก ดูแล้วพวกมันล้วนมีมูลค่ามหาศาล

หลัวหมิงซานรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของฉีฟู่ซ่ง เป็นที่รู้จักกันดีในนามไก่เหล็ก ซึ่งเป็นคนขี้เหนียวเหมือนไก่ที่ขนเป็นเหล็กทั้งตัว แม้นจะถอนขนสักเส้นยังไม่อาจทำได้

“ท่านผู้นำตระกูลหลัว พวกเรานั้นเคยมีความบาดหมางเล็กน้อยกันมาก่อน ดังนั้นครั้งนี้ข้าจึงได้นำของขวัญมามอบให้ ถือแทนคำขอโทษ”

ฉีฟู่ซ่งใบหน้าประดับรอยยิ้มเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาขณะแววตาทอดมองยังหลัวเฉิง

“คุณชายหลัวเฉิงช่างเป็นบุรุษผู้มากความสามารถจริงๆ ทั้งรูปลักษณ์ยังสง่ามีต่างอันใดจากเทพบุตร ข้าไม่แปลกใจเลยที่สามารถเอาชนะหลินอวิ๋นได้ และกลายเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์อันดับหนึ่งของเมืองฉีซานในตอนนี้!”

หลัวเฉิงเพิกเฉยต่อคำสรรเสริญเยินยอ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านกล่าว  เมื่อครั้นที่เราพบกันคราแรกมิใช่หรือ”

ฉีฟู่ซ่งกะแอมไอเชื่องช้า แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเคอะเขินว่า “มันเป็นเพราะตาข้าไร้แวว ขอคุณชายหลัวอย่าได้ถือสา”

หลัวหมิงซานกล่าวด้วยท่าทางสงบว่า “ฉีฟู่ซง เจ้ามีท่าทางแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่”

ฉีฟู่ซ่งขยิบตาให้ฉีถิงที่อยู่ข้างๆ เขาทันที “ถิงเอ๋อร์ เจ้าออกไปเดินเล่นกับคุณชายหลัวเฉิงก่อนเถิด”

สิ้นวาจาของฉีฟู่ซ่ง สายตาของผู้คนก็ต่างจับจ้องไปยังฉีถิงทันที

ต้องบอกก่อนว่า ฉีถิงนั้นเป็นหญิงสาวที่มีความงดงามใช่น้อย ไม่เพียงงามแต่ใบหน้าเท่านั้น เรือนร่างของนางก็สูงเพรียว ทั้งยังมีพรสวรรค์ในด้านการฝึกฝน แม้นว่านางจะไม่อาจเทียบเท่ากับอวิ๋นเหมิงหลี่ เทพธิดาแห่งสวรรค์อันน่าภูมิใจก็ตาม กระนั้นนางก็ยังคงเป็นสตรีผู้หาได้ยากในเมืองฉีซานแห่งนี้

ดวงตาของฉีถิงแสดงถึงความเขินอายและรำคาญใจเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากแดงสดจนแน่นแล้วเดินอย่างเชื่องช้า

“ถิงเอ๋อร์!” น้ำเสียงของฉีฟู่ซ่ง ค่อนข้างจริงจัง

“เราไปกันเถอะ”

หลัวเฉิงรีบลุกขึ้นยืนแล้วคว้ามือของฉีถิง เพื่อพานางออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

เขาเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่าการมาเยือนของตระกูลฉีในครั้งนี้เพราะต้องการสิ่งใดกันแน่

“ท่านผู้นำตระกูลหลัว นอกจากข้ามาเยี่ยมในครั้งนี้แล้ว ยังต้องการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของเด็กทั้งสองอีกด้วย”

เมื่อเห็นทั้งสองจากไปแล้ว ฉีฟู่ซ่งก็ยิ้มแล้วเริ่มกล่าวถึงเหตุผลที่ตนมาเยือนในครั้งนี้

“เกี่ยวกับเรื่องของเด็กทั้งสองงั้นรึ”

หลัวหมิงซานและคนอื่นๆ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าฉีฟู่ซ่งกำลังหมายถึงสิ่งใดอยู่

จากนั้นภายในโถงหลักของตระกูลหลัว ก็เริ่มสนทนากัน

ณ ลานด้านนอกของโถงหลักตระกูลหลัว เป็นจัตุรัสหินอ่อน รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง ไอหมอกจางๆ เลื่อนลอยอย่างแผ่วเบา ในยามนี้แสงจันทร์กระจ่างใสประดุจน้ำ สาดต้องร่างหนุ่มสาวที่กำลังเดินจูงมือกันอยู่ท่ามกลางมัน

ฉีถิงปล่อยมือของหลัวเฉิง แล้วเดินออกไปพื้นที่โล่งเบื้องหน้า ไม่รู้ทำไม ความงดงามของนางในคืนนี้ กลับเปล่งประกายยิ่งนัก

ร่างอรชรนั้นเดินไปครู่ จากนั้นหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาเอื้อนเอ่ยถามหลัวเฉิง “เจ้ารู้เหตุผล ที่ท่านพ่อพาข้ามาที่นี่หรือไม่”

หลัวเฉิงส่ายศีรษะด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย

ทันใด ใบหน้าฉีถิงเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ นางเม้มริมฝีปากแน่น ในมือก็กำกระชับ ก่อนใช้ความกล้าทั้งหมด เอ่ยน้ำเสียงอันแผ่วเบาออกมา “เขาต้องการให้ข้าหมั้นหมายกับเจ้า…”

“หมั้นหมายงั้นหรือ?”

หลัวเฉิงผงะด้วยความตกใจทันที

จบบทที่ บทที่ 70 การหมั้นหมาย

คัดลอกลิงก์แล้ว