เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 ความล้มเหลว

บทที่ 69 ความล้มเหลว

บทที่ 69 ความล้มเหลว


“ต้องลอง!”

หลัวเฉิงปรับอารมณ์ความรู้สึกภายในใจให้สงบ แล้วปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของตนออกมา

ไข่ลึกลับเก้าสีสว่างไสวเป็นประกายภายใต้แสงจันทรา มันค่อยๆ หมุนวนดูดซับปราณแห่งสวรรค์และโลก

หลัวเฉิงละทิ้งความคิดที่กวนใจ เริ่มควบคุมการไหลเวียนปราณแท้ในร่าง แล้วหล่อหลอมมันอย่างต่อเนื่อง

นี่คือประโยชน์ของการฝึกฝนจนทะลวงเข้าถึงขั้นสุดยอดของขั้นหลอมกายา!

ในขั้นหลอมกายาขั้นสุดยอด ร่างกายจะถูกหล่อหลอมจนถึงขีดสุด และปราณแห่งสวรรค์และโลกจะหลั่งไหลเข้าสู่กายโดยหาได้มีผลกระทบแต่อย่างใด

หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นหลอมกายาระดับเก้าทั่วไป หากต้องการทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ ทันทีที่ปราณแท้ดูดซับเข้าสู่ร่าง ผิวหนังและเส้นลมปราณจะเริ่มตีบตัน ทำให้ดูดซับปราณแห่งสวรรค์และโลกได้ยากเป็นสองเท่า แม้นกระนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็มีโอกาสสำเร็จเพียงครึ่งเดียว ทั้งความยากในการทะลวงจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน!

แต่ทว่า หลัวเฉิงไม่มีความกังวลในเรื่องนั้น ความมุ่งมั่นของเขาตอนนี้ เน้นไปที่การดูดซับปราณแห่งสวรรค์และโลก แล้วควบแน่นสร้างมันขึ้นเป็นแก่นแท้

เมื่อเวลาผ่านไป ปราณแท้ในร่างของหลัวเฉิงก็ค่อยๆ เข้มขึ้น แล้วเริ่มทอประกายแสงสว่างออกมาอย่างงดงาม

ตราบใดที่เขายังคงดูดซับปราณแห่งสวรรค์และโลก แล้วหล่อหลอมมันสร้างเป็นแก่นแท้ เขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้!

บูม!

ขณะที่หลัวเฉิงกำลังจะใช้พลังทั้งหมดในการทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ ทันใดนั้น ปราณแท้ที่ถูกควบแน่นไว้ก็ไม่อาจควบคุมได้แล้วสลายหายไปทันที!

“ล้มเหลวงั้นรึ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน”

หลัวเฉิงเปิดตาขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ เคล้าความฉงนสงสัย

อวิ๋นเหมิงลี่กล่าวว่าเมื่อเขาจะทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ จะไม่มีอุปสรรคใดคอยขัดขวางมิใช่หรือ!

ยิ่งกว่านั้น การหล่อหลอมปราณแท้เมื่อครู่นั้นล้วนราบรื่น และข้าเกือบจะสามารถหลอมรวมมันสร้างเป็นแก่นแท้สำเร็จแล้ว

แต่เมื่อครั้นจะทะลวงในช่วงสุดท้าย ไฉนมันจึงล้มเหลวเช่นนี้!

“ตอนที่ข้ากำลังหลอมรวมปราณแท้เมื่อครู่ จู่ๆ ก็เกิดแรงต้านอันรุนแรงระเบิดออกมาจากตันเถียนของข้า หรือเป็นเพราะพลังในการทะลวงไม่พอกระนั้นหรือ”

หลัวเฉิงพินิจใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ก่อนพบปัญหาการทะลวงอย่างรวดเร็ว

แม้นจะพบปัญหาแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้โอสถวิญญาณของเขาหมดแล้ว การที่จะทะลวงต่อนั้นจำต้องหยุดเอาไว้ก่อน

“ดูเหมือนว่า ข้าจะต้องไปที่ศาลาหลิงอวิ๋นในวันพรุ่งนี้”

เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยลั่วเหยาหลอมโอสถ แต่เขาก็ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย

เมื่อตอนนี้เขาพบว่าปัญหาคือสิ่งใด หลัวเฉิงก็หาได้รีบร้อน เขาจึงเข้านอนพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อสะสมพลังในการทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์อีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ในช่วงเย็นของวันต่อมา

หลัวเฉิงอาบน้ำชำระกายและมุ่งไปยังโถงอาหารของตระกูล เพื่อหาอะไรทาน

หลัวหมิงซานมีความสุขมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน จึงเรียกให้หลัวเฉิงไปทานอาหารเย็นร่วมกับเขาอีกครั้งในวันนี้

“พี่หลัวเฉิง!”

เมื่อเห็นหลัวเฉิงมาถึง บรรดาศิษย์ของตระกูลหลัวคนอื่นๆ ที่นั่งกระจายอยู่ตามโต๊ะในโถงอาหาร ก็ต่างทักทายเขาด้วยความเคารพ

แม้แต่ป้าหลินหยานที่เคยชิงชังเขาก่อนหน้า บัดนี้นางก็แย้มยิ้มออกมาให้กับหลัวเฉิงดั่งที่นางเคยเป็นเมื่อก่อน จากนั้นนางก็ทานอาหารของนางต่อไป

ในระหว่างงานเลี้ยง

หลัวหมิงซานเอ่ยถามว่า “เฉิงเอ๋อร์ กระบวนท่าเพลงหมัดที่เจ้าใช้ชนะหลินอวิ๋นเมื่อวานนี้ มันคือเพลงหมัดสยบภูผาของตระกูลเราใช่หรือไม่?”

“ขอรับท่านปู่”

หลัวเฉิงพยักหน้าเข้าใจว่าปู่ของเขากำลังสงสัยในเรื่องใด จึงกล่าวสืบต่อว่า “เพลงหมัดสยบภูผาของข้า ข้าได้ฝึกฝนมันจนบรรลุขั้นปรมาจารย์แล้ว”

“ฝึกฝนจนบรรลุขั้นปรมาจารย์แล้วงั้นรึ!”

ผู้คนรอบโต๊ะต่างสูดหายใจหนักด้วยความตกตะลึง

เพลงหมัดสยบภูผานั้นมิใช่วิชาลับ ซึ่งหลายตระกูลในเมืองฉีซานก็ล้วนรู้จักมัน อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมกายาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สามารถฝึกฝนเพลงหมัดสยบภูผาจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แบบได้ สำมะหาอะไรกับขั้นปรมาจารย์!

“หลัวเฉิง ต้องฝึกฝนเพลงหมัดสยบภูผามานานแค่ไหนแล้ว?”

หลัวชิงหว่านได้สติกลับมาอีกครั้ง นางกะพริบตาปริบแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัยยิ่ง

หลัวเฉิงตอบนางอย่างไม่ได้จริงจังนัก “น่าจะประมาณสามเดือน”

“สามเดือนงั้นรึ!”

หลัวชิงหว่านถึงกับมือสั่นจนตะเกียบเกือบร่วงหล่นลงพื้น

นางฝึกฝนฝ่ามือคลื่นวายุซึ่งเป็นวรยุทธระดับสามดาวเช่นเดียวกัน แต่ในเวลาสามเดือน นางเพิ่งฝึกฝนจนบรรลุขั้นเริ่มต้นเท่านั้น!

ทุกคนรอบโต๊ะต่างมองหลัวเฉิงราวกับว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาด พวกเขาคิดว่าความรวดเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้ไม่ใช่ของคนปกติแล้ว

หลัวเฉิงถึงกับกล่าวสิ่งใดไม่ออกเมื่อเห็นสายตาแปลกๆ จำนวนมากที่จับจ้องมายังเขา ซึ่งความจริงแล้ว เขายังฝึกฝนเพลงหมัดสยบภูผาไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ

“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าเฉิงเอ๋อร์จะเป็นพ่อมดแห่งวรยุทธ! ในเรื่องของความเข้าใจนั้น เกรงว่าต้องเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะอย่างแน่นอน!”

“เฉิงเอ๋อร์ นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าสามารถเข้าออกศาลาวรยุทธของตระกูลได้ตามต้องการ!”

หลัวหมิงซานหัวเราะอย่างเบิกบานสำราญยิ่ง แต่ครั้นนึกถึงบางสิ่ง รอยยิ้มเขาก็หดหายแล้วกล่าวด้วยท่าทางเสียใจ

“แต่ช่างน่าเสียดายนัก ตระกูลเราไม่มีวรยุทธขั้นสูงให้เจ้าได้เรียนรู้เลย…”

จบบทที่ บทที่ 69 ความล้มเหลว

คัดลอกลิงก์แล้ว