- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้
บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้
บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้
เจ้านายของมันก็ยืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้แล้ว เฉินมู่พูดออกไปก็เพียงหวังจะช่วยชีวิตเสี่ยวไป๋ เพราะการพูดว่ากำลังต่อสู้กันอยู่นั้นยังดีกว่าทำอย่างอื่นที่ไม่ควรพูดถึงจริงไหม?
แต่เสี่ยวไป๋กลับแสดงท่าทีเย้ยหยันออกมา หันมามองเฉินมู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะส่งเสียงแปลกประหลาดออกมา แล้วหมุนตัวกลับไปที่เดิมอย่างไม่สนใจ
เฉินมู่ได้แต่กัดริมฝีปากแน่น ‘ไอ้โง่! ข้าพยายามช่วยแกอยู่นะเว้ย! ทำไมแกถึงโง่ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เลย?’
และแล้ว...เสียงของหวังเถี่ยซู่ หญิงเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมด้วยโทสะก็ดังก้องขึ้นมา
“เจ้าอสูรร้าย! เจ้าไม่รักชีวิตแล้วหรือไร? ปล่อยหงเป่าของข้าซะ! แล้วข้าจะฆ่าเจ้าอย่างปราณี!”
อะไรนะ? หงเป่า?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินมู่ถึงกับตะลึงงัน "ท่านเรียกว่าอะไรนะ? ท่านตั้งชื่อนกกระเรียนเซียนคอดำนี่ว่าหงเป่างั้นหรือ?" นี่ท่านล้อเล่นหรือพูดจริง?
ปล. “หงเป่า” ในความหมายจีนแปลว่า สมบัติหงจุ้น หรือก็คือ สมบัติของท่านผู้นำนั่นเอง
แล้วท่านผู้นำรู้หรือไม่ว่าท่านตั้งชื่อนี้ให้สัตว์พาหนะแบบนี้?
เฉินมู่ไม่รู้ว่าเหตุใดหวังเถี่ยซู่ถึงได้โกรธขนาดนี้ ที่แท้แล้วเหตุผลที่เธอเดือดดาลนั้นเป็นเพราะนกกระเรียนเซียนคอดำตัวนี้คือของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่หงจุ้นเคยมอบไว้ให้เธอ
ความทรงจำที่เธอยังคงจำได้ชัดเจน เมื่อ 263 ปี 7 เดือน 18 วันก่อน ในคืนวันที่ฝนตกเธอได้ขึ้นไปที่ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์เพื่อพบกับหงจุ้น
"เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
เธอจำได้ว่าดวงตาของหงจุ้นในคืนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ถูกกดข่ม เขาไม่ยอมรับความรักของเธอ แต่ก็ส่งมอบนกกระเรียนเซียนคอดำตัวนี้ให้ ซึ่งมันคือเครื่องหมายแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา
“อ๊า พี่หงข้าข้อเท้าพลิก เดินกลับไม่ได้แล้ว”
“ข้ามอบนกกระเรียนเซียนคอดำตัวนี้ให้เจ้า รีบกลับไปเถอะ…จริงๆนะ”
สีหน้าและท่าทางในตอนนั้นที่หงจุ้นมอบนกกระเรียนเซียนคอดำให้เธอ หวังเถี่ยซู่ยังจำได้ดี
แต่ตอนนี้นกกระเรียนเซียนคอดำสมบัติแห่งความรักของเธอกับหงจุ้น กำลังถูกอสูรร้ายเช่นนี้ทำให้เสื่อมเสีย
“มันต้องตาย! มันต้องชดใช้ด้วยเลือดเพื่อชำระล้างความบริสุทธิ์ของหงเป่า!”
หวังเถี่ยซู่เกือบจะลงมืออยู่แล้ว เฉินมู่ใจเต้นแรง รีบวิ่งไปยืนขวางหน้าเสี่ยวไป๋ทันทีแล้วตะโกนออกมา
“ท่านฮูหยินโปรดรอ! เสี่ยวไป๋เป็นลูกของนกกระเรียนเซียนคอแดงที่ท่านผู้นำหงจุ้นเลี้ยงไว้!”
เมื่อพูดเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของหวังเถี่ยซู่ก็หยุดลง
“เจ้าบอกว่านี่คือลูกของสัตว์พาหนะที่พี่หงจุ้นเลี้ยง?”
“ใช่แล้ว! ท่านฮูหยินจำไม่ได้หรือว่าท่านผู้นำมีนกกระเรียนเซียนคอแดงตัวหนึ่ง? เสี่ยวไป๋คือลูกของมัน!”
หวังเถี่ยซู่แน่นอนว่าย่อมรู้จักนกกระเรียนเซียนคอแดงตัวนั้น แต่ถึงแม้เสี่ยวไป๋จะเป็นลูกของมันแล้วอย่างไร?
"ต่อให้เป็นลูกของมันก็เถอะ วันนี้มันต้องตาย! มันทำลายความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างข้ากับพี่หงจุ้น!"
“บ้าเอ้ย!” เฉินมู่เกือบจะเป็นบ้าแล้ว ความคิดแล่นไปทั่วสมอง รีบพูดต่อทันที
“ท่านฮูหยิน! เสี่ยวไป๋นั้นถูกท่านผู้นำหงจุ้นเลี้ยงดูมาเอง และตอนนี้มันกับหงเป่าของท่านได้ร่วมกันสร้างสัมพันธ์ แน่นอนว่านี่คือสัญญาณบอกว่าท่านกับท่านผู้นำหงจุ้นกำลังจะสมหวัง มีความสุขร่วมกัน!”
เฉินมู่สาบานเลยว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่เขาใช้สมองได้เต็มที่ที่สุดในชีวิต
เขายังอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ ที่สามารถคิดคำพูดแบบนี้ได้ในเวลาอันสั้น แต่ไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะได้ผลหรือไม่
ผ่านไปสักพักก็ยังไม่ได้ยินคำตอบจากหวังเถี่ยซู่ แต่แล้วเสียงแปลกประหลาดจากด้านหลังของเฉินมู่ก็ดังขึ้น เป็นเสียงของเสี่ยวไป๋ที่ร้องขึ้นมาอย่างพอใจ
“แกว๊ก แกว๊กกกก”
ส่วนหงเป่าก็หมดแรงลงไปนอนกับพื้น ,uน้ำตาไหลออกมาจากมุมตาทั้งสองมันคงรู้สึกเจ็บช้ำและอับอาย
“แกว๊กกกกก…”
เสี่ยวไป๋ดูเหมือนจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า หลังจากลงจากตัวหงเป่า มันก็สะบัดปีกไปมาอย่างเบิกบาน เดินอย่างหยิ่งทะนงเหมือนผู้ชนะ
เฉินมู่ในตอนนี้ อยากจะฆ่าเจ้านกเรียนตัวนี้ให้ตายจริงๆ แต่เมื่อนึกได้ว่ามันเป็นสัตว์พาหนะของศิษย์น้องฉางชิง จึงต้องอดทนเก็บความโกรธไว้
"ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่นะ เจ้าไม่เข้าใจหรือไงว่ากำลังเรียกหายนะมาเยือนตัวเองแบบนี้!"
เมื่อหันไปมองหวังเถี่ยซู่ เฉินมู่ก็ถึงกับเงียบงัน "นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?"
ใบหน้าของหวังเถี่ยซู่แดงระเรื่อ มือของเธอกำลังเล่นกับเปียผมใหญ่ทั้งสองข้าง เหมือนกับสาวน้อยที่กำลังมีความรัก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเขินอาย
“ท่านฮูหยิน... ท่านสบายดีไหม?”
“ท่านฮูหยิน...”
“ท่านฮูหยิน...”
เฉินมู่เรียกอยู่สามครั้ง หวังเถี่ยซู่จึงกลับมาได้สติ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความฝันหวาน
“เด็กน้อย อาจารย์หญิงคิดว่าเจ้าพูดถูก เสี่ยวไป๋ก็ถือว่าเป็นสัตว์พาหนะของพี่หง ดังนั้นมันกับหงเป่าอาจถือเป็นคู่รักที่สวรรค์ลิขิต”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินมู่รู้สึกโล่งอก แต่หงเป่าที่นอนอยู่บนพื้นกลับร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิม มันพูดได้คงพูดว่า
‘คู่ที่สวรรค์ลิขิตอะไร เจ้านายไม่รู้หรอกว่าอสูรตัวนี้มันเลวทรามขนาดไหน! มันเลวเกินคำบรรยาย!’
ตั้งแต่ที่เสี่ยวไป๋เข้ามาอยู่ในคอกสัตว์ของหุบเหล็กกล้าได้ห้าวัน มันได้ทำเรื่องเสื่อมเสียไปแล้วกว่าห้าสิบครั้ง เฉลี่ยแล้วเกือบหนึ่งครั้งต่อชั่วโมง
ในเวลานี้ หงเป่ารู้สึกว่าผู้เป็นเจ้านายของมันไม่รักมันอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นว่าหวังเถี่ยซู่ไม่เอาผิดแล้ว เฉินมู่รีบเรียกเสี่ยวไป๋ให้เตรียมตัวออกเดินทาง แต่ก่อนจากไปเสี่ยวไป๋ก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับไปหาหงเป่ามันร้องแปลกๆหลายครั้งไม่รู้ว่าพูดอะไร
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินมู่โมโหจนเตะเสี่ยวไป๋เข้าไปทีหนึ่ง
“ไปได้แล้ว! เจ้าทำไมไม่จบกันสักที!”
แต่เสี่ยวไป๋ก็ไม่ยอมแพ้ มันเตะกลับไปหนึ่งทีทำให้เฉินมู่กระเด็นลอยขึ้นฟ้า
“เสี่ยวไป๋ ข้า... เจ้าบัดซบ!”
“แกว๊ก แกว๊กกกก”
เสี่ยวไป๋ร้องตอบอย่างท้าทาย ก่อนจะหันไปบอกลาหงเป่าเหมือนจะนัดเจอกันใหม่ แล้วค่อยๆบินจากไป
ส่วนหวังเถี่ยซู่ยืนมองอยู่ข้างๆด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุข ภาพในหัวเธอเต็มไปด้วยจินตนาการที่เธอกับหงจุ้นกำลังจูงมือกันท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ โดยมีหงเป่าและเสี่ยวไป๋บินตามทั้งสองข้าง
“ช่างมีความสุขเหลือเกิน...”
เธอพูดด้วยรอยยิ้มที่เขินอาย ไม่สนใจหงเป่าที่นอนร้องไห้อยู่ข้างๆ ด้วยความเศร้าและอับอาย
...
“ฮัดเช้ย...”
บนยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ของนิกายอี้ หงจุ้นที่นอนอย่างไร้กังวลอยู่ในลานบ้าน จู่ๆก็จามขึ้นมา
“ใครกำลังพูดถึงข้าอยู่นะ?”
เขาขยี้จมูกพลางดื่มเหล้าไปหนึ่งอึก แล้วพูดด้วยสีหน้าหมดหวัง
“เฮ้อ... ชีวิตนี้ช่างอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ”
เพียงไม่กี่วันหงจุ้นก็รู้สึกทนไม่ไหวแล้ว แต่ตรงกันข้ามลูกศิษย์จากยอดเขาอื่นๆของนิกายเต๋าอี้กลับใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
โดยเฉพาะยอดเขากระบี่โลหิตและยอดเขาหอกพยัคฆ์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่อยู่ใกล้ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
ใบหน้าของเหล่าศิษย์ต่างมีแต่รอยยิ้ม พอตื่นขึ้นมาก็มีความสุขทุกวัน
“วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่มีพวกศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์”
“ใช่ ทุกเช้าตื่นมาก็ไม่มีเสียงการต่อสู้ที่น่าขนลุกอีกแล้ว”
“ในที่สุดก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง”
“ไม่เพียงแค่นั้น การรับภารกิจก็ง่ายขึ้นเยอะด้วย”
“จริงๆแล้ว การไม่มีศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ ถึงจะเป็นวันที่ดี”
ตั้งแต่ศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ออกไป หอภารกิจก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ราวกับพวกเขาจัดเวลาเปิดได้อย่างแม่นยำ เมื่อศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ออกเดินทาง หอภารกิจก็เปิดประตูทันที
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของฝูงม้าอสูรในคอกม้า มีรายงานจากเหล่าศิษย์บางคนว่า ในวันที่ศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ออกเดินทาง ฝูงม้าอสูรก็ส่งเสียงร้องก้องทั่วคอกม้า
ม้าอสูรเหล่านั้นต่างร้องด้วยความยินดี วิ่งเล่นอย่างอิสระไปทั่วคอก ใบหน้าของพวกมันดูมีความสุขไม่แพ้ศิษย์ของยอดเขาอื่นเลย
ม้าอสูรหลายตัวกรีดร้องอย่างมีความสุขและวิ่งอย่างบ้าคลั่งในลานสนาม แม้ว่าพวกมันจะเป็นสัตว์อสูร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกมันก็แสดงออกมามากกว่ารอยยิ้มของศิษย์์จากยอดเขาอื่น ๆ ซะอีก