เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้

บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้

บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้


เจ้านายของมันก็ยืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้แล้ว เฉินมู่พูดออกไปก็เพียงหวังจะช่วยชีวิตเสี่ยวไป๋ เพราะการพูดว่ากำลังต่อสู้กันอยู่นั้นยังดีกว่าทำอย่างอื่นที่ไม่ควรพูดถึงจริงไหม?

แต่เสี่ยวไป๋กลับแสดงท่าทีเย้ยหยันออกมา หันมามองเฉินมู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะส่งเสียงแปลกประหลาดออกมา แล้วหมุนตัวกลับไปที่เดิมอย่างไม่สนใจ

เฉินมู่ได้แต่กัดริมฝีปากแน่น ‘ไอ้โง่! ข้าพยายามช่วยแกอยู่นะเว้ย! ทำไมแกถึงโง่ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เลย?’

และแล้ว...เสียงของหวังเถี่ยซู่ หญิงเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมด้วยโทสะก็ดังก้องขึ้นมา

“เจ้าอสูรร้าย! เจ้าไม่รักชีวิตแล้วหรือไร? ปล่อยหงเป่าของข้าซะ! แล้วข้าจะฆ่าเจ้าอย่างปราณี!”

อะไรนะ? หงเป่า?

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินมู่ถึงกับตะลึงงัน "ท่านเรียกว่าอะไรนะ? ท่านตั้งชื่อนกกระเรียนเซียนคอดำนี่ว่าหงเป่างั้นหรือ?" นี่ท่านล้อเล่นหรือพูดจริง?

ปล. “หงเป่า” ในความหมายจีนแปลว่า สมบัติหงจุ้น หรือก็คือ สมบัติของท่านผู้นำนั่นเอง

แล้วท่านผู้นำรู้หรือไม่ว่าท่านตั้งชื่อนี้ให้สัตว์พาหนะแบบนี้?

เฉินมู่ไม่รู้ว่าเหตุใดหวังเถี่ยซู่ถึงได้โกรธขนาดนี้ ที่แท้แล้วเหตุผลที่เธอเดือดดาลนั้นเป็นเพราะนกกระเรียนเซียนคอดำตัวนี้คือของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่หงจุ้นเคยมอบไว้ให้เธอ

ความทรงจำที่เธอยังคงจำได้ชัดเจน เมื่อ 263 ปี 7 เดือน 18 วันก่อน ในคืนวันที่ฝนตกเธอได้ขึ้นไปที่ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์เพื่อพบกับหงจุ้น

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"

เธอจำได้ว่าดวงตาของหงจุ้นในคืนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ถูกกดข่ม เขาไม่ยอมรับความรักของเธอ แต่ก็ส่งมอบนกกระเรียนเซียนคอดำตัวนี้ให้ ซึ่งมันคือเครื่องหมายแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา

“อ๊า พี่หงข้าข้อเท้าพลิก เดินกลับไม่ได้แล้ว”

“ข้ามอบนกกระเรียนเซียนคอดำตัวนี้ให้เจ้า รีบกลับไปเถอะ…จริงๆนะ”

สีหน้าและท่าทางในตอนนั้นที่หงจุ้นมอบนกกระเรียนเซียนคอดำให้เธอ หวังเถี่ยซู่ยังจำได้ดี

แต่ตอนนี้นกกระเรียนเซียนคอดำสมบัติแห่งความรักของเธอกับหงจุ้น กำลังถูกอสูรร้ายเช่นนี้ทำให้เสื่อมเสีย

“มันต้องตาย! มันต้องชดใช้ด้วยเลือดเพื่อชำระล้างความบริสุทธิ์ของหงเป่า!”

หวังเถี่ยซู่เกือบจะลงมืออยู่แล้ว เฉินมู่ใจเต้นแรง รีบวิ่งไปยืนขวางหน้าเสี่ยวไป๋ทันทีแล้วตะโกนออกมา

“ท่านฮูหยินโปรดรอ! เสี่ยวไป๋เป็นลูกของนกกระเรียนเซียนคอแดงที่ท่านผู้นำหงจุ้นเลี้ยงไว้!”

เมื่อพูดเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของหวังเถี่ยซู่ก็หยุดลง

“เจ้าบอกว่านี่คือลูกของสัตว์พาหนะที่พี่หงจุ้นเลี้ยง?”

“ใช่แล้ว! ท่านฮูหยินจำไม่ได้หรือว่าท่านผู้นำมีนกกระเรียนเซียนคอแดงตัวหนึ่ง? เสี่ยวไป๋คือลูกของมัน!”

หวังเถี่ยซู่แน่นอนว่าย่อมรู้จักนกกระเรียนเซียนคอแดงตัวนั้น แต่ถึงแม้เสี่ยวไป๋จะเป็นลูกของมันแล้วอย่างไร?

"ต่อให้เป็นลูกของมันก็เถอะ วันนี้มันต้องตาย! มันทำลายความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างข้ากับพี่หงจุ้น!"

“บ้าเอ้ย!” เฉินมู่เกือบจะเป็นบ้าแล้ว ความคิดแล่นไปทั่วสมอง รีบพูดต่อทันที

“ท่านฮูหยิน! เสี่ยวไป๋นั้นถูกท่านผู้นำหงจุ้นเลี้ยงดูมาเอง และตอนนี้มันกับหงเป่าของท่านได้ร่วมกันสร้างสัมพันธ์ แน่นอนว่านี่คือสัญญาณบอกว่าท่านกับท่านผู้นำหงจุ้นกำลังจะสมหวัง มีความสุขร่วมกัน!”

เฉินมู่สาบานเลยว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่เขาใช้สมองได้เต็มที่ที่สุดในชีวิต

เขายังอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ ที่สามารถคิดคำพูดแบบนี้ได้ในเวลาอันสั้น แต่ไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะได้ผลหรือไม่

ผ่านไปสักพักก็ยังไม่ได้ยินคำตอบจากหวังเถี่ยซู่ แต่แล้วเสียงแปลกประหลาดจากด้านหลังของเฉินมู่ก็ดังขึ้น เป็นเสียงของเสี่ยวไป๋ที่ร้องขึ้นมาอย่างพอใจ

“แกว๊ก แกว๊กกกก”

ส่วนหงเป่าก็หมดแรงลงไปนอนกับพื้น ,uน้ำตาไหลออกมาจากมุมตาทั้งสองมันคงรู้สึกเจ็บช้ำและอับอาย

“แกว๊กกกกก…”

เสี่ยวไป๋ดูเหมือนจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า หลังจากลงจากตัวหงเป่า มันก็สะบัดปีกไปมาอย่างเบิกบาน เดินอย่างหยิ่งทะนงเหมือนผู้ชนะ

เฉินมู่ในตอนนี้ อยากจะฆ่าเจ้านกเรียนตัวนี้ให้ตายจริงๆ แต่เมื่อนึกได้ว่ามันเป็นสัตว์พาหนะของศิษย์น้องฉางชิง จึงต้องอดทนเก็บความโกรธไว้

"ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่นะ เจ้าไม่เข้าใจหรือไงว่ากำลังเรียกหายนะมาเยือนตัวเองแบบนี้!"

เมื่อหันไปมองหวังเถี่ยซู่ เฉินมู่ก็ถึงกับเงียบงัน "นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?"

ใบหน้าของหวังเถี่ยซู่แดงระเรื่อ มือของเธอกำลังเล่นกับเปียผมใหญ่ทั้งสองข้าง เหมือนกับสาวน้อยที่กำลังมีความรัก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเขินอาย

“ท่านฮูหยิน... ท่านสบายดีไหม?”

“ท่านฮูหยิน...”

“ท่านฮูหยิน...”

เฉินมู่เรียกอยู่สามครั้ง หวังเถี่ยซู่จึงกลับมาได้สติ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความฝันหวาน

“เด็กน้อย อาจารย์หญิงคิดว่าเจ้าพูดถูก เสี่ยวไป๋ก็ถือว่าเป็นสัตว์พาหนะของพี่หง ดังนั้นมันกับหงเป่าอาจถือเป็นคู่รักที่สวรรค์ลิขิต”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินมู่รู้สึกโล่งอก แต่หงเป่าที่นอนอยู่บนพื้นกลับร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิม มันพูดได้คงพูดว่า

‘คู่ที่สวรรค์ลิขิตอะไร เจ้านายไม่รู้หรอกว่าอสูรตัวนี้มันเลวทรามขนาดไหน! มันเลวเกินคำบรรยาย!’

ตั้งแต่ที่เสี่ยวไป๋เข้ามาอยู่ในคอกสัตว์ของหุบเหล็กกล้าได้ห้าวัน มันได้ทำเรื่องเสื่อมเสียไปแล้วกว่าห้าสิบครั้ง เฉลี่ยแล้วเกือบหนึ่งครั้งต่อชั่วโมง

ในเวลานี้ หงเป่ารู้สึกว่าผู้เป็นเจ้านายของมันไม่รักมันอีกต่อไปแล้ว

เมื่อเห็นว่าหวังเถี่ยซู่ไม่เอาผิดแล้ว เฉินมู่รีบเรียกเสี่ยวไป๋ให้เตรียมตัวออกเดินทาง แต่ก่อนจากไปเสี่ยวไป๋ก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับไปหาหงเป่ามันร้องแปลกๆหลายครั้งไม่รู้ว่าพูดอะไร

เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินมู่โมโหจนเตะเสี่ยวไป๋เข้าไปทีหนึ่ง

“ไปได้แล้ว! เจ้าทำไมไม่จบกันสักที!”

แต่เสี่ยวไป๋ก็ไม่ยอมแพ้ มันเตะกลับไปหนึ่งทีทำให้เฉินมู่กระเด็นลอยขึ้นฟ้า

“เสี่ยวไป๋ ข้า... เจ้าบัดซบ!”

“แกว๊ก แกว๊กกกก”

เสี่ยวไป๋ร้องตอบอย่างท้าทาย ก่อนจะหันไปบอกลาหงเป่าเหมือนจะนัดเจอกันใหม่ แล้วค่อยๆบินจากไป

ส่วนหวังเถี่ยซู่ยืนมองอยู่ข้างๆด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุข ภาพในหัวเธอเต็มไปด้วยจินตนาการที่เธอกับหงจุ้นกำลังจูงมือกันท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ โดยมีหงเป่าและเสี่ยวไป๋บินตามทั้งสองข้าง

“ช่างมีความสุขเหลือเกิน...”

เธอพูดด้วยรอยยิ้มที่เขินอาย ไม่สนใจหงเป่าที่นอนร้องไห้อยู่ข้างๆ ด้วยความเศร้าและอับอาย

...

“ฮัดเช้ย...”

บนยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ของนิกายอี้ หงจุ้นที่นอนอย่างไร้กังวลอยู่ในลานบ้าน จู่ๆก็จามขึ้นมา

“ใครกำลังพูดถึงข้าอยู่นะ?”

เขาขยี้จมูกพลางดื่มเหล้าไปหนึ่งอึก แล้วพูดด้วยสีหน้าหมดหวัง

“เฮ้อ... ชีวิตนี้ช่างอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ”

เพียงไม่กี่วันหงจุ้นก็รู้สึกทนไม่ไหวแล้ว แต่ตรงกันข้ามลูกศิษย์จากยอดเขาอื่นๆของนิกายเต๋าอี้กลับใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

โดยเฉพาะยอดเขากระบี่โลหิตและยอดเขาหอกพยัคฆ์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่อยู่ใกล้ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ใบหน้าของเหล่าศิษย์ต่างมีแต่รอยยิ้ม พอตื่นขึ้นมาก็มีความสุขทุกวัน

“วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่มีพวกศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์”

“ใช่ ทุกเช้าตื่นมาก็ไม่มีเสียงการต่อสู้ที่น่าขนลุกอีกแล้ว”

“ในที่สุดก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง”

“ไม่เพียงแค่นั้น การรับภารกิจก็ง่ายขึ้นเยอะด้วย”

“จริงๆแล้ว การไม่มีศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ ถึงจะเป็นวันที่ดี”

ตั้งแต่ศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ออกไป หอภารกิจก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ราวกับพวกเขาจัดเวลาเปิดได้อย่างแม่นยำ เมื่อศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ออกเดินทาง หอภารกิจก็เปิดประตูทันที

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของฝูงม้าอสูรในคอกม้า มีรายงานจากเหล่าศิษย์บางคนว่า ในวันที่ศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ออกเดินทาง ฝูงม้าอสูรก็ส่งเสียงร้องก้องทั่วคอกม้า

ม้าอสูรเหล่านั้นต่างร้องด้วยความยินดี วิ่งเล่นอย่างอิสระไปทั่วคอก ใบหน้าของพวกมันดูมีความสุขไม่แพ้ศิษย์ของยอดเขาอื่นเลย

ม้าอสูรหลายตัวกรีดร้องอย่างมีความสุขและวิ่งอย่างบ้าคลั่งในลานสนาม แม้ว่าพวกมันจะเป็นสัตว์อสูร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกมันก็แสดงออกมามากกว่ารอยยิ้มของศิษย์์จากยอดเขาอื่น ๆ ซะอีก

จบบทที่ บทที่ 112 ช่วงเวลาที่แสนสงบสุขของนิกายเต๋าอี้

คัดลอกลิงก์แล้ว