เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 88 ทิศทางในสนามรบ...

บทที่ 88 ทิศทางในสนามรบ...

บทที่ 88 ทิศทางในสนามรบ...


ในที่สุดเขาก็ได้ดื่มซุปกระดูกกระดูกตามที่ปรารถนา ที่หน้าทางเข้าสู่ค่ายกล เฉิงชือทำหน้าเพลิดเพลินและส่ายหัว

“รสชาติดีจริงๆ ซุปกระดูกนี้คงมาจากสรวงสวรรค์สินะ คงไม่สามารถหาได้ในโลกมนุษย์ที่จะได้ลิ้มรสมันบ่อยนัก”

“เฉิงชือ เสร็จหรือยัง?”

เสียงเรียกจากหงจุ้นดังมาจากท้องฟ้า แต่เฉิงชือดูเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยปิดตาและเพลิดเพลินกับซุปกระดูกอย่างสุดขีด

ไม่นานเสียงเรียกของหงจุ้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เฮ้ย เจ้าเสร็จหรือยัง?”

“ซุปกระดูกนี้รวมรสชาติของโลกทั้งใบไว้ในนั้น ยิ่งดื่มยิ่งทำให้ไม่สามารถหยุดลิ้มลองได้เลย!”

“รีบหน่อยโว้ย! ข้าจะไม่ไหวแล้ว”

“อืม อร่อย ซุปกระดูกแต่ละถ้วยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ดูคล้ายจะเหมือนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างอย่างมาก เพราะเนื้ออสูรที่ใส่ลงไปสินะ”

“อย่ามาทำเป็นเล่นตัว รีบกลับมาที่นี่เถอะ ให้ข้าได้ดื่มบ้าง”

ได้ยินเสียงด่าทอจากท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง ศิษย์ข้างๆไม่สามารถทนไหวเลยสะกิดเฉิงชือ

“รองผู้นำ ท่านหัวหน้ากำลังเรียกท่านอยู่นะ”

เมื่อได้ยินคำนี้ เฉิงชือไม่แม้แต่จะมองและตอบกลับทันที

“ไม่มีหรอก!เจ้าฟังผิดแล้ว เขากำลังด่าทอเซียะหู่ เราอย่าไปสนเขาเลย”

ได้ยินเช่นนี้ ศิษย์ทุกคนต่างตะลึง

พวกเขาคิดว่าพวกเขาใช้วิธีต่างๆเพื่อดื่มซุปกระดูกให้ได้ว่าแน่แล้ว แต่เมื่อลองเปรียบเทียบกับรองผู้นำแล้ว นี่มันเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย

วิธีการของพวกเขาแทบจะไม่มีความหมายเลย

ดูท่านผู้นำของพวกเขาสู้แบบตัวต่อตัวกับสองราชาอสูร เขายังสามารถนั่งดื่มซุปกระดูกและปิดตาเพลิดเพลินได้อย่างสงบ พร้อมบรรยารสชาติซูปไปพลาง เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก!

“อืม ดูเหมือนว่าลุงของข้าจะไม่หลอกลวงข้าจริง ๆ”

ศิษย์คนหนึ่งถอนหายใจ แล้วพูดว่า

“ลุงของข้าเคยบอกไว้ว่า ‘คนแก่มักเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์’ ดูอย่างรองผู้นำสิมีชีวิตมาได้หลายร้อยปีแล้ว ชั้นเชิงที่แสดงออกมาไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคนรุ่นใหม่จะเปรียบเทียบได้เลย”

เนื่องจากยังไม่ได้รับการตอบรับสักที บนท้องฟ้าหงจุ้นเริ่มที่จะหงุดหงิดมากขึ้น เขาใช้ดาบผลักไล่เซียะหู่ และหันไปมองทีหน้าทางเข้าสู่ค่ายกล ดวงตาของเขาแทบจะระเบิดออกมา

เขาต่อสู้จนสุดชีวิตอยู่ที่นี่ แต่เจ้าแก่เฉิงชือกลับไปหาเก้าอี้มานั่งอย่างสบาย มือถือถ้วยซุปกระดูกและดื่มอย่างมีความสุขราวกับกำลังพักผ่อน

“อ๊า.............”

“หงจุ้น วันนี้ถ้าข้าไม่ฆ่าเจ้า ข้าจะไม่เรียกตัวเองว่าราชาอสูรอีกต่อไป!”

เซียะหู่ไม่รู้ถึงความผิดปกติของหงจุ้น จึงพุ่งบุกเข้าไปอีกครั้ง แต่เพียงแค่ฟันดาบหนึ่งครั้งก็ถูกซัดกระเด็นออกไปอีก

“ไอแก่หัวล้าน โจรเฒ่าปล่อยซุปกระดูกของข้ามาเดียวนี้!”

เขาตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉิงชือในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองหงจุ้นและยิ้ม

“รีบไปไหนล่ะ ข้าก็เพิ่งจะมานั่งกินเอง ซุปกระดูกมันร้อนนิดหน่อย กำลังเป่าให้มันเย็นลงอยู่เนี้ย”

หงจุ้นตอบกลับเฉิงชือคือเสียงตะโกนโกรธ

“งั้นก็หยุดซดซุปกระดูก! แล้วมาช่วยข้าจัดการให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยดื่มอย่างสบายใจ ตกลงไหม?”

เมื่อเฉิงชือเริ่มลงมือเซียะหู่และจินเหนี่ยวก็เริ่มตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทันที โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับหงจุ้นและเฉิงชือ การต่อสู้แบบตัวต่อตัวพวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา

เมื่อเฉิงชือและหงจุ้นเริ่มลงมือสถานการณ์บนสนามรบค่อยๆเอียงเข้าข้างนิกายเต๋าอี้มากขึ้นไปอีก

ซึ่งพวกอสูรบนพื้นไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะว่าเผชิญกับศิษย์เหล่านี้แต่ละคนมีความแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก อสูรจึงไม่สามารถสู้พวกเขาไหว

แม้ว่าจะมีอสูรใหม่เข้ามาเรื่อยๆแต่ความเร็วกองกำลังมาช่วยเหลือของพวกมันก็ไม่ทันกับความเร็วในการไล่ฆ่าของพวกนิกายเต๋าอี้

ดังนั้นจำนวนของเผ่าอสูรก็ลดลงเรื่อยๆจนตอนนี้นิกายเต๋าอี้มีจำนวนจะเท่ากันแล้ว

เมื่อดื่มซุปกระดูกกันมาแล้วความกดดันลดลงศิษย์ของนิกายเต๋าอี้ก็เริ่มฆ่าฟันอย่างบ้าคลั่ง

ทั่วสนามรบสามารถเห็นศิษย์นิกายเต๋าอี้ที่ถืออาวุธกำลังไล่เก็บเกี่ยวชีวิตของพวกอสูรอย่างบ้าคลั่ง

ศิษย์จากยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งกำลังจะฟันอสูรที่อยู่ตรงหน้าให้ตาย แต่ทันใดนั้นเขาถูกซูเจี้ยนขัดขวางเลยถามอย่างไม่เข้าใจ

“พี่สาม หยุดข้าทำไม?”

“รอหน่อย อย่าเพิ่งฆ่ามัน” ซูเจี้ยนพูด

“ทำไมขอรับ?”

บนสนามรบไม่ให้ข้าฆ่าอสูร? หรือว่าต้องให้มันพักสักครู่แล้วมาสู้กันใหม่อย่างยุติธรรม? กลัวว่าคนอื่นจะบอกว่านิกายเต๋าอี้ข่มเหงนี้เกินควร?

ศิษย์คนนั้นมองซูเจี้ยนด้วยความสับสน ซูเจี้ยนจึงตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความฉลาด

“ลองมองดูตอนนี้ว่าอสูรเหลืออยู่เท่าไหร่”

ได้ยินคำนี้ศิษย์คนนั้นก็ยังไม่เข้าใจ แต่เขาก็เริ่มมองไปรอบ ๆ

“เหลือน้อยแล้วนะ อีกไม่เกินสิบห้านาที คงจะจัดการได้หมด”

“ใช่แล้ว การต่อสู้กำลังจะจบลงแล้ว เมื่อการต่อสู้จบ เราจะไม่ได้ดื่มซุปกระดูกอีก”

“เฮ้ย..............”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์คนนั้นตาโตขึ้นเหมือนกับค้นพบสิ่งที่สำคัญมาก

ใช่แล้ว ถ้าการต่อสู้จบ เขาจะไม่ได้ดื่มซุปกระดูกอีกแล้วสิ?

ทันใดนั้นเขามองไปที่ซูเจี้ยนด้วยสีหน้าหวาดกลัว ขอบคุณที่ศิษย์พี่สามหยุดเขาทัน มิฉะนั้นเขาอาจจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่

ซูเจี้ยนมองสีหน้าของศิษย์คนนั้นด้วยความพอใจ

“ศิษย์พี่สาม! แล้วตอนนี้เราจะทำยังไง?”

พูดถึงเรื่องสำคัญ ซูเจี้ยนจึงทำหน้ายิ้มแย้ม

“มีวิธีเดียวเท่านั้น นั่นคือยั้งมือไว้ อย่าให้การต่อสู้จบลง”

“อย่าให้การต่อสู้จบลง?”

ศิษย์คนนั้นมองไปรอบๆรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ง่าย พวกอสูรดูเหมือนจะหมดความสามารถในการต่อสู้แล้ว ตอนนี้ต้องจัดการให้หมดก่อน การต่อสู้ก็จะจบลง

“โง่จังศิษย์น้อง แค่ควบคุมจำนวนไว้ยังไงหล่ะ” ซูเจี้ยนพูด

“อ้า ควบคุมจำนวนไว้?” ศิษย์คนหนึ่งตะลึงก่อนที่จะเข้าใจ แววตาของเขาสว่างขึ้นอย่างรวดเร็วและพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

“ศิษย์พี่สามมีความสามารถจริง ๆ ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”

“ดีแล้ว”

ซูเจี้ยนพูดเสร็จแล้วก็ไปยังที่อื่นๆ ศิษย์คนนั้นมองไปที่อสูรที่เกือบจะหมดแรงอยู่ข้างหน้า เขามองไปด้วยความเมตตา

“พี่อสูรจ้า อย่าเพิ่งรีบตายสิ”

จากนั้นบนสนามรบ ศิษย์จำนวนมากเริ่มเดินไปเดินมา

อสูรที่ควรถูกฆ่าด้วยคมดาบกลับมีชีวิตรอดได้

“น้องสาว! อย่าเพิ่งฆ่าอสูรนะ”

“หะ พี่ชายมีอะไรรึเปล่าเจ้าคะ?”

“ยั่งมือไว้ก่อนไม่สามารถฆ่าทั้งหมดได้ ถ้าฆ่ามันจนหมดจะไม่สามารถดื่มซุปกระดูกได้นะ!”

“การต่อสู้ไม่ควรจบเร็วขนาดนี้ ต้องปล่อยให้มันมีชีวิตรอดไว้ มีประโยชน์กว่า”

“เธออยากดื่มซุปกระดูกไหม?”

“อยาก!”

“ถ้าอยากดื่มซุปกระดูก ก็ห้ามฆ่าเข้าใจไหม?”

“เธอเป็นหมูหรือไง ลองคิดดูสิ ทำไมน้องฉางชิงถึงต้มซุปกระดูก?”

“เพราะสงครามการต่อสู้?”

“ใช่! ดังนั้นเราต้องไม่ให้การต่อสู้จบเร็ว มิฉะนั้นเราจะไม่ได้ดื่มซุปกระดูกต่อนะสิ”

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากพี่ชาย”

“โชคดีที่ศิษย์พี่มาเตือนได่ทัน มิฉะนั้นข้าอาจจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่”

ศิษย์หลายคนเริ่มบอกกล่าวกันอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าสถานการณ์บนสนามรบก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ศิษย์เหล่านั้นมองไปที่อสูรที่ใกล้จะตาย ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเมตตา ความห่วงใยและแม้กระทั่งความวิตกกังวล

นี่ไม่ใช่อสูร แต่เป็นตั๋วอาหารที่มีชีวิต พวกเขาจึงต้องทำให้มันมีชีวิตอยู่เพื่อที่พวกเขาจะได้ดื่มซุปกระดูกต่อไป

“ท่านอสูร! ต้องฟื้นขึ้นมานะ! อย่าเพิ่งตายไปก่อนเลย”

จบบทที่ บทที่ 88 ทิศทางในสนามรบ...

คัดลอกลิงก์แล้ว