- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 89 สถานการณ์การต่อสู้ที่รุนแรงอยู่ตลอด?
บทที่ 89 สถานการณ์การต่อสู้ที่รุนแรงอยู่ตลอด?
บทที่ 89 สถานการณ์การต่อสู้ที่รุนแรงอยู่ตลอด?
“นี่มันอะไรกัน! ฟันอีกแค่ดาบเดียวก็ฆ่ามันได้แล้ว ทำไมต้องปล่อยมันไป?”
“แค่ชั่วคราว ปล่อยให้มันมีชีวิตไว้อีกหน่อยเท่านั้น รอพวกเราได้ดื่มซุปกระดูกอิ่มแล้วค่อยฆ่ามันก็ไม่สาย”
“ไม่มีทาง ข้าจ้าวเจิ้งผิงจะไม่ผ่อนปรนกับอสูร”
ที่มุมสนามรบแห่งหนึ่งซูเจี้ยนยืนขวางระหว่างจ้าวเจิ้งผิงกับอสูรดินตัวหนึ่ง ทั้งสองพี่น้องทะเลาะกันอย่างไม่ยอมยุติ
เห็นท่าทางหัวดื้อของจ้าวเจิ้งผิง ซูเจี้ยนก็รู้สึกเหนื่อยใจ
“แล้วท่านอยากดื่มซุปกระดูกไหม?”
เขารู้จักพี่ใหญ่ของตนดี ซูเจี้ยนรู้ว่าแม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังจัดการพี่ใหญ่ไม่ได้เลย ในที่สุดเขาก็รู้สึกว่าไม่สามารถโน้มน้าวได้ แต่ไม่คาดคิดว่าต่อมา จ้าวเจิ้งผิงจะหน้าตาแดงก่ำกัดฟันพูดคำเดียว
“อยาก”
คำง่ายๆเพียงคำเดียวกลับทำให้ซูเจี้ยนรู้สึกเหมือนเห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดในโลก
ภายใต้การจับจ้องของซูเจี้ยน จ้าวเจิ้งผิงหลบตาและอธิบายด้วยความไม่มั่นใจ
“ข้า...........นั่นคือน้องหญิงอยากดื่มอีกครั้งเดียว ไม่มีครั้งที่สองแน่นอน”
“แน่นอน! ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่ของเรามีความยุติธรรมเสมอ”
เมื่อสามารถตกลงกับจ้าวเจิ้งผิงได้ซูเจี้ยนก็โล่งใจอย่างมาก เพียงแค่นี้แผนการดื่มซุปกระดูกให้สบายใจก็สำเร็จแล้ว
ศิษย์ของนิกายเต๋าอี้เห็นพ้องต้องกัน แต่พวกอสูรที่รอดชีวิตก็รู้สึกสับสนไปหมด
ก่อนหน้านี้ศิษย์ที่เคยบ้าคลั่งไล่ฟันพวกมัน ตอนนี้กลับแสดงความห่วงใยอย่างเต็มที่ต่อพวกมัน
“เจ้าไม่เป็นไรนะ?”
ศิษย์จากยอดเขาบุปผางามมองไปที่พวกอสูรด้วยความเป็นห่วง พวกอสูรได้แต่ยืนงง งวย?
กระบี่ที่เพิ่งจะฟันพลาดจากตัวมันไปแค่ 0.001 มิลลิเมตร ทำให้มันรู้สึกถึงเสียงเรียกของยมโลก แต่สุดท้ายมันกลับรอดชีวิตได้และศิษย์จากยอดเขาบุปผางามยังแสดงความห่วงใยต่อมัน
แม้กระทั่งพวกอสูรที่ได้รับบาดเจ็บหนัก บรรดาศิษย์ก็ยังนำยาฟื้นฟูมารักษาบาดแผลออกมาให้พวกมันด้วยซ้ำ
“เฮ้! น้องชายอสูรตื่นขึ้นมาสิ อย่าเพิ่งไปนะ ต้องลุกขึ้นมาก่อน!”
เสียงตบอย่างแรง ร้อมกับยาฟื้นฟู ทำให้อสูรตนนั้นตื่นขึ้นมา
มองไปรอบๆพบศิษย์นิกายเต๋าอี้หลายคนล้อมรอบมัน มันพึมพำด้วยความอ่อนแรง
“ที่ยมโลกก็ยังมีศิษย์ของนิกายเต๋าอี้ด้วยหรือ?”
เมื่อเห็นอสูรฟื้นตัวแล้ว ศิษย์ทุกคนก็โล่งใจ
“น้องสาวดูแลมันดีๆ อย่าให้มันตายไปเสียก่อน พี่ชายขอไปดื่มซุปกระดูกก่อน”
ตามแผนที่ตกลงกัน ศิษย์ทุกคนก็เริ่มสลับกันไปที่ทางเข้าค่ายกลเพื่อดื่มซุปกระดูก
ซูเจี้ยนยืนอยู่หน้าเย่ฉางชิงดื่มซุปกระดูกอย่างสบายใจข้างๆ เย่ฉางชิงยุ่งอยู่กับการทำอาการก็ถามขึ้นมากระทันหัน
“ศิษย์พี่สาม ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
คำถามที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ซูเจี้ยนกลับหยุดชะงักก่อนจะจัดท่าทีอย่างจริงจังและพูด
“อา สถานการณ์ยังรุนแรงอยู่ ทุกคนยังคงต่อสู้อย่างทุ่มเท”
“จริงเหรอ? ดูเหมือนซุปกระดูกจะไม่สามารถหยุดได้แล้ว”
“ใช่แล้วๆ น้องฉางชิง ถ้าไม่มีซุปกระดูกนี้ พวกพี่น้องคงไม่สามารถทนสู้ต่อไปไหวแน่ๆ”
“ศิษย์พี่สามไม่ต้องห่วง ข้ารู้แล้ว”
“อืม ขอบคุณมากนะน้องฉางชิง”
ซูเจี้ยนตบที่ไหล่ของเย่ฉางชิงด้วยความรู้สึกประทับใจ ในช่วงเวลานี้ ซูเจี้ยนรู้สึกเหมือนความฝันของเขากำลังเป็นจริง เขาสามารถดื่มซุปกระดูกจากฝีมือของเย่ฉางชิงได้เรื่อยๆ
‘ฮ่า ฮ่า ข้าซูเจี้ยนยังมีวันที่ดีเช่นนี้’
ซูเจี้ยนมีความสุขอย่างมากในใจ แต่ไม่นานเสียงของเย่ฉางชิงก็ดังขึ้น
“เอ๊ะ ศิษย์พี่สาม บาดแผลของท่านไม่ใช่หายไปแล้วหรือ? ถ้าเลือดหยุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องดื่มซุปกระดูกอีก ให้ศิษย์น้องที่ต้องการดีกว่านะขอรับ”
เย่ฉางชิงพูดออกมาอย่างไม่ตั้งใจพูดไปเรื่อยๆโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อซูเจี้ยนได้ยิน เขาก็เริ่มตื่นตระหนกทันที จึงใช้พลังปราณภายในเพื่อทำให้แผลหนึ่งในร่างกายเขาเปิดออกอีกครั้ง เลือดไหลออกมาอย่างรวดเร็ว
“น้องฉางชิงแผลข้ายังไม่หายเลย! รีบเอาซุปกระดูกมาให้ข้าอีกถ้วยด่วนๆเลย”
เมื่อเห็นดังนั้นเย่ฉางชิงก็ไม่สงสัยอะไร ส่งซุปกระดูกให้อีกถ้วยแล้วก็กลับไปยุ่งกับการเตรียมซุปกระดูกหม้อต่อไป
ซูเจี้ยนดื่มซุปกระดูกด้วยความรู้สึกโล่งใจและในใจคิดว่าต้องบอกทุกคนให้รู้ว่า จะแสดงละครนั้นต้องทำให้สมบูรณ์ อย่าให้มีข้อบกพร่อง!
เมื่อกลับไปที่สนามรบ แม้ว่ายังคงได้ยินเสียงการต่อสู้อย่างรุนแรง แต่หากสังเกตอย่างละเอียด จะพบว่าศิษย์ของนิกายเต๋าอี้หลายคนกำลังล้อมอสูรกลุ่มเดียวจนเกือบเหมือนการเตรียมที่จะทำอาหาร
“เจ้าอสูรสารเลว ข้าจะเอาชีวิตเจ้าทั้งตระกูลเลย”
“ฆ่ามานนน”
“ตัดสินกันไปเลย เจ้าจะตายหรือข้าจะตาย”
ในขณะที่พวกอสูรถูกเตะอยู่เรื่อยๆ
“ตะโกนไปสิ ข้าตะโกนเสร็จแล้วถึงตาเจ้ากรีดร้อง”
“อะ เฮ้ ฆ่ามัน ...............”
“เจ้าไม่ได้กินข้าวมาหรือยังไง กำลังต่อสู้ต้องมีเสียงมุ่งมั่นกว่านี้หน่อย!”
“ดูข้าสิ ข้าตะโกนยังไง เจ้าก็ตะโกนตาม”
“ฆ่ามัน!”
“ฆ่ามัน!”
“ถูกต้อง ให้ตะโกนแบบนี้”
จากเสียงร้องดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงมาก แต่จริงๆแล้ว กลับเป็นการแสดงปาหี่
แน่นอนว่าอสูรบางตนไม่สามารถทนต่อความอับอายนี้ได้
“นิกายเต๋าอี้พวกเจ้าทำเกินไปแล้วนะ พวกเจ้าคิดว่าข้าจะยอมถูกดูถูกได้หรือ?”
“พูดบ้าบออะไรหน่ะ? หุบปากไปซะ”
กลัวว่าเย่ฉางชิงจะได้ยินจากที่ไกลๆ ซูเจี้ยนจึงใช้มือใหญ่ปิดปากอสูร แล้วรีบเอามือปิดปากมันไว้อย่างรวดเร็ว
“อือ อือ ..............”
เมื่อไม่สามารถพูดได้อสูรตนนั้นจึงมองไปรอบๆ เห็นการพูดคุยของศิษย์นิกายเต๋าอี้ที่อยู่ใกล้ ๆ
“เจ้านี่ไม่สำนึกบุญคุณเลย อุตสาห๋ปล่อยให้รอด”
“จะเปลี่ยนตัวอื่นไหม?”
“ไม่มีแล้ว ดูรอบๆไม่มีอสูรตัวไหนที่ยังมีชีวิตอยู่”
“แต่มันไม่ให้ความร่วมมือเลย”
“ลองอีกครั้ง”
“ก็ได้ งั้นเจ้าลองเจรจากับมันดู”
พูดจบ พวกเขาหันไปมองที่พวกอสูรตัวนั้น
“เจ้าคงไม่อยากให้ชีวิตตก อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่กว่านี้หรอกนะ...........”
ผ่านการเจรจาอย่างเป็นมิตร พวกอสูรตัวนั้นก็ถูกบังคับให้ตะโกนว่า “ฆ่ามัน!” ทว่ามันกลับได้รับการตอบสนองด้วยการตบที่แรงขึ้น
“เจ้าโวยวายอะไรอยู่น่ะ นี่คือสนามรบ ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาร้องไห้ ร้องออกมาให้ดีๆอีกครั้ง ถ้าไม่ดีจะทำให้เจ้าไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์เลยหนิ”
“ฆ่ามัน.............”
คราวนี้ดีขึ้น แต่อสูรกลับน้ำตาไหลเต็มไปด้วยความอับอาย
เหล่าศิษย์ของนิกายเต๋าอี้ในสถานที่นี้ดูเหมือนจะรังแกพวกอสูรเหล่านั้นจนเกินมนุษย์ธรรมไป
ที่หน้าทางเข้าค่ายผล เย่ฉางชิงก็ได้ยินเสียงการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง
“ดูเหมือนว่ามีกองกำลังเสริมพวกอสูรมาเพิ่มขึ้น หวังว่าจะสามารถต้านทานไว้ได้นะ”
ศิษย์นิกายเต๋าอี้จำนวนมากล้อมรอบด้วยเสียงตะโกน
“รีบหน่อย มาเอาซุปกระดูกเร็ว เลือดข้ายังไม่หยุดไหล”
“กำลังเสริมพวกอสูรมาอีกแล้ว ข้าถูกอสูรสิบตัวล้อมโจมตี แต่ยังดีหลบหนีและฆ่าพวกมันได้นิดหน่อย”
“สู้ต่อไปสหาย การต่อสู้ครั้งนี้เราต้องชนะ”
“พี่ใหญ่พูดถูก ขอแค่มีซุปกระดูกให้ข้า ข้าจะสู้ต่อไปได้เรื่อย ๆ”
“ใช่ ซุปกระดูกต้องดื่มให้หมด เราจะไม่หยุดจนกว่าจะหมด”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูด แต่ทันใดนั้นเหล่าศิษย์ทั้งหมดต่างตะโกนออกมาพร้อมกัน
“ซุปกระดูกต้องดื่มให้หมด เราจะไม่หยุดจนกว่าจะหมด”
“ซุปกระดูกต้องดื่มให้หมด เราจะไม่หยุดจนกว่าจะหมด”
“ซุปกระดูกต้องดื่มให้หมด เราจะไม่หยุดจนกว่าจะหมด”
ความมุ่งมั่นที่พุ่งขึ้นสูงนี้ทำให้เย่ฉางชิงรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่พ่อครัว แต่การที่เขาเห็นพลังของอาหารที่เขาทำมีส่วนช่วยต่อการต่อสู้เช่นนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
ในอีกด้านของสนามรบ เหล่าศิษย์นิกายเต๋าอี้จำนวน7-8คนล้อมพวกอสูรตัวหนึ่งไว้ ทำหน้าตา “ใจดี” พูด
“ตะโกนต่อไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นข้าจะจัดการเจ้า”
“ถ้าอย่างนั้นให้ข้าตายไปเถอะ”
“อยากตายเหรอ? ไม่ได้ฟังหรอกหรือ ว่าซุปกระดูกต้องดื่มให้หมด เจ้าจะไม่ได้ตายง่ายๆหรอกนะ หึหึ”
“ฮือฮือ...........ฆ่ามัน...........”