- หน้าแรก
- ผมเก็บปลาหยกได้ เลยต้องกลายเป็นจอมยุทธ์ในสิบปี
- บทที่ 27 - การหวนคืนและทางเลือกแห่งศาสตรา
บทที่ 27 - การหวนคืนและทางเลือกแห่งศาสตรา
บทที่ 27 - การหวนคืนและทางเลือกแห่งศาสตรา
บทที่ 27 - การหวนคืนและทางเลือกแห่งศาสตรา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ปลาหยกในมือกลับคืนสู่สภาพเดิม กลายเป็นหยกขาวแกะสลักหยาบ ๆ ราคาถูก แต่ไป๋ล่างยังจำภาพความงดงามตอนที่มันมีชีวิตชีวาได้อย่างแม่นยำ "จะทิ้งดีไหมนะ?" เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเก็บมันยัดใส่ในอกเสื้อเหมือนเดิม
ตอนนั้นเองไป๋ล่างก็สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าบนตัวกลับกลายเป็นชุดจีนโบราณชุดเดิมที่เขาใส่ก่อนข้ามมิติ ส่วนปืนวอลเธอร์ พีพีเค ที่พกติดตัวมาด้วย... หายวับไปกับตา
"นี่คือกฏการคัดกรองของมิติสินะ? ห้ามนำอาวุธดินปืนสมัยใหม่เข้ามา" ไป๋ล่างหัวเราะในลำคอ ร่างกายของเขายังคงดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีตามอายุในโลกนี้ แต่ด้วยผลจากการฝึกวรยุทธ์อย่างหนัก ทำให้ร่างกายดูบึกบึนโตเกินวัยราวกับหนุ่มสิบเจ็ดสิบแปด ทุกจังหวะการหายใจเข้าออก ลมปราณระฆังทองจะโคจรไปทั่วร่างโดยอัตโนมัติ พร้อมกับมีเสียงคำรามต่ำ ๆ ในลำคอคล้ายเสียงกรนของเสือโคร่ง
"เยี่ยม! วรยุทธ์ที่ฝึกปรือมายังอยู่ครบ!" ไป๋ล่างดีใจจนเนื้อเต้น แบบนี้ค่อยคุ้มค่าที่จะเก็บเจ้าปลาหยกไว้หน่อย
"เวลาในโลกนี้หยุดนิ่งอยู่ที่ตอนที่ข้าจากไปสินะ" นี่คือข้อสรุปหลังจากที่ไป๋ล่างชะโงกหน้าออกไปดูนอกห้อง พวกขาเมาและคนงานในพรรคที่เดินผ่านไปมาไม่มีท่าทีประหลาดใจที่เห็นเขา แสดงว่าเขาไม่ได้หายไปนานเป็นปี ๆ
ในช่วงเวลาที่ข้ามไปอยู่โลกปัจจุบัน ยาขัดผิวที่พกติดตัวไปถูกใช้จนหมดเกลี้ยง พอกลับมาถึงห้องเก่า ไป๋ล่างจึงรีบควานหากระปุกยาขัดผิวที่พรรคแจกให้มาทาตัว แล้วเริ่มฝึกฝนร่างกายทันที ผลจากการฝึกรอบนี้ทำให้เขาค้นพบด้วยความยินดีว่า คอขวดของวิชาระฆังทองขั้นที่สองเริ่มมีการสั่นคลอน ลมปราณที่ไหลเวียนกำลังส่งสัญญาณว่าจะทะลวงจุดชีพจรเพิ่มได้อีก
ทันใดนั้น ไป๋ล่างก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ "ฉิบหายแล้ว! ต้องรีบจดคัมภีร์!"
คัมภีร์ระฆังทองฉบับจริงไม่ได้ติดตัวเขาไปโลกนู้น และแน่นอนว่ามันก็ไม่ได้ติดตัวเขากลับมา แต่เนื้อหาทั้งหมดรวมถึงรูปภาพประกอบถูกบันทึกไว้อย่างแม่นยำในสมองของเขาแล้ว "จำดีแค่ไหนก็สู้จดไว้ไม่ได้" ไป๋ล่างรีบหาพู่กันมาเขียนคัมภีร์ออกมาจากความทรงจำทันที
ถามว่ากลัวใครจะมาขโมยหรือความแตกไหม? ไป๋ล่างแค่นเสียงฮึ "คนอย่างข้าที่เป็นแค่หัวหน้าคนคุมบ่อนปลายแถวของพรรค ใครมันจะมาสนใจวะว่าข้าไปเจอวาสนาปาฏิหาริย์อะไรมา ฮ่าฮ่าฮ่า"
ความเป็นจริงก็เป็นแบบนั้น พรรคเกษมสันต์ไม่ได้ให้ราคากับสมาชิกพรรคระดับกลาง ๆ อย่างเขามากนัก พวกเขาเป็นแค่ตัวประกอบที่เอาไว้โห่ร้องข่มขวัญเวลาแก๊งตีกันเท่านั้น
คนที่จะได้รับความสำคัญจริง ๆ คือพวกอัจฉริยะอย่าง "โม่ตี๋" ที่เข้าตาเบื้องบน จนได้เหล่าผู้อาวุโสรับไปเป็นศิษย์สายตรง ถ่ายทอดวิชาสุดยอดให้ คนพวกนั้นแหละคืออนาคตของพรรค ส่วนคนอย่างไป๋ล่าง ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์อะไร ในชีวิตนี้อย่างมากก็ไต่เต้าไปได้แค่ตำแหน่งรองหัวหน้าสาขาก็หรูแล้ว
ดังนั้นการที่พรรคโยนคัมภีร์พื้นฐานให้สองเล่ม พร้อมแจกยาขัดผิวให้ทุกเดือน แถมยังมีเงินเดือนและเงินพิเศษให้กินใช้ ก็ถือว่าเลี้ยงดูดีมากแล้วสำหรับลูกสมุน ดีกว่าไปเป็นชาวบ้านตาดำ ๆ อดมื้อกินมื้อตั้งเยอะ แถมถ้าสะสม "แต้มความดีความชอบ" ได้มากพอ ก็ยังเอาไปแลกคัมภีร์หรือยาดี ๆ จากหอคัมภีร์ได้อีก
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ไป๋ล่างสำเร็จวิชาระฆังทองขั้นแรกและทะลวงจุดชีพจรเล็กได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ถือว่าเหนือกว่าลูกพรรคทั่วไปอยู่ครึ่งก้าว ถ้าขยันฝึกต่อไป ตำแหน่งหัวหน้าสาขาหรือรองประมุขสาขาย่อมไม่ใช่แค่ฝัน
แต่พอนึกถึงโม่ตี๋... ไป๋ล่างก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ จุดเริ่มต้นของเขาวันนี้ คือจุดที่หมอนั่นเดินผ่านมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ป่านนี้โม่ตี๋คงไปไกลสุดกู่แล้ว
ช่างหัวคนอื่น ตอนนี้สิ่งที่ไป๋ล่างต้องทำคือเก็บเนื้อเก็บตัว ฝึกวิชาเงียบ ๆ พยายามทะลวงระฆังทองขั้นสองและสามให้ได้ เขาค่อนข้างมั่นใจ เพราะสามขั้นแรกถือเป็นด่านพื้นฐาน ด้วยพื้นฐานที่แน่นปึ้กจากโลกปัจจุบัน เขาผ่านได้แน่
ส่วนขั้นที่หกที่เป็นธรณีประตูสู่ระดับ "เซียนเทียน" (ก่อกำเนิดฟ้า) นั่นค่อยว่ากัน ไป๋ล่างเชื่อว่าต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ก่อน ถึงจะเข้าใจความลึกลับของยุทธภพโลกนี้อย่างแท้จริง
ในฐานะนักเลงคุมบ่อน ข่าวสารในวงการถือว่าไวพอตัว แต่ก็เป็นแค่ข่าวระดับล่าง เรื่องราวของยอดยุทธ์ระดับสูงแทบไม่เคยหลุดมาถึงหู อย่างมากเขาก็รู้แค่ว่ามี "ทำเนียบฟ้าดิน" และประมุขพรรคเกษมสันต์ของเขาก็มีชื่อติดอยู่ใน "ทำเนียบคน" แต่รายละเอียดลึก ๆ เขาไม่รู้เลย เพราะมัวแต่บ้าฝึกวิชาไม่ได้สนใจชาวบ้าน
ตอนนี้ถือว่าเขามีวาสนาแล้ว อนาคตสดใสรออยู่
เงื่อนไขการผ่านด่านที่สองของระฆังทองคือต้องทะลวงชีพจรหลักสิบสองเส้นให้ครบ ให้ลมปราณไหลเวียนไม่ขาดสาย ถ้าทะลวงชีพจรพิเศษแปดเส้นได้ด้วยยิ่งดี แต่จุดเหรินและตู (สะพานเชื่อมฟ้าดิน) ยังไม่ต้องรีบเชื่อมก็ได้ เพราะถ้าเชื่อมได้ก็เท่ากับก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ระดับเซียนเทียนแล้ว
ดังนั้นภารกิจหลักตอนนี้คือสะสมลมปราณให้มากที่สุด ยิ่งหนาแน่นยิ่งดี วิชาระฆังทองอาจจะไม่ใช่วิชาที่เน้นสร้างลมปราณมหาศาลเหมือนวิชาสายกำลังภายในแท้ ๆ (มันเน้นความถึกทนและแรงกาย) แต่มันก็ช่วยให้ลมปราณมีความหนักแน่นทรงพลัง เหมาะกับการต่อสู้
ถ้าอิงตามนิยายที่เคยอ่าน วิชาระฆังทองเน้นฝึกกายเนื้อและเลือดลม ส่วนวิชาที่เน้นสร้างลมปราณเทพ ๆ ต้องยกให้ "คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น" แต่น่าเสียดายที่ไป๋ล่างไม่มีบุญได้จับของแบบนั้น เอาเถอะ วิชาระฆังทองที่ฝึกจากนอกเข้าในก็เหมาะกับคนหัวทึบอย่างเขาดี อย่างน้อย "คงไม่กากไปกว่ายาจกอุดรหรอกมั้ง?" นี่คือความมั่นใจของไป๋ล่าง
แต่ช้าก่อน... อั้งชิกกงมีฝ่ามือพิชิตมังกรสิบแปดท่า แถมภูมิปัญญาทางวรยุทธ์ก็น่าจะเหนือกว่าไป๋ล่างหลายขุม... ตัดภาพมาที่ไป๋ล่าง มีแค่เพลงหมัดยาวสามสิบสองท่า กับเคล็ดวิชา "ลักษณ์พยัคฆ์" ที่มั่วขึ้นมาเองจากทฤษฎีมวย
"ข้าควรหาอาวุธมาฝึกสักอย่างดีไหม?" ไป๋ล่างเริ่มคิดว่าลำพังแค่หมัดมวยอาจจะไม่พอ
แต่ศาสตราวุธมีเป็นร้อยแปด "ทวน ง้าว ดาบ กระบี่ กระบอง... ฝึกอะไรดีวะ?" ไป๋ล่างนั่งคิดจนหัวบวม จริง ๆ เขาอยากฝึก "กระบี่"จะได้ดูเท่เหมือนจอมยุทธ์เจ้าสำราญ แต่ใครจะสอน? จะไปหาคัมภีร์กระบี่มาจากไหน? ทวนกับง้าวยิ่งแล้วใหญ่ หาที่เรียนยาก พึ่งตัวเองงมโข่งฝึกไปก็เสียเวลาเปล่า เผลอ ๆ จะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
วิชากระบี่ทุกสำนักล้วนมี "ปรัชญา" และ "เจตจำนง" แฝงอยู่ ถ้าฝึกเองมั่ว ๆ อาจจะได้แค่ท่าไม้ตายก้นหีบที่ใช้ได้ผลแค่ครั้งเดียว แต่จะให้เข้าถึงแก่นแท้แห่งกระบี่ นั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เทียบกันแล้ว "ดาบ" ดูจะเป็นมิตรกว่าเยอะ ปราการด่านแรกต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ขอแค่ฟันเป็น แทงเป็น ก็ถือว่าใช้ดาบเป็นแล้ว ส่วนเรื่องเคล็ดวิชาลึกล้ำค่อยไปเติมทีหลังได้
"ถ้ามองในมุมนี้... ดาบใหญ่ของพวกฝรั่งหรือดาบ Bastard Sword จริง ๆ แล้วมันก็คือ 'ดาบ' ในนิยามของจีนใช่ไหมนะ?" ไป๋ล่างคิดเปรียบเทียบ เพราะในสายตาเขา ดาบฝรั่งที่เน้นฟันเน้นสับ มันให้อารมณ์เหมือนดาบมากกว่ากระบี่ของจีน
[จบแล้ว]