เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 2)

บทที่ 20: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 2)

บทที่ 20: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 2)


เสียงฆ้องและกลองดังขึ้น  ฝูงชนจำนวนมากต่างได้ยิน  ขบวนเสด็จของพระมเหสีใหญ่โตมาก ๆ ขันทีสองสามร้อยคนเดินถือร่ม  ทหารคุ้มกันสีหน้าเคร่งเครียด  ตรงกลางขบวนเป็นเกี้ยวขนาดใหญ่แบกโดยชายฉกรรจ์แปดคน  เกี้ยวนั้นประดับตกแต่งด้วยของหรูหรามากมาย  หลังคาประดับด้วยหยกช้างเผือกและนกเฟิ่งหวง (ฟินิกซ์) แกะสลักเหมือนจริงดูมีชีวิตชีวา  ผ้าม่านที่บังประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าเม็ดใหญ่ราวกับตาของมังกร  อีกทั้งยังมีไข่มุกน้ำเต้าขนาดใหญ่  เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ เกี้ยวจะได้กลิ่นหอม ๆ โชยเตะจมูก  แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์

เกี้ยวนั้นมีม่านกั้นอยู่จึงดูไม่รู้ว่ามีใครอยู่ข้างใน  จะเห็นก็แต่เงาลาง ๆ ของผู้หญิงที่นั่งเท้าคางด้วยท่าทางสง่างามจนไม่อาจบรรยาย

เจ้าของเงาร่างผู้หญิงนั่นก็คือพระมเหสีเย่  ผู้หญิงที่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันทรงสนพระทัยมากที่สุด

พวกนายหญิงเฒ่าดูตื่นเต้นยินดีในทันทีที่เห็นขบวนเสด็จมาถึง  พวกนางคุกเข่าลงเพื่อรับเสด็จ

นายหญิงเฒ่า  นายหญิงใหญ่และนายหญิงสองเป็นผู้อาวุโสของครอบครัวจึงไม่ต้องคุกเข่า  แค่โค้งคำนับก็พอ  แต่พวกรุ่นเดียวกันลงไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเย่ชิงหรือว่าเย่หลินเอ๋อต้องคุกเข่า  ส่วนพวกคนรับใช้นั้นต้องหมอบกราบลงไปเลย

“ทุกคนลุกขึ้นเถอะ  เรามาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัว  ไม่ต้องมากพิธีช” เสียงจากภายในเกี้ยวดังขึ้นมา  แม้จะไม่ดังมากแต่กลับชัดเจนและเรียบเนียนราวกับผ้าไหม

“พระมเหสีเสด็จแล้ว~” ขันทีสูงอายุประกาศ

คนแบกเกี้ยวได้วางเกี้ยวลงอย่างระมัดระวังก่อนที่ขันทีใหญ่จะเอื้อมมือไปเลิกม่านออก  ปรากฏเป็นใบหน้างดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ในชุดยาวสีแดง  นางค่อย ๆ เยื้องย่างออกมาช้า ๆ และในขณะนั้นเองก็มีแรกดกดันที่มองไม่เห็นกดหัวทุก ๆ คนในหวางฝูจนต้องพากันก้มหน้าทันที

นี่คือลูกสาวคนโตของหวางฝูตระกูลเย่ ‘เย่ชิงเอ๋อ’ ผู้ซึ่งเป็นพระมเหสีของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน

พระมเหสีเย่ช่างงดงามเกินคำบรรยาย  ดังนั้นทันทีที่นางก้าวลงมาบรรยากาศความงามของนางก็ทะลักออกมาท่วมไปทั่วทั้งพื้นที่  เพียงนางยืนเฉย ๆ ก็ไม่มีผู้ใดจะเทียบได้แล้ว  แม้แต่หูเหมยที่ทุก ๆ คนต่างก็ชมนักชมหนาว่าสวยอย่างกับปีศาจจิ้งจอก  แต่เมื่อต้องมาเจอกับพี่หญิงใหญ่แล้วนางก็ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง  ไม่อาจเทียบเคียงอะไรกับพระมเหสีเย่ได้เลย

เย่หลินเอ๋อแอบเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง  ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาเมื่อเห็นว่าพี่หญิงใหญ่ของนางเจิดจ้าเพียงใด  หากนางได้รู้ตั้งแต่แรกว่าผู้หญิงสามารถเพลิดเพลินกับความรุ่งโรจน์ในระดับนี้ได้ล่ะก็นางคงจะไม่ใช้ชีวิตนี้อย่างไร้ค่ามาจนถึงตอนนี้หรอก

“น้องหญิงสามแอบมองพี่ทำไมเหรอ?” พระมเหสีเย่ถามเบา ๆ พลางยกยิ้มมุมปากนิด ๆ

ทันทีที่นางเริ่มพูดความกดดันที่มองไม่เห็นก็เหมือนกับถูกถอนออกไปทันที  และหลายคนถึงขั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก  นายหญิงใหญ่กับหูเหมยหันไปสบตากันและก็พบว่าดวงตาของอีกฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา

เย่หลินเอ๋อปั้นยิ้มโง่ ๆ และตอบว่า “พี่หญิงใหญ่สวยเกินไปเจ้าค่ะ  สวยกว่าเมื่อสามปีก่อนหลายเท่าเลย”

พระมเหสีเย่ยิ้มอย่างผ่อนคลายและกล่าวว่า “เจ้าเองก็สวยมากเช่นกัน  น้องหญิงสามโตขนาดนี้แล้วมีคนมาสู่ขอบ้างแล้วหรือยัง?”

เย่หลินเอ๋อหน้าแดงทันทีและตอบว่า “พี่หญิงใหญ่ล่ะก็  ข้ายังอยากอยู่กับท่านแม่ท่านย่าอีกซักสองสามปีเจ้าค่ะ”

นายหญิงใหญ่หัวเราะตามและพูดว่า “เด็กนี่เคยชินกับการเอาแต่ใจตัวเอง  มีชายหนุ่มมากมายมาขอแต่งงานแต่ก็ไม่มีคนไหนที่นางชอบเลย  นายหญิงเฒ่าก็ปล่อยให้นางทำอะไรได้ตามใจชอบ  วัน ๆ นางเลยเอาแต่ไปขลุกอยู่กับพวกหนุ่ม ๆ ลูกหลานขุนนางชั้นสูง  ช่างเป็นที่น่าอับอายของครอบครัวเราจริง ๆ เลยเชียว”

นายหญิงเฒ่าที่ได้ยินก็ไม่พอใจเลยพูดกลับไปบ้างว่า “ตอนนี้ตระกูลเย่เป็นตระกูลอันดับหนึ่งของแผ่นดิน  เราไม่จำเป็นต้องมาแต่งงานทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น  หลานหญิงสามของข้าอยากทำอะไรก็ปล่อยให้นางทำตามใจชอบไปเสียสิไม่เห็นจะเป็นไรเลย”

“ท่านย่าดีกับหลานที่สุดเลยเจ้าค่ะ” เย่หลินเอ๋อกล่าวอย่างไพเราะ

พระมเหสีเย่โค้งคำนับนายหญิงเฒ่าและกล่าวว่า “ไม่ได้พบท่านมาสามปีแล้ว  ท่านยังแข็งแรงดีอยู่ไหม?”

“ข้าสบายดี” นายหญิงเฒ่ารีบตอบ

“ดีแล้ว ๆ ทุก ๆ คนในตระกูลมากันครบแล้วใช่ไหม?” พระมเหสีเย่ถามพลางมองไปรอบ ๆ

“ทุก ๆ คนอยู่ที่นี่หมดแล้ว” นายหญิงเฒ่าพยักหน้าตอบ

สีหน้าของพระมเหสีผ่อนคลาย  นางไม่ได้พูดอะไรแต่ยังคงมองไปรอบ ๆ คนหาคนเพียงคนเดียวจากฝูงชนจำนวนมาก

“พระมเหสีทรงหาใครอยู่หรือเพคะ” หูเหมยถามเบา ๆ และกลอกตาไปมองรอบ ๆ ด้วย

“น้องสิบสองของข้าล่ะอยู่ไหน?” พระมเหสีเย่ถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ  ก่อนจะหันไปจ้องมองที่นายหญิงใหญ่ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน  เจ้าตัวที่ถูกมองถึงกับตัวแข็งทื่อในทันที

“เจ้าสิบสองอยู่ในเรือนของตนเพคะ” นายหญิงใหญ่ตอบ

“แล้วใหนบอกว่าทุก ๆ คนในตระกูลเย่มากันครบแล้วล่ะ?” พระมเหสีเย่หันไปกดดันนายหญิงเฒ่าด้วยสายตาที่ก้าวร้าวบ้าง

แน่นอนว่านายหญิงเฒ่าไม่ชอบสายตาแบบนั้นเลยตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนักว่า “เย่เซิงเป็นเพียงลูกของนางสนม  แล้วมันจะมีสิทธิ์มาเสนอหน้ายืนคู่กับทายาทสายตรงอย่างเย่ชิงและเย่หลินเอ๋อได้อย่างไร?  ตัวมันที่สถานะต่ำต้อยเช่นนั้นไม่คู่ควรมายืนต่อหน้าพระมเหสีหรอกเพคะ!”

“ดูเหมือนว่านายหญิงเฒ่าจะชราภาพเกินไปจนลืมไปแล้ว...  ว่าเย่เซิงเป็นน้องชายข้า!  และก่อนที่ข้าจะออกจากหวางฝูไปข้าก็ได้สั่งสอนคนรับใช้ที่นี่แล้วว่าอย่าได้ริอาจดูถูกน้องสิบสองของข้าเพราะสถานะของแม่เขาอีก!  ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครจำคำสั่งสอนของข้าได้เลยสินะ” พระมเหสีเย่กล่าวพลางจ้องมองนายหญิงเฒ่าด้วยสายตาที่เย็นชาและเหินห่าง

นายหญิงเฒ่าที่โดนสายตาแบบนั้นจ้องมองก็เริ่มตื่นตระหนกอยู่ในใจ  ก่อนหน้านี่ที่พระมเหสียังอยู่ในหวางฝูนายหญิงเฒ่าไม่กังวลนัก  แต่ตอนนี้นางเป็นพระมเหสีแล้ว!  สถานะคนละเรื่องกับเมื่อก่อนลิบลับ  มีหรือที่นายหญิงเฒ่าจะกล้าต่อล้อต่อเถียง

“พระมเหสีพึ่งกลับมาเยี่ยมบ้าน  ดังนั้นพระองค์มิควรมายืนอยู่ตรงหน้าประตูเช่นนี้นะเพคะ  ส่วนเรื่องของเจ้าสิบสองเดี๋ยวหม่อมฉันให้คนรับใช้ไปพามาก็ได้  เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหรอกเพคะ” นายหญิงใหญ่กล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างพยายามปัดเป่าความอึดอัด

“นั่นก็จริง  นายหญิงเฒ่าดูจะชราภาพมากแล้วคงไม่สามารถยืนข้างนอกนาน ๆ ได้  ควรจะกลับไปพักผ่อนเสียที  ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเราจะถูกครหาได้ว่ากลับบ้านมาสร้างปัญหาปล่อยให้นายหญิงเฒ่ายืนรออยู่นานจนล้มป่วย  เรื่องเช่นนั้นแม้เป็นเราเองก็มิอาจรับผิดชอบไหว” พระมเหสีเย่พูดอย่างห่างเหินและไม่ใส่ใจก่อนจะเดินเข้าไปในหวางฝูทันที

ส่วนอีนายหญิงเฒ่าน่ะเหรอ?  มันก็โกรธมากจนตัวสั่นไปทั้งตัวไงล่ะ  มันจับไม้เท้าหัวมังกรแน่นแล้วพูดว่า “ข้าจะกลับไปที่วัด  วันนี้ข้ามารับเสด็จแล้วรู้สึกไม่สบายดังนั้นคงไม่อาจมาเข้าเฝ้าได้อีก”

พระมเหสีเย่ชะงักไปครู่หนึ่งแต่นางไม่ได้หันหลังกลับมาและยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่รอให้ยัยแก่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรต่อ

ทุก ๆ คนต่างชำเลืองมองและไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดังเกินไป  ขนาดพวกหลานรักทั้งหลายที่ใช้ชีวิตไม่สนกฎเกณฑ์ราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อแปก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวันอย่างอีเย่หลินเอ๋อกับไอ้เย่ชิง  ก็ยังไม่เคยเห็นท่านย่าของพวกมันโกรธจัดขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต

“พี่หญิงใหญ่รังแกกันเกินไปไหม?” ไอ้เย่ชิงพึมพำด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่มมากกว่าเดิมเยอะ

“พี่หญิงใหญ่ใจร้ายกับท่านย่าเกินไป  หากท่านพ่อรู้ล่ะก็ต้องตำหนินางแน่ ๆ” อีเย่หลินเอ๋อพูดต่อ

“นั่นเป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่พวกลูกไม่ควรเข้าไปยุ่ง  หลินเอ๋อ  เจ้าไปเรียกเย่เซิงมา  แล้วอย่าลืมหาเสื้อผ้าใหม่ ๆ ให้มันใส่ด้วย” นายหญิงใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เจ้าค่ะ” เย่หลินเอ๋อพยักหน้าและรีบวิ่งออกไปหาเย่เซิงอย่างเชื่อฟัง

...

เย่เซิงตอนนี้กำลังมองดูดอกไม้สดในเรือนตัวเองอยู่  ร่างกายของเขายืนตรงราวกับหอกพร้อมปลดปล่อยบรรยากาศอันดุดันออกมา

เขากำลังเผชิญหน้ากับดอกไม้  แต่ดวงตากลับไม่ได้เพ่งไปที่สิ่งใด  เห็นได้ชัดว่าในหัวนั้นกำลังคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองอยู่

เย่เซิงได้ยินเสียงฆ้องและกลองดังมาถึงเรือนจึงรู้ได้ทันทีเลยว่าพี่หญิงใหญ่มาถึงบ้านแล้ว  เขานั้นไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมรับเสด็จด้วยเลยสงสัยอยู่เหมือนกันว่านางจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ยังไง

“จากความรักความเมตตาที่พี่หญิงใหญ่มีต่อเราแล้ว  นางต้องรีบเรียกเราเข้าพบทันทีแน่  และถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ไม่ต้องทนอีกต่อไป  ใช้โอกาสนี้ขอให้พี่หญิงใหญ่ช่วยพาเราออกจากไอ้หวางฝูบัดซบนี่ซักที  เมื่อออกไปได้แล้วเราก็จะทะยานสู่ฟากฟ้าได้อย่างแน่นอน” เย่เซิงเริ่มคิดอย่างรวดเร็ว

นี่เป็นโอกาสดีที่สุดแล้ว  ปัญหาเดียวคือเขายังไม่รู้ว่าหลังจากผ่านไปสามปีพี่หญิงใหญ่จะยังคงรักใครเอ็นดูเขาอยู่เหมือนเดิมรึเปล่าเนี่ยสิ

“นี่~  น้องสิบสอง~!  รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด ๆ แล้วมากับข้า  พี่หญิงใหญ่เรียกเจ้าเข้าพบ” เสียงตะโกนของเย่หลินเอ๋อดังขึ้นในจังหวะที่เขากำลังจะถอนหายใจ

เย่เซิงเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่เป็นประกายสุกใส  ความกังวลเดียวในใจหายวับไปแล้ว

พี่หญิงใหญ่ยังไม่ลืมเขา  และเวลาก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แปรเปลี่ยนไปเลย

จบบทที่ บทที่ 20: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 2)

คัดลอกลิงก์แล้ว