เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 1)

บทที่ 19: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 1)

บทที่ 19: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 1)


พี่หญิงใหญ่กำลังมา  ดังนั้นเย่เซิงจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  เขากลืนข้าวปลาอาหารทั้งโต๊ะลงกระเพาะจนเกลี้ยง  จากนั้นท้องของเขาก็เริ่มทำงานอย่างรุนแรงราวกับมีม้าเป็นสิบตัวมาช่วยกระชาก  เพราะมันดูดซับพลังงานทั้งหมดจากอาหารที่กินและกระจายพลังงานไปทั่วร่างกายของเขาเพื่อทำให้ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น

‘ล่าสุดที่ไปอ่านตำราประวัติศาสตร์ที่ห้องสมุดนั้น  จำได้ว่าจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หลงเริ่มต้นเส้นทางฝึกฝนวรยุทธ์ของพระองค์ด้วยการเสวยวัวกับแกะวันละหลายร้อยตัวทุก ๆ วันเพื่อสะสมพลังงานปริมาณมหาศาล  และนั่นก็เป็นรากฐานให้พระองค์ทรงสามารถเข้าถึงระดับการฝึกยุทธ์อันสูงส่งได้ตั้งแต่ตอนที่มีพระชนมพรรษา (พระ-ชน-มะ-พัน-สา) ได้สามสิบพรรษา’ เย่เซิงคิดกับตัวเองหลังจากที่กินอาหารเสร็จแล้ว

เป็นเรื่องปกติที่ต้องกินเนื้อเมื่อฝึกวรยุทธ์ช่วงเบื้องต้น  การกินเจไม่อาจฝึกได้  ในช่วงนี้แม้แต่พระยังต้องกินเนื้อ (พระของทางมหายานเขากินเจ) หลังจากที่เป็นระดับเซียนเทียน (ก่อนฟ้า) แล้วจึงค่อย ๆ พึ่งพาอาหารน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ว่าเรื่องนี้เย่เซิงก็ไม่รู้หรอก  เพราะว่ายังไง ๆ เขาก็ถูกสั่งห้ามเรียนรู้วรยุทธ์นี่นา

เขารู้แค่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้คือการกินเนื้อให้มาก ๆ และเมื่อรู้แล้วเขาจึงสั่งหลิวม่าจื่อไปว่า “มื้อเย็นก็เอาแบบนี้อีก  แล้วบอกห้องครัวด้วยว่าเอาเนื้อเยอะกว่านี้”

หลิวม่าจื่อตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า  นางไม่ได้คิดอะไรมากมายแค่คิดว่าคงเพราะตั้งแต่เกิดมาเย่เซิงไม่เคยกินอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนจึงอยากกินอีกเยอะ ๆ ก็เท่านั้น “เดี๋ยวบ่าวจะแจ้งทางโรงครัวให้เจ้าค่ะ”

หลังจากที่นางไปแล้วเย่เซิงก็ไปเดินเล่นซักประมาณครึ่งธูปเพื่อคลายความรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง  เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปที่ศาลาสะสมตำราแล้วเสแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือเรียนอย่างขะมักเขม้น

เย่เซิงใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายอ่านหนังสือในห้องสมุดโดยไม่มีใครมารบกวน  ไม่มีหลิงฮวา  ไม่วุ่นวาย  ห้องสมุดในวันนี้เงียบกว่าทุก ๆ วัน

ในตอนเย็นเย่เซิงได้ออกจากห้องสมุดและสังเกตเห็นว่าหวางฝูตระกูลเย่กำลังยุ่งกันมาก  พวกคนใช้กำลังจัดของทุกอย่างในบ้าน  และเครื่องเรือนเก่า ๆ หลายชิ้นถูกเปลี่ยนเป็นของใหม่  มีกระดิ่งเล็ก ๆ ห้อยตามขอบหน้าต่าง  เมื่อมีลมพัดจะส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง ๆ ไพเราะเสนาะหู  ทุก ๆ จุดมีการประดับตกแต่งด้วยสีแดง  ทั้งหวางฝูเต็มไปด้วยบรรยากาศอันรื่นเริง

เย่เซิงรู้เลยว่าการมาของพี่หญิงใหญ่ครั้งนี้สำหรับหวางฝูตระกูลเย่แล้วถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ระหว่างทางกลับเรือนเย่เซิงได้ไปป๊ะเข้ากับหลิงฮวา  นางแต่งตัวเต็มยศแก้มสีอมชมพูให้ความรู้สึกเหมือนสาวน้อยสายน่ารักอ่อนหวานไร้เดียงสา  เมื่อเห็นเย่เซิงนางก็รู้สึกประหลาดใจด้วยเหมือนกัน  แต่นางก็ยังคีปลุคและวิ่งเข้ามาทักทายก่อน “พี่สิบสองสบายดีมั้ยเจ้าคะ?”

“สบายดี  ว่าแต่น้องหลิงฮวาล่ะตอนนี้ทำอะไรอยู่?” เย่เซิงสังเกตเห็นว่าหลิงฮวาถือเสื้อผ้าเก่า ๆ มากมายไว้ในมือเลยถามขึ้น

“พี่สิบสองยังไม่ทราบอีกหรือเจ้าคะ?” หลิงฮวาถามอย่างงุนงง

เย่เซิงส่ายหัว

“พระมเหสีเย่กำลังจะกลับมาเยี่ยมเราในวันพรุ่งนี้  ดังนั้นนายหญิงใหญ่จึงออกคำสั่งว่าทายาทสายตรงของครอบครัวทุกคนต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่  และควรทิ้งเสื้อผ้าเก่าเสีย  หลิงฮวาเองก็โชคดีได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเก่า ๆ พวกนี้ด้วย” หลิงฮวาตอบเบา ๆ

“อ้อ~  เข้าใจแล้ว  ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะ” เย่เซิงรีบก้าวจากไป

หลิงฮวาจ้องมองเย่เซิงอย่างแปลกใจ  และการจ้องมองของนางทำให้เย่เซิงรู้สึกขนลุกซู่  แต่สุดท้ายแล้วนางก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาแล้วเดินจากไปบ้าง

“หืม?  หรือนางจะแปลกใจที่เราไม่โกรธ?” หลังจากที่หลิงฮวาจากไปแล้วเย่เซิงถึงพึ่งจะคิดออกเลยอดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้

เขาไม่เคยหวังว่าตัวเองจะได้เสื้อผ้าใหม่เหมือนคนอื่น ๆ อยู่แล้ว  ดังนั้นพอได้ยินสิ่งที่นางพูดมันเลยทำให้เขาไม่ได้คิดอะไรเลยจริง ๆ เสมือนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี้ยวข้องกับตัวเองแม้แต่นิดเดียว  และที่สำคัญเลยคือไม่ว่าจะนายหญิงเฒ่า  นายหญิงใหญ่หรือว่านายหญิงสองต่างก็รังเกียจเขาเข้ากระดูกดำกันทั้งนั้น  มีหรือที่จะยอมปล่อยให้เขาได้มีเสื้อผ้าใหม่ ๆ ดี ๆ ใส่เหมือนคนอื่น ๆ ได้?

เขามองลงมาดูเสื้อผ้าที่ตัวเองใส่มาตลอดสามปี  มันได้รับการซักล้างทำความสะอาดเป็นอย่างดีจนไม่มีคราบเปื้อนสกปรกใด ๆ เลยทำให้เขาไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นของเก่าหรือของใหม่  จากนั้นก็กลับเข้าเรือนตัวเอง

หลังจากอาบน้ำและล้างตัวหลิวม่าจื่อก็เอาอาหารกองโตหรูหราอีกมื้อมาเสิร์ฟ  เมื่อเทียบกับมื้อเที่ยงแล้วผักและผลไม้น้อยลงแต่เนื้อสัตว์มากขึ้น  เย่เซิงฟาดจนเรียบแล้วขังตัวเองในห้องก่อนจะแอบฝึกฝน

หวางฝูตระกูลเย่ทั้งตระกูลใช้เวลาทั้งคืนกับการเตรียมงานรับเสด็จพระมเหสีเย่ที่จะมาเยือนในวันรุ่งขึ้น  พวกคนใช้มือเป็นระวิง  แม้แต่นายหญิงใหญ่  นายหญิงสอง  นายหญิงเฒ่าก็ยังต้องยุ่งกับการเตรียมการเนื่องจากสถานะของพระมเหสีเย่สูงส่งจนพวกนางไม่อาจละเลยได้

บางทีคนที่ผ่อนคลายมากที่สุดในหวางฝูตอนนี้คงเป็นเย่เซิงนี่แหล่ะ  เขาแอบฝึกฝนตนเองไปเงียบ ๆ โดยพยายามทำความเข้าใจกับผนึกสังสารวัฏในขณะที่จับตาดูตันเถียนดาวโลกไปด้วย

ชาวโลกเริ่มฝึกฝนมากขึ้นเรื่อย ๆ และจำนวนคนที่ฝึกฝนสามวิชาแรกตอนนี้มีเป็นหมื่นแล้ว  แม้ว่าจะยังไม่ถึงโฮ่วเทียนหนึ่งชั้นฟ้าก็ตาม  แต่ก็ถือว่าได้เดินเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรกันแล้ว  ส่วนหนึ่งร้อยเจ็ดคนแรกที่ไปถึงโฮ่วเทียนหนึ่งชั้นฟ้าตอนนี้มีประมาณสามสิบสี่สิบคนที่เลื่อนเป็นสองชั้นฟ้าได้แล้ว

ด้วยความเร็วในระดับนี้  อนาคตของดาวดวงนี้ในด้านการบำเพ็ญเพียรช่างสดใสจริง ๆ และหลังจากที่เย่เซิงเห็นแบบนี้แล้วเขาก็คิดกับตัวเองว่า ‘ต้องหาวิชาฝึกฝนร่างกายมาเสริมแกร่งแล้วจริง ๆ’

เพราะเมื่อจำนวนผู้ฝึกตนบนโลกเพิ่มขึ้น  จำนวนจอมยุทธ์ระดับสูงก็จะเพิ่มขึ้นด้วย  ปริมาณความแข็งแกร่งที่เขาสามารถเพิ่มให้กับตัวเองได้นั้นก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวเข้าไปใหญ่  และเมื่อถึงขั้นนั้นอุปสรรค์อย่างเดียวในการใช้พลังก็คือขีดจำกัดของร่างกายนี่แหล่ะที่มันไม่สามารถรองรับการใช้พลังอันยิ่งใหญ่ได้

ถ้าหากเย่เซิงสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้เพียงพอและควบคู่ไปกับอัตราความก้าวหน้านี้ได้ล่ะก็  เขาจะสามารถสู้กับศัตรูที่อยู่ระดับสูงกว่าตัวเองได้  และถึงขนาดที่เอาชนะพวกมันได้ด้วย

ในคืนนี้เย่เซิงไม่นอนและใช้เวลาทั้งคืนฝึกฝนโดยไม่มีใครจับสังเกตได้

วันรุ่งขึ้นเย่เซิงได้เปิดประตูและสิ่งแรกที่เขาเห็นคือหวางฝูทั้งหมดอย่างกับถูกปรับโฉมใหม่  มีโคมสีแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ทุกหนทุกแห่ง  มีริบบิ้นผ้าไหมและป้ายแขวนอยู่ตามคานตามเสา  แม้จะยังเช้าตรู่แต่ทุก ๆ คนที่มีสถานะสำคัญในหวางฝู่ตระกูลเย่ต่างไปยืนรออยู่ที่ซุ้มประตูหวางฝูเพื่อรอรับเสด็จพระมเหสี

คนรับใช้ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนเลยพากันรออยู่เงียบ ๆ อยู่ข้างหลังเจ้านายตนโดยไม่กล้าแม้แต่จะตดออกมา

ไม่มีใครแจ้งเย่เซิงให้รู้เลย  ทำอย่างกับว่าเขาไม่ได้อาศัยร่วมชายคาเดียวกัน

เย่เซิงเองก็ไม่ได้โกรธ  ทำเพียงแค่ยืนมองเงียบ ๆ เนื่องจากสามปีผ่านไปแล้วมันทำให้เขาไม่รู้ว่าพี่หญิงใหญ่ที่เอ็นดูเขามากในตอนนั้น  ในตอนนี้จะยังเอ็นดูเขาอยู่หรือเปล่า  นางยังจะปฏิบัติกับเขาเหมือนเมื่อก่อนอยู่หรือไม่?

นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เย่เซิงกังวล  หากพี่หญิงใหญ่ยังคงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเดิมทุกประการล่ะก็ความกดดันที่เขาแบกรับอยู่มันจะลดลงอย่างมาก

แต่ถ้าพี่หญิงใหญ่ที่ไปเสวยสุขในวังอยู่สามปีได้ลืมน้องชายของตนไปแล้วล่ะก็  แผนที่เย่เซิงวางไว้จะกลายเป็นหมันและเขาต้องคิดแผนใหม่ทั้งหมด

แต่โอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นมีน้อยมาก  เพราะเท่าที่เย่เซิงจำได้คือพี่หญิงใหญ่ที่แสนอ่อนโยนไม่ได้เป็นคนแบบนั้น

ขันทีได้มาถึงแต่เช้าเพื่อแจ้งให้ทางหวางฝูทราบล่วงหน้า  เขาประกาศเสียงแหลมว่า “พระมเหสีเย่เสด็จออกจากวังแล้ว  และพระนางจะมาถึงหวางฝูในอีกประมาณครึ่งชั่วยาม  ขอนายหญิงเฒ่าและนายหญิงทั้งหลายเตรียมการรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติด้วย”

นายหญิงเฒ่านั้นมีผมเงินทั้งหัวลักษณะดูสุขุมสมเป็นผู้อาวุโส  ในมือถือไม้เท้าหัวมังกรใบหน้าแสดงออกว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่  ใครหน้าไหนก็อย่าได้กล้ามาแหยมให้ต้องขุ่นเคือง  นางได้ถามขันทีว่า “ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงเสด็จพร้อมกับพระมเหสีเย่หรือไม่?”

ขันทีที่เยาว์วัยกว่าก็ประสานมือตอบอย่างสุภาพว่า “วันนี้ฝ่าบาททรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญบางประการซึ่งมิอาจปลีกตัวได้  ดังนั้นพระองค์จึงไม่อาจเสด็จมาพร้อมกับพระมเหสีเย่  แต่ว่าฝ่าบาททรงตรัสกับพระมเหสีเย่ว่าจะทรงเสด็จมาในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน  ดังนั้นจึงขอนายหญิงเฒ่าช่วยเตรียมรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติด้วย”

“เข้าใจแล้ว” นายหญิงเฒ่าพยักหน้าตอบ  นางอายุมากแล้วแต่กระดูกก็ยังแข็งแรงมาก  แต่บุคลิกท่าทางของนางกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระดูกของนางซะอีก  นางหันไปหานายหญิงใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ แล้วพูดว่า “ไปเถอะ  เตรียมฆ้องเตรียมกลองและรอคำสั่ง  แล้วก็ไปจัดการถนนทั้งสายให้เรียบร้อยอย่างให้มีใครมารบกวนการเสด็จของพระมเหสีได้”

นายหญิงใหญ่ตอบเบา ๆ ว่า “พ่อบ้านฝูไปจัดการแล้วเจ้าค่ะ”

“แล้วลูกข้าล่ะอยู่ไหน?” นายหญิงเฒ่ามองไปรอบ ๆ สองสามครั้งแต่ไม่เห็นลูกชายเลยถามอย่างสงสัย

“นายท่านออกจากหวางฝูเมื่อวานนี้  ดูเหมือนว่าจะมีจอมยุทธ์ที่อันตรายมาก ๆ มาที่เซียนหยางดังนั้นจึงต้องออกไปดูด้วยตัวเองเจ้าค่ะ” นายหญิงใหญ่ตอบ

“ฮึ!  จอมยุทธ์พวกนั้นไม่เคารพราชสำนักไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งขององค์จักรพรรดิ  วัน ๆ เอาแต่ทำอะไรตามอำเพอใจไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงสมควรถูกกวาดล้างไปให้สิ้น  พวกที่เอาแต่เตร็ดเตร่อยู่ตามป่าเขาไม่มีหน้าไหนดี ๆ ซักตัว  ควรให้สถานะพลเมืองชั้นต่ำกับพวกมันทั้งหมดจริง ๆ” นายหญิงเฒ่าเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เมื่อนางโกรธ  ทั้งนายหญิงใหญ่ทั้งหูเหมยที่ยืนอยู่ข้างหลังนางเลยไม่กล้าพูดอะไร  บรรยากาศทั่วทั้งสถานที่หยุดนิ่งไปในทันใด

“ท่านย่า  ท่านจะไปยุ่งกับจอมยุทธ์พวกนั้นไปเท่าไมเจ้าคะ?  วันนี้พี่หญิงใหญ่กลับมาเยี่ยมเยียน  หวางฝูตระกูลเย่เราก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ๆ และเนื่องจากพี่หญิงใหญ่ได้เป็นพระมเหสีขององค์จักรพรรดิ  นางจึงช่วยเพิ่มเกียรติและศักดิ์ศรีของหวางฝู่ตระกูลเย่เราด้วยนะเจ้าคะ” เย่หลินเอ๋อกอดแขนนายหญิงเฒ่าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่น่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้

“จริงด้วย  เราไปฉลองกันดีกว่า  ดีกว่ามาพูดถึงเรื่องของไอ้พวกโง่นั่น” นายหญิงเฒ่ายิ้มอย่างอบอุ่นและเปลี่ยนจากโกรธเป็นอ่อนโยนทันที

จบบทที่ บทที่ 19: พระนามของพระมเหสี (ตอนที่ 1)

คัดลอกลิงก์แล้ว