- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นชาวนาผู้ร่ำรวยที่หลิงหนาน
- บทที่ 26 - แยกทางกันตรงนี้
บทที่ 26 - แยกทางกันตรงนี้
บทที่ 26 - แยกทางกันตรงนี้
บทที่ 26 - แยกทางกันตรงนี้
ในเมื่อทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคืออำเภอเกาเหลียน แถมยังเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมที่ "ร่วมทุกข์ร่วมสุข" และ "ช่วยเหลือเกื้อกูล" กันมาตลอดคืน จะบอกว่าเป็นเพื่อนกันครึ่งทางก็คงได้ จะแยกกันเดินดื้อๆ มันก็ดูจะแล้งน้ำใจไปหน่อย
จ้าวนานกลอกตาไปมามองเจ้านาย "หรือว่า... หรือว่า..."
โจวหานเซิ่งมองจ้าวลี่หยา "ถ้าทั้งสองท่านไม่รังเกียจ ไปด้วยกันไหม?"
นี่คงเป็นลิขิตสวรรค์ มีสองคนนี้มาเป็นเกราะกำบัง คณะเดินทางของพวกเขาก็จะได้กระจายตัวกัน เข้าอำเภอเกาเหลียนได้โดยไม่เป็นที่สังเกต นี่ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ยังไงก็ไม่ลำบากอะไร
จ้าวลี่หยาคิดดูแล้วก็พยักหน้ายิ้มอย่างเปิดเผย "งั้นก็รบกวนด้วยนะเจ้าคะ!"
หลังฝนตกถนนลื่น ไปกับพวกเขาก็ดีเหมือนกัน
โจวหานเซิ่งจึงเชิญจ้าวลี่หยาขึ้นม้า แม่นางจ้าวเป็นแขก จะให้ไปขี่ม้าของลูกน้องก็ดูจะไม่เหมาะ ให้ขี่ม้าของเขาเองดีกว่า
พวกจ้าวนานต่างพากันตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าคุณชายของพวกเขาจะมีวันที่ยอมให้คนอื่นขี่เจ้า 'เหินลม' ด้วย...
เจ้าเหินลมรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม ขนสีขาวปลอดทั้งตัว เงาวับราวกับแพรไหม เวลาที่มันเชิดหน้ามองมา มีความเย่อหยิ่งสูงศักดิ์ กลิ่นอายไม่ธรรมดา
จ้าวลี่หยาเห็นมันตั้งแต่แรกก็ตาลุกวาวชื่นชมอยู่ในใจ คิดไม่ถึงว่าจะได้ขี่! เพียงแต่ว่า...
"แต่ว่าข้า... ข้าขี่ม้าไม่เป็นเจ้าค่ะ"
โจวหานเซิ่งยิ้มน้อยๆ "เจ้าเหินลมเชื่องมาก ข้าจะจูงมันเอง"
จ้าวลี่หยาคันไม้คันมือเสียดายโอกาสงามๆ แบบนี้ ถ้าพลาดหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านนี้แล้วนะ (โอกาสหน้าไม่มีแล้ว)
นางพยักหน้า "อื้ม งั้นข้าขอลองดูเจ้าค่ะ"
"เชิญ"
จ้าวลี่หยาพลิกตัวขึ้นหลังม้า เจ้าเหินลมแค่ขยับตัวตามสัญชาตญาณนิดหน่อย แต่พอโจวหานเซิ่งปลอบโยนมันก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
จ้าวลี่หยาค่อยๆ ผ่อนคลาย ลูบแผงคออันนุ่มนวลของเจ้าเหินลมเบาๆ ยิ้มกว้างเอ่ยชมเสียงหวาน "เด็กดี! มันชื่อเจ้าเหินลมหรือเจ้าคะ? ชื่อไพเราะจัง"
"อืม" โจวหานเซิ่งมองเจ้าเหินลมด้วยสายตาอ่อนโยน "แม่นางจ้าวนั่งให้ดีนะ"
"เจ้าค่ะ!"
โจวหานเซิ่งจูงม้าเดินอยู่ข้างเจ้าเหินลม จ้าวลี่หยานั่งหลังตรงอยู่บนหลังม้า สายลมยามเช้าพัดผ่านเบาๆ ผมดำสลวยปลิวไสว ชายเสื้อพลิ้วไหว แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดส่องลงมาเฉียงๆ ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน รอบกายคือทิวเขาสลับซับซ้อนเขียวขจีสดใส...
มองดูแผ่นหลังของทั้งสองคน ไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือเปล่า จ้าวนานจู่ๆ ก็รู้สึกว่าคุณชายของเขากับแม่นางจ้าวช่างดูเหมาะสมกันเหลือเกิน พอได้สติเขาก็ส่ายหน้าขำตัวเองเบาๆ ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่คิดแบบนี้!
พวกเขาแบ่งม้าตัวหนึ่งให้หูหลิ่ง คณะเดินทางลัดเลาะไปตามทางเขา ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งตีนเขา
ทุกคนโล่งใจ
พวกจ้าวนาน จ้าวเป่ย ดูจะชำนาญการเดินทาง ไม่นานก็หาบ้านที่เหมาะสมได้ ทุกคนเข้าไปขออาศัยพักเท้า
พอให้เงินไป เจ้าของบ้านก็รีบกุลีกุจอมาต้มน้ำขิง ต้มน้ำร้อน ทำอาหารเช้า ให้อาหารม้า...
พอกินมื้อเช้าเสร็จ ก็ปาเข้าไปเกือบสิบโมงเช้า
โจวหานเซิ่งพาจ้าวนานเดินทางร่วมไปกับจ้าวลี่หยาและหูหลิ่ง โดยจ้างเกวียนลาในหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่อำเภอเกาเหลียน
โจวหานเซิ่งอธิบายว่า เขาได้สั่งงานอื่นให้พวกจ้าวเป่ยไปทำ จึงไม่ได้ไปด้วยกัน
นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา จ้าวลี่หยาไม่ได้สนใจอยู่แล้ว พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรมากความ
ตลอดทาง แม้โจวหานเซิ่งจะพูดน้อย แต่จ้าวนานกลับเป็นพวกพูดน้ำไหลไฟดับ แถมลุงคนขับเกวียนก็คุยเก่ง จ้าวลี่หยานั้นขอแค่แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาต้าย ไม่มีอันตราย นางก็ยินดีจะคุยด้วย
ยุคนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์ แม้แต่หนังสือพิมพ์นิตยสารก็ไม่มี ข่าวสารไหลเวียนช้าและปิดกั้น จะเรื่องสัพเพเหระ เรื่องไร้สาระ มีสาระหรือไม่มีสาระอะไรก็ได้ นางยินดีรับฟังหมด รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม
ดังนั้นตลอดการเดินทาง จึงไม่เหงาเลยแม้แต่น้อย
มาถึงตัวอำเภอ ยังรู้สึกว่าคุยกันยังไม่จุใจ
ลุงคนขับเกวียนรีบกลับบ้าน จ้าวลี่หยาและหูหลิ่งก็กล่าวลาโจวหานเซิ่งและบ่าว
จ้าวนานกำลังลังเลว่าจะถามแม่นางจ้าวกับพี่ชายหูสองพี่น้องบุญธรรมนี้ดีไหมว่าบ้านอยู่ที่ไหน... เผื่อว่าเสร็จธุระแล้วจะได้มีเวลาแวะไปเยี่ยมเยียน เพราะตลอดทางคุยกันถูกคอมาก จนจ้าวนานรู้สึกอาลัยอาวรณ์นิดๆ
แต่ก็กลัวว่าถามโพล่งออกไป จะดูเสียมารยาทหรือเปล่า?
กำลังจะอ้าปาก ก็ได้ยินคุณชายของเขาพูดขึ้นว่า "แม่นางจ้าว พวกท่าน..."
ยังพูดไม่ทันจบ จ้าวลี่หยาก็ยิ้มขัดจังหวะอย่างนุ่มนวล "ขอบคุณคุณชายโจวที่ดูแลมาตลอดทาง พวกเราขอแยกทางกันตรงนี้นะเจ้าคะ! ขอให้คุณชายโจวเดินทางปลอดภัย สมความปรารถนาทุกประการ"
พวกนางเป็นนักโทษเนรเทศ พูดออกไปก็ฟังดูไม่ดี แม้จ้าวลี่หยาจะมีลางสังหรณ์ว่านายบ่าวสกุลโจวไม่ใช่พวกมองคนแค่เปลือกนอก แต่สถานะนักโทษเนรเทศของครอบครัว ก็ไม่สะดวกที่จะคบหากับใครลึกซึ้งจริงๆ
อีกอย่าง พวกเขาก็เป็นคนต่างถิ่น ยิ่งไม่มีความจำเป็น
ดังนั้นพอได้ยินเหมือนโจวหานเซิ่งจะถามที่อยู่ จ้าวลี่หยาจึงแกล้งทำเป็นขัดจังหวะอย่างแนบเนียน
โจวหานเซิ่งชะงัก ตั้งตัวไม่ทัน
จ้าวนานเองก็อ้าปากค้าง แอบก้มหน้าหัวเราะคิกคัก คุณชายของเขาตอนอยู่เสฉวนสาวๆ รุมตอมกันให้หึ่ม มีแต่เขาทำหน้าเย็นชาปฏิเสธคนอื่น คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่โดนคนอื่นปฏิเสธบ้าง!
แถมเขายังเป็นพยานปากเอกในเหตุการณ์นี้ด้วย!
เรื่องใหญ่แล้ว! กลับไปเล่าให้พี่น้องฟัง ต้องอิจฉาตายชัก!
โจวหานเซิ่งไม่ได้คิดอะไรมาก แค่เห็นจ้าวลี่หยากับหูหลิ่งบุคลิกดี การพูดจามีหลักการ แต่การแต่งกายค่อนข้างเรียบง่ายซอมซ่อ คาดเดาว่าทางบ้านอาจจะฐานะไม่ค่อยดี คิดว่ารอธุระเสร็จ อาจจะแวะไปเยี่ยมและช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ
คิดไม่ถึงว่าจะโดนปฏิเสธ
เขารู้ว่าแม่นางจ้าวต้องเดาได้ว่าเขาจะถามอะไรเลยจงใจขัดจังหวะ
แม้ในใจจะงุนงงและอึ้งไปบ้าง แต่เขาไม่ชอบฝืนใจใครมาแต่ไหนแต่ไร แม่นางจ้าวอาจจะมีเหตุผลของนาง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ช่างมันเถอะ
เขาพยักหน้าให้จ้าวลี่หยา "ขอบคุณแม่นางจ้าวสำหรับคำอวยพร"
จ้าวลี่หยายิ้ม "แยกกันตรงนี้นะเจ้าคะ ทั้งสองท่าน ลาก่อน!"
"ลาก่อน"
ทุกคนกล่าวลากันอย่างสุภาพและรักษาหน้า จากนี้ไปจะไม่พบเจอกันอีก ดีจะตาย
จ้าวลี่หยาและหูหลิ่งเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
คนเราเดินคนละเส้นทางกันอยู่แล้วนี่นา!
จ้าวลี่หยากดความรู้สึกเสียดายตามประสาปุถุชนและความรู้สึกโหวงเหวงแปลกๆ ในใจลงไป หันไปยิ้มพูดกับหูหลิ่งด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "ในที่สุดก็กลับมาถึง รีบไปซื้อของที่ตลาดแล้วจ้างเกวียนลากลับบ้านกันเถอะ! ท่านพ่อท่านแม่คงเป็นห่วงแย่แล้ว!"
หูหลิ่งยิ้มพยักหน้า "ได้ รีบกลับกันเถอะ!"
ดูเงาบนพื้น ตอนนี้น่าจะประมาณบ่ายสี่โมง ไม่เช้าแต่ก็ไม่ดึก กลับบ้านไม่ต้องรีบมาก
นานๆ เข้าเมืองที ต้องซื้อของอร่อยกลับไปหน่อย
ทั้งสองซื้อขาหมูสองขา เนื้อหมูอีกห้าหกชั่ง ขาหมูเก็บไว้กินพรุ่งนี้ เนื้อหมูครึ่งมันครึ่งเนื้อ เนื้อแดงกินเย็นนี้ เนื้อขาวเอาไปเจียวน้ำมัน
ซื้อหมูเสร็จก็ซื้อเต้าหู้สามก้อน ผักกาดหอมและผักบุ้งกำใหญ่ ชั่งขนมอีกสามสี่ชั่ง ถึงค่อยจ้างรถกลับบ้าน
พวกเขามีเงินในมือพอสมควร ไม่จำเป็นต้องทนลำบากในเรื่องที่ไม่จำเป็น
[จบแล้ว]