- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นชาวนาผู้ร่ำรวยที่หลิงหนาน
- บทที่ 2 - ถึงถิ่นหลิงหนาน
บทที่ 2 - ถึงถิ่นหลิงหนาน
บทที่ 2 - ถึงถิ่นหลิงหนาน
บทที่ 2 - ถึงถิ่นหลิงหนาน
จ้าวเซียงถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิด "หยาเอ๋อร์ พ่อทำให้พวกเจ้าต้องลำบากไปด้วย!"
จ้าวลี่หยาเหลือบมองเขา แววตาซับซ้อนเล็กน้อย
เขายังไม่รู้ว่าลูกสาวของเขาจริงๆ แล้วตายไปแล้ว
ครอบครัวที่เคยมีความสุขปรองดอง กลับต้องมาเจอกับหายนะจนบ้านแตกสาแหรกขาด
จ้าวลี่หยาค่อยๆ ส่ายหน้า ยิ้มบางๆ "ไม่โทษท่านพ่อหรอกเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านพ่อจะทำอะไรย่อมมีเหตุผล อีกอย่างทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเราก็ได้มาจากท่านพ่อ ไม่มีคำว่าทำให้ลำบากหรอกเจ้าค่ะ พวกเราไปหลิงหนานกันเถอะ หลิงหนานก็น่าจะไม่เลวร้ายนัก พวกเราต้องมีชีวิตที่ดีที่นั่นได้แน่ๆ"
ตอนนี้คงทำได้แค่คิดแบบนี้ ก้าวเดินไปทีละก้าว
ความหนักอึ้งในใจคลายลง จ้าวเซียงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก แววตามีประกายแห่งความหวัง "ดี ดีมาก หยาเอ๋อร์ของพ่อโตแล้ว รู้ความแล้ว! ลูกพูดถูก พวกเราไปอยู่ที่หลิงหนานก็ต้องอยู่กันได้เป็นอย่างดีแน่นอน"
"เจ้าค่ะ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่"
สองพ่อลูกมองตากันแล้วยิ้ม
ในชั่วขณะนั้น จ้าวลี่หยารู้สึกถึงความใกล้ชิดสนิทสนมที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นี่สินะคือพลังแห่งสายเลือด?
นางบอกกับตัวเองในใจว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นางจะเป็นจ้าวลี่หยาของโลกใบนี้! ถูกเนรเทศแล้วอย่างไร? นางจ้าวลี่หยาขอสาบานว่าจะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้ในดินแดนที่ห่างไกลและยากลำบากแห่งนั้น!
เมื่อออกเดินทางอีกครั้ง แม้ฝีเท้าจะยังคงหนักอึ้งและหอบหายใจถี่ แต่ก็ไม่มีความสิ้นหวังที่ดูไร้ชีวิตชีวาแบบนั้นอีกแล้ว
ตามปกติการเดินทางของนักโทษเนรเทศต้องเดินให้ได้วันละห้าสิบถึงหกสิบลี้ คืนนั้นพวกเขาพักค้างคืนที่สถานีม้าในตำบลอันติ้งซึ่งห่างจากเมืองหลวงห้าสิบลี้
พ่อบ้านระดับสามของจวนกั๋วกงผู้นั้นตามมาจริงๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึง เขาแลกตั๋วเงินสองพันตำลึงกับรถม้าสภาพดีหนึ่งคันเพื่อแลกกับหนังสือถอนหมั้นของจ้าวลี่หยา
ใช่แล้ว จวนกั๋วกงท่าทีแข็งกร้าว ให้แค่สองพันตำลึงเท่านั้น
จ้าวลี่หยาที่เรียกร้องไปสูงลิบลิ่วก็เผื่อใจไว้แล้วว่าพวกเขาต้องต่อรองราคา จึงไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนัก
เมื่อมีรถม้าและตั๋วเงิน คนบ้านสกุลจ้าวต่างก็โล่งใจกันเป็นทิวแถว
การเดินทางห้าสิบลี้ในวันนี้ มีแต่ฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่ามันยากลำบากและทรมานเพียงใดกว่าจะมาถึงสถานีม้าตำบลอันติ้งได้ ฝ่าเท้าของทุกคนพองช้ำ เจ็บปวดแสบปวดร้อนไปหมด
จ้าวลี่เซียงและจ้าวหลิน ฝาแฝดวัยเก้าขวบเหนื่อยจนร้องไห้ จ้าวลี่หยาทำใจไม่ได้ต้องช่วยแบกพวกเขาสลับกันไปมาอยู่ช่วงหนึ่ง
เดิมทีเติ้งซื่อผู้เป็นแม่ก็อยากจะแบกลูก แต่สังขารนางจะไหวได้อย่างไร? พอลุกขึ้นก็เซถลาล้มลงกับพื้น หัวเข่ากระแทกจนถลอกปอกเปิก ต้องกัดฟันทนเจ็บเดินต่อ พอมาถึงสถานีม้าถึงได้เห็นว่าหัวเข่าเลือดซึมบวมเป่งน่ากลัว...
โชคดีที่มีรถม้าแล้ว
จ้าวลี่หยาคำนวณในหัวอย่างรวดเร็วว่าจะใช้เงินอย่างไร และจะใช้ประโยชน์จากรถม้าให้คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร
นางปรึกษากับพ่อแม่ จากนั้นจึงนำเงินสามร้อยตำลึงไปมอบให้หัวหน้าหลิว "ระหว่างทางต้องรบกวนพี่ๆ เจ้าหน้าที่ นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อย ขอให้พี่ๆ รับไว้ไปดื่มน้ำชาเถิดเจ้าค่ะ"
ในบรรดาเจ้าหน้าที่ที่คุมตัวนักโทษเนรเทศกลุ่มนี้ หัวหน้าหลิวแม้จะทำหน้าตาดุร้ายไม่พูดไม่จา ตลอดทางก็ดุด่าเร่งให้เดินเร็วๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้หาเรื่องกลั่นแกล้งหรือลงไม้ลงมือ สำหรับครอบครัวจ้าวลี่หยาแล้ว นี่ถือเป็นโชคดีอย่างยิ่ง
หัวหน้าหลิวรับตั๋วเงินด้วยมือใหญ่ ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย "คุยง่าย คุยง่าย พวกเราร่วมทางกัน ก็หวังว่าจะปลอดภัยราบรื่น ใช่ไหม?"
"ใช่เจ้าค่ะ ท่านพูดถูก ท่านวางใจได้ พวกเราจะไม่สร้างปัญหาแน่นอนเจ้าค่ะ!" จ้าวลี่หยารีบยิ้มรับและพยักหน้า
ความหมายของหัวหน้าหลิวคือขอแค่พวกเขาไม่ก่อเรื่อง อย่างอื่นก็คุยกันได้ง่าย ซึ่งตรงกับความต้องการของจ้าวลี่หยาพอดี
จ้าวลี่หยาไม่กังวลว่าพวกเจ้าหน้าที่จะปล้นเงินกันซึ่งๆ หน้า ทุกวงการมีกฎและข้อห้ามของตัวเอง มีเพียงพวกคนเลวทรามต่ำช้าส่วนน้อยเท่านั้นที่จะทำเรื่องชั่วช้าแบบนั้น อีกอย่างพวกเขาก็ไม่รู้ว่าครอบครัวนางมีเงินเท่าไหร่
กฎหมายต้าฉินระบุว่า การคุมตัวนักโทษเนรเทศต้องรับประกันว่านักโทษแปดส่วนจะไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่คุมตัวจะถูกลงโทษ
เมื่อรู้ข้อนี้ จ้าวลี่หยาก็เบาใจลงอีกเปราะหนึ่ง
อาหารที่สถานีม้าจัดให้พวกนักโทษมีแค่หมั่นโถวธัญพืชหยาบเก่าเก็บแข็งโป๊ก ที่พักก็เป็นห้องเก็บฟืนมืดทึบอับชื้น
ถ้าอยากกินดีอยู่ดีก็ย่อมได้ แต่ต้องจ่ายเงินเอง
เรื่องกินเรื่องอยู่จ้าวลี่หยาไม่คิดจะประหยัดจนตัวลำบาก หนทางตั้งสี่พันกว่าลี้ แถมยังเป็นการเดินทางในยุคโบราณแบบนี้ ตลอดทางต้องเจอลมเจอฝน ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงก็ไปไม่รอดแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นต่อให้ฝืนสังขารไปจนถึงหลิงหนาน ก็คงมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่กี่ปี
คืนนั้น พวกเขาใช้เงินหนึ่งตำลึงแลกหมั่นโถวแป้งขาวกับน้ำแกงไก่ และจ่ายอีกสองตำลึงเพื่อขอห้องพักซอมซ่อสองห้องที่อย่างน้อยก็มีเตียงนอน
ของในสถานีม้าแพงหูฉี่ แทบไม่ต่างอะไรกับการปล้น
แต่ช่วยไม่ได้ อยู่ในถิ่นเขา ก็ต้องยอมให้เขาขูดรีด
ครอบครัวพวกเขาเป็นนักโทษ ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ จ้าวลี่หยาจึงต้องใช้เงินขอร้องให้หัวหน้าหลิวช่วยซื้อของให้ โดยจดรายการสิ่งที่ต้องการไว้ เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ผ้าห่ม ยาสามัญ อาหารแห้งที่เก็บได้นาน ฯลฯ ล้วนต้องตุนไว้บ้าง
จ้าวเซียงและเติ้งซื่อแต่ก่อนเคยต้องมาจัดการเรื่องหยุมหยิมพวกนี้เสียที่ไหน? โดยไม่รู้ตัว เรื่องราวต่างๆ ระหว่างการเดินทางจึงตกเป็นหน้าที่การตัดสินใจของจ้าวลี่หยา
พอมีของพวกนี้ วันรุ่งขึ้นตอนออกเดินทาง ทุกคนก็อุ่นใจขึ้นมาก
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็มีหลักประกันระหว่างการเดินทางเพิ่มขึ้นมา หลักประกันนี้ หากไม่มีเหตุสุดวิสัย ก็จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดไปถึงหลิงหนาน
การมีชีวิตรอด คือเรื่องเดียวที่พวกเขาต้องใส่ใจในตอนนี้
ออกเดินทางต้นเดือนสอง มุ่งหน้าลงใต้ อากาศอุ่นขึ้นวันแล้ววันเล่า พวกเขามองเห็นต้นไม้ใบหญ้าแตกยอดอ่อน ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง ใบไม้เขียวชอุ่มและผลไม้เต็มกิ่งก้านระหว่างทาง เดินทางจากความหนาวเหน็บของต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงแสงแดดร้อนแรง ในระหว่างทางมีความราบรื่น มีพายุฝน และความยากลำบากล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุดกลางเดือนห้าพวกเขาก็มาถึงอำเภอเกาเหลียน จังหวัดหนานจวิ้น
ที่นี่คือจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่ครอบครัวพวกเขาถูกเนรเทศมา
"ในที่สุดก็ถึงแล้ว!"
กลุ่มของหัวหน้าหลิวส่งมอบตัวพวกเขให้กับที่ว่าการอำเภอเกาเหลียนแล้วก็เดินทางกลับเมืองหลวง ส่วนครอบครัวจ้าวลี่หยาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นับจากนี้ บางทีอาจจะไม่มีโอกาสได้ออกไปอีกตลอดชีวิต!
เมื่อกลุ่มของหัวหน้าหลิวจากไป ก็เท่ากับตัดขาดจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง! จ้าวเซียงและเติ้งซื่อขอบตาแดงก่ำ ในใจเต็มไปด้วยความเศร้าโศกอาลัย
จ้าวลี่หยาไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม จึงไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เด็กสองคนยังเล็ก ไร้เดียงสาไม่รู้ความ แต่จ้าวลี่หยาก็เข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ เมืองหลวงคือบ้านเกิดของพวกเขานี่นา
วันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่อวี๋กงเฉาผู้รับผิดชอบดูแลนักโทษเนรเทศก็นำทางพาครอบครัวไปส่งยังหมู่บ้านที่จะต้องไปตั้งรกราก
พวกเขาวานให้ท่านอวี๋ช่วยจ้างเกวียนลาให้คันหนึ่ง ม้าในสมัยนี้หายาก จ้าวลี่หยารู้สถานการณ์ พอท่านอวี๋บอกใบ้ นางก็ยกทั้งม้าและรถให้ทางที่ว่าการอำเภอไป
ออกจากตัวอำเภอ ทางขรุขระโยกเยก ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย
"โน่น ข้างหน้าก็คือหมู่บ้านเหยียน พวกเจ้าเข้าไปกันเองเถอะ"
ที่หน้าหมู่บ้าน ท่านอวี๋บุ้ยใบ้ไปทางหมู่บ้านแล้วเอ่ยขึ้น เขาถือเรื่องโชคลาง ปกติจะไม่ยอมเหยียบย่างเข้าไปในหมู่บ้านเหยียนง่ายๆ
"ขอบพระคุณใต้เท้า ลำบากท่านแล้วเจ้าค่ะ!" จ้าวลี่หยาโค้งคำนับขอบคุณ
พอได้ยินนางขอบคุณ คนบ้านสกุลจ้าวก็รีบเอ่ยขอบคุณกันเซ็งแซ่
ตำแหน่งกงเฉานั้นไม่มีขั้นมีระดับ ตามหลักแล้วไม่ควรได้รับคำเรียกว่า "ใต้เท้า" แต่เมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างนอบน้อมเช่นนี้ เขาก็อดดีใจไม่ได้
ต้องรู้ว่าเมื่อก่อนตอนพาคนมาส่ง พอเห็นที่รกร้างว่างเปล่ามีแต่หญ้าขึ้นท่วมหัว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง คนพวกนั้นต่างก็ทำหน้าเศร้าสร้อย บ้างก็ร้องไห้โฮ อย่าว่าแต่ขอบคุณเลย บางคนถึงกับแอบมองเขาด้วยสายตาเคียดแค้น... จริงๆ เลย มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย? เขาเป็นแค่คนเดินเรื่องนะ!
คนบ้านสกุลจ้าวสุภาพนอบน้อมขนาดนี้ ทำให้เขามองคนกลุ่มนี้ดีขึ้นมาก
น่าเสียดายที่มาตกอยู่ในที่แบบนี้ ชาตินี้ชาติหน้าก็คงไม่มีวันได้เงยหน้าอ้าปากอีกแล้ว
[จบแล้ว]